Category  |  ODB

คำอธิษฐานที่ติดขัด

ฉันรู้สึกกังวลตอนที่น้องชายตัวน้อยเข้ารับการผ่าตัด แม่อธิบายว่าเขามีอาการ “ลิ้นติด” (การยึดตัวของพังผืดใต้ลิ้น) ตั้งแต่กำเนิด หากไม่ได้แก้ไข เขาจะสูญเสียความสามารถในการกินและพูดในที่สุด ปัจจุบันเราใช้คำว่าลิ้นติดเพื่ออธิบายถึงภาวะที่เรานึกคำพูดไม่ออกหรือไม่กล้าพูด

บางครั้งเราก็อาจมีภาวะลิ้นติดในขณะอธิษฐาน คือไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ลิ้นของเราผูกติดอยู่กับความคิดที่คร่ำครึในฝ่ายวิญญาณและวลีซ้ำๆ เราพุ่งเป้าความรู้สึกของเราไปที่สวรรค์โดยสงสัยว่าคำพูดเหล่านั้นจะไปถึงพระกรรณของพระเจ้าหรือไม่ ความคิดของเราวกวนไปมาบนเส้นทางที่ไม่มีเป้าหมาย

อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อชาวโรมันในศตวรรษแรกถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร โดยท่านเชื้อเชิญให้เราขอความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ “พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” (รม.8:26) แนวคิดของคำว่า “ช่วย” ในที่นี้คือการแบกภาระหนัก และการ “คร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” บ่งบอกถึงการทรงสถิตอยู่ของพระวิญญาณโดยการอธิษฐานวิงวอน เพื่อจะนำความต้องการของเราไปยังพระเจ้า

เมื่อเรามีภาวะลิ้นติดไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอะไร พระวิญญาณของพระเจ้าจะช่วยหล่อหลอมความสับสน ความเจ็บปวด และความว้าวุ่นใจของเราให้กลายเป็นคำอธิษฐานที่สมบูรณ์แบบที่เคลื่อนจากใจเราไปสู่พระกรรณของพระเจ้า พระองค์ทรงสดับฟังและตอบ และทรงนำการปลอบโยนที่เราอาจไม่เคยรู้ว่าเราต้องการจนกระทั่งเราทูลขอให้พระองค์ทรงอธิษฐานเพื่อเรา

อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย

ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานะการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต...ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อที่หลบภัยของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย

ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์” ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการอภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้”

เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้

ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน

เควินเดินเข้าไปในบ้านพักคนชราเพื่อไปรับของใช้ส่วนตัวของพ่อหลังจากที่ท่านเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ยื่นกล่องเล็กๆสองกล่องให้เขา เขากล่าวว่าเขาได้ตระหนักในวันนั้น ว่าแท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สิ่งของมากมายเพื่อจะมีความสุข

แลร์รี่พ่อของเขาไม่มีความกังวลใดๆ และมักจะมีรอยยิ้มและคำพูดที่ให้กำลังใจผู้อื่นอยู่เสมอ เหตุผลที่ทำให้พ่อมีความสุขคือ “(สิ่ง)ของ” อีกอย่างหนึ่งที่ใส่ลงไปในกล่องไม่ได้ นั่นคือความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในพระเยซูพระผู้ไถ่ของท่าน

พระเยซูทรงกำชับเราให้ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:20) พระองค์ไม่ได้ห้ามเรามีบ้าน ซื้อรถ เก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต หรือมีทรัพย์สิ่งของมากมายไว้ในครอบครอง แต่พระองค์ทรงกำชับเราให้ตรวจสอบสิ่งที่เราให้ความสำคัญ ใจของแลร์รี่จดจ่ออยู่ที่ใดหรือ หัวใจของท่านจดจ่อที่จะรักพระเจ้าด้วยการรักผู้อื่น ท่านจะเดินไปมาในตึกที่พักอยู่ คอยทักทายและให้กำลังใจผู้คนที่ท่านพบเจอ หากใครมีน้ำตา ท่านจะอยู่ที่นั่นพร้อมถ้อยคำหนุนใจ หรือหูที่รับฟัง หรือคำอธิษฐานที่จริงใจ ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับการมีชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

เราอาจจะต้องถามตัวเองว่า เราจะมีความสุขได้ไหมกับการมีสิ่งของจำนวนน้อยลงที่มากวนใจหรือเบี่ยงเบนความสนใจเราไปจากสิ่งที่สำคัญกว่า คือการรักพระเจ้าและผู้อื่นได้มากขึ้น “ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (ข้อ 21) การใช้ชีวิตของเราจะสะท้อนถึงสิ่งที่เราให้คุณค่า

กำลังใจในพระเจ้า

ในปี 1925 แลงสตัน ฮิวจ์นักเขียนผู้ทะเยอทะยานซึ่งทำงานเป็นบริกรของโรงแรม ได้รู้ว่ากวีที่เขาชื่นชม (วาเชล ลินด์ซีย์) มาพักที่นั่น ฮิวจ์แอบเอาบทกวีที่เขาแต่งไปให้ลินด์ซีย์อ่านด้วยความเขินอาย ซึ่งต่อมาลินด์ซีย์ได้นำบทกวีของเขาไปอ่านในที่สาธารณะ พร้อมทั้งกล่าวยกย่องชื่นชม กำลังใจจากลินด์ซีย์ส่งผลให้ฮิวจ์ได้รับทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และก้าวขึ้นไปเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ

กำลังใจเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลยาวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระเจ้า พระคัมภีร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ดาวิดกำลังหนีจากกษัตริย์ซาอูล ผู้ทรงพยายาม “แสวงชีวิต” ของท่าน โยนาธานบุตรชายของซาอูลได้ไปหาดาวิด “และสนับสนุนมือของเธอให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า โยนาธานพูดกับท่านว่า ‘อย่ากลัวเลย เพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล’” (1 ซมอ.23:15-17)

โยนาธานกล่าวถูกต้อง ดาวิดจะได้เป็นกษัตริย์ กุญแจสำคัญที่ทำให้คำหนุนใจของโยนาธานสัมฤทธิ์ผลคือคำง่ายๆที่ว่า “ในพระเจ้า” (ข้อ 16) พระเจ้าประทาน “ความชูใจนิรันดร์และความหวังอันดี” แก่เราโดยทางพระเยซู (2 ธส.2:16) เมื่อเราถ่อมตัวลงต่อพระองค์ พระองค์จะทรงยกเราขึ้นอย่างที่ไม่มีใครทำได้

ผู้คนรอบตัวเราล้วนต้องการกำลังใจจากพระเจ้า หากเราเสาะหาพวกเขาเหมือนที่โยนาธานแสวงหาดาวิด และนำพวกเขามาถึงพระเจ้าผ่านทางคำพูดหรือการกระทำที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตา พระองค์จะทรงทำส่วนที่เหลือ ไม่ว่าชีวิตนี้จะเป็นอย่างไร ผู้ที่วางใจในพระองค์จะมีอนาคตที่สดใสชั่วนิรันดร์

การใช้ของประทาน

ในปี 2013 เดวิด ซูเชต์ นักแสดงชาวอังกฤษกำลังถ่ายทำละครโทรทัศน์ตอนสุดท้ายในบทของเฮอร์คูล ปัวโรต์ นักสืบชาวเบลเยียมผู้เป็นที่รักของอกาธา คริสตี้ และได้เล่นละครเวทีใน “บทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต[ของเขา]” ระหว่างงานในสองโครงการนี้ เขายังได้บันทึกเสียงการอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์ รวมทั้งหมด 752,702 คำ ซึ่งใช้เวลากว่าสองร้อยชั่วโมง

ซูเชต์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหลังได้อ่านพระธรรมโรมจากพระคัมภีร์ที่เขาพบในห้องพักโรงแรม เขาเรียกโครงการนี้ว่า ความสำเร็จของ “ความทะเยอทะยานที่ยาวนาน 27 ปี ผมมีแรงผลักดันและได้ทำการศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์ทุกตอนจนรอแทบไม่ไหวที่จะเดินหน้าต่อ” จากนั้นเขาก็บริจาคเงินค่าจ้างของตัวเอง

งานบันทึกเสียงของเขายังคงเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า โดยการเป็นผู้อารักขาและแบ่งปันของประทานนั้น เปโตรเรียกร้องในจดหมายให้ผู้เชื่อในศตวรรษแรกเป็นผู้อารักขาที่ดี แม้จะถูกข่มเหงเพราะนมัสการพระเยซูไม่ใช่ซีซาร์ แต่พวกเขากลับได้รับการท้าทายให้มุ่งความสนใจไปที่การมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าด้วยการพัฒนาของประทานฝ่ายวิญญาณ “ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า” (1 ปต.4:11) เราสามารถพัฒนาของประทานอื่นๆได้เช่นเดียวกัน “เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวง โดยทางพระเยซูคริสต์”

ซูเชต์ถวายตะลันต์ความสามารถของเขาแด่พระเจ้า เราก็ทำได้เช่นกัน สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าประทานให้กับคุณ จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์

บทสนทนาที่เป็นมิตร

แคทเธอรีนเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่สมัยมัธยม ถ้าไม่ได้คุยโทรศัพท์กัน เราก็จะส่งกระดาษเขียนข้อความถึงกันในห้องเรียนเพื่อนัดไปค้างคืน บางครั้งเราก็ไปขี่ม้าด้วยกันและจับคู่กันทำรายงาน

บ่ายวันอาทิตย์หนึ่ง ฉันเริ่มคิดถึงแคทเธอรีนหลังจากฟังศิษยาภิบาลพูดในเช้าวันนั้นเรื่องชีวิตนิรันดร์ ฉันรู้ว่าเธอไม่เชื่อคำสอนในพระคัมภีร์อย่างที่ฉันเชื่อ ฉันรู้สึกมีภาระใจที่จะโทรหาเธอเพื่ออธิบายว่า เธอจะมีความสัมพันธ์กับพระเยซูได้อย่างไร แต่ฉันลังเลเพราะกลัวว่าเธอจะปฏิเสธในสิ่งที่ฉันพูดและทำตัวห่างเหินไปจากฉัน

ฉันคิดว่าความกลัวนี้ทำให้เราหลายคนเงียบ แม้แต่อัครทูตเปาโลยังต้องขอให้ผู้คนอธิษฐานเผื่อท่านที่จะ “เกิดใจกล้า ประกาศและสำแดงข้อลับลึกแห่งข่าวประเสริฐ” (อฟ.6:19) เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดจากการแบ่งปันข่าวประเสริฐ แต่เปาโลกล่าวว่าท่านเป็น “ทูต” ที่พูดในนามของพระเจ้า (ข้อ 20) พวกเราก็เช่นกัน หากผู้คนปฏิเสธข้อความของเรา พวกเขาก็ได้ปฏิเสธพระองค์ผู้ทรงส่งข้อความนั้นเช่นกัน และพระเจ้าทรงเจ็บปวดร่วมกับเรา

แล้วอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้เราพูด เราห่วงใยผู้คนเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงห่วงใย (2 ปต.3:9) นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันโทรหาแคทเธอรีนในที่สุด ช่างน่าประหลาดใจที่เธอไม่ได้ปฏิเสธฉัน เธอรับฟังและซักถาม เธอขอให้พระเยซูทรงยกโทษบาปให้กับเธอและตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ ความเสี่ยงนั้นคุ้มค่ากับรางวัลที่ได้มา

เลือกการเฉลิมฉลอง

นักเขียนชื่อมาริลิน แมคเอนไทร์แบ่งปันสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากเพื่อนคนหนึ่งว่า “สิ่งที่ตรงข้ามกับความอิจฉาคือการเฉลิมฉลอง” แม้เพื่อนคนนี้จะพิการทางกายและต้องเจ็บปวดเรื้อรัง ซึ่งทำให้เธอไม่อาจพัฒนาพรสวรรค์ที่มีได้ดังหวัง แต่เธอกลับสามารถรวบรวมความสุขและเฉลิมฉลองกับคนอื่นๆได้อย่างพิเศษ และนำมาซึ่ง “ความอิ่มเอิบใจแก่ทุกคนที่ได้พบเจอ” ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลง

มุมมองที่ว่า “สิ่งที่ตรงข้ามกับความอิจฉาคือการเฉลิมฉลอง” ยังคงอยู่กับฉัน เตือนให้ฉันคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะใช้ชีวิตในแบบเดียวกันที่ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร และมีความยินดีที่ลึกซึ้งและจริงใจให้กับผู้อื่น

ความอิจฉาเป็นกับดักที่หลงเข้าไปติดได้ง่าย มันเติบโตบนความเปราะบาง บาดแผล และความกลัวที่ลึกที่สุดของเรา และคอยกระซิบบอกเราว่าหากเพียงเราเป็นเหมือนคนนั้นคนนี้ เราคงจะไม่ต้องลำบากและรู้สึกแย่แบบนี้

ดังเช่นเปโตรได้เตือนผู้เชื่อใหม่ใน 1 เปโตร บทที่ 2 ว่า วิธีเดียวที่จะ “ละ” จากคำโกหกที่ความอิจฉาคอยบอกเรา คือโดยหยั่งรากลึกในความจริง และ “ลิ้มรส” คือมีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งใน “พระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 1-3) เราจะสามารถ “รักพี่น้องอย่างจริงใจ” (1:22) เมื่อเรารู้จักแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง นั่นคือ “พระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่” (ข้อ 23)

เราจะเลิกเปรียบเทียบเมื่อเราระลึกได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร เราเป็นสมาชิกอันเป็นที่รัก “ที่พระองค์ทรงเลือก...ชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” เราถูกเรียก “ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์” (2:9)

ความสุขแห่งข่าวดี

เย็นวันหนึ่งในปีค.ศ. 1964 เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในรัฐอลาสก้าสร้างความตื่นตระหนกและสั่นสะเทือนนานกว่าสี่นาทีด้วยความแรง 9.2 แมกนิจูด ทั้งช่วงตึกของเมืองแองเคอเรจหายไปเหลือเพียงหลุมขนาดใหญ่และเศษซากปรักหักพัง ท่ามกลางความมืดและน่ากลัวยามค่ำคืน ผู้สื่อข่าวจีนี่ แชนส์ยืนถือไมโครโฟนเพื่อส่งข่าวสารไปถึงประชาชนผู้สิ้นหวังที่นั่งอยู่ข้างวิทยุของพวกเขา สามีที่ทำงานอยู่ในเขตห่างไกลได้ยินว่าภรรยายังมีชีวิตอยู่ หลายครอบครัวที่ว้าวุ่นใจได้ยินว่าลูกชายของเขาที่ไปค่ายลูกเสือปลอดภัยดี คู่สามีภรรยาได้ยินว่ามีคนพบลูกๆของพวกเขาแล้ว วิทยุกระจายเสียงแจ้งถึงข่าวดีอย่างต่อเนื่อง นี่คือความสุขที่แท้จริงท่ามกลางซากปรักหักพัง

ชนชาติอิสราเอลคงรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อพวกเขาได้ยินถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “พระเจ้าทรงเจิมข้าพเจ้าไว้เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ” (61:1) ขณะที่มองไปยังความรกร้างของชีวิตที่พังพินาศและอนาคตที่มืดมนของพวกเขา เสียงที่ชัดเจนของอิสยาห์ได้นำข่าวดีมาในเวลาที่ดูเหมือนว่ากำลังจะสูญเสียทุกสิ่งไป พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะ “เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจและร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย...สร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะซ่อมเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (ข้อ 1,4) ท่ามกลางความหวาดกลัวของพวกเขา ประชากรได้ยินถึงพระสัญญาอันมั่นคงของพระเจ้า นี่คือข่าวดีของพระองค์

สำหรับพวกเราในวันนี้เราได้ยินข่าวดีของพระเจ้าในพระเยซู นี่คือความหมายของคำว่าพระกิตติคุณ ในความกลัว ความเจ็บปวดและความล้มเหลวของเรา พระเจ้าทรงนำข่าวดีมา และความสุขได้เข้ามาแทนที่ความทุกข์ใจของเรา

ส่วนหนึ่งของครอบครัว

ดาวน์ตันแอบบีย์ เป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยมของอังกฤษ ซึ่งพูดถึงตระกูลครอว์ลีย์ที่ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมในช่วงต้น ทศวรรษ 1900 ของอังกฤษ ตัวละครเอกตัวหนึ่งคือ ทอม แบรนสันซึ่งเคยเป็นคนขับรถของครอบครัว ก่อนที่จะทำให้ทุกคนตกตะลึงโดยแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของตระกูลครอว์ลีย์ หลังจากช่วงเวลาที่ถูกขับไล่ไป คู่แต่งงานวัยเยาว์ได้กลับสู่ดาวน์ตันแอบบีย์และทอมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ได้รับสถานะและสิทธิพิเศษที่เขาเคยถูกปฏิเสธตอนเป็นลูกจ้าง

ครั้งหนึ่งพวกเราเคยถูกมองว่าเป็น “คนต่างด้าวต่างแดน” (อฟ.2:19) และถูกกีดกันไม่ให้ได้รับสิทธิที่มอบให้กับผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า แต่โดยพระเยซู ผู้เชื่อทุกคนไม่ว่าจะมีภูมิหลังเช่นไร ได้คืนดีกับพระเจ้าและถูกนับว่า “เป็นครอบครัวของพระเจ้า” (ข้อ 19)

การเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้านำมาซึ่งสถานะและสิทธิพิเศษที่อัศจรรย์ เราจึง “เข้ามาหาพระเจ้าได้ด้วยเสรีภาพและความมั่นใจ” (3:12 TNCV) และชื่นชมยินดีในการเข้าถึงพระเจ้าได้อย่างไม่จำกัดและไม่ถูกกีดกันพวกเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ ชุมชนแห่งความเชื่อที่เสริมสร้างและหนุนใจเรา (2:19-22) สมาชิกในครอบครัวของพระเจ้ามีสิทธิพิเศษ ในการช่วยเหลือกันให้เข้าใจถึงความรักอันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระเจ้า (3:18)

ความกลัวและสงสัยทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนนอกได้โดยง่าย และฉุดรั้งเราไม่ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ในการเป็นสมาชิกครอบครัวของพระเจ้า แต่ให้เรารับฟังและยอมรับของขวัญแห่งความรักจากพระเจ้าที่ประทานให้โดยไม่คิดมูลค่าอีกครั้ง (2:8-10) และอิ่มเอมในความมหัศจรรย์ที่ได้เป็นของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา