ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดา
ในปี 1478 ลอเรนโซ ดี เมดิชี ผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี รอดชีวิตจากการถูกโจมตีมาได้ เมื่อเพื่อนร่วมชาติของเขาจุดชนวนสงครามขณะพยายามตอบโต้การโจมตีผู้นำของตน สถานการณ์แย่ลงไปอีกเมื่อกษัตริย์เฟอร์รานเตที่ 1 แห่งเนเปิลส์ผู้โหดร้ายกลับกลายเป็นศัตรูของลอเรนโซ แต่การกระทำที่กล้าหาญของลอเรนโซเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เขาเข้าเฝ้ากษัตริย์ตามลำพังโดยปราศจากอาวุธ ความกล้าหาญรวมถึงเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดของเขาชนะใจเฟอร์รานเตและทำให้สงครามยุติลง
ดาเนียลก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยกษัตริย์ให้เปลี่ยนใจ ไม่มีใครในบาบิโลนที่สามารถเล่าและแก้ฝันร้ายของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ทำให้พระองค์ทรงกริ้วและรับสั่งให้ฆ่าที่ปรึกษาทั้งหมด รวมถึงดาเนียลและเพื่อนๆของท่าน แต่ดาเนียลขอเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่ต้องการประหารเขา (ดนล.2:24)
เมื่ออยู่ต่อหน้าเนบูคัดเนสซาร์ ดาเนียลถวายเกียรติทั้งสิ้นแด่พระเจ้าผู้ทรงเผยความลึกลับแห่งความฝัน (ข้อ 28) เมื่อผู้เผยพระวจนะเล่าและแก้ฝันแล้ว เนบูคัดเนสซาร์จึงยกย่องพระเจ้าว่า “พระเจ้าของพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระราชาทั้งปวง” (ข้อ 47) ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาของดาเนียลซึ่งเกิดจากความเชื่อในพระเจ้า ได้ช่วยตัวเขา เพื่อนๆของเขา และที่ปรึกษาคนอื่นๆให้รอดตายในวันนั้น
อาจมีบางคราวในชีวิตของเรา ที่จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวในการสื่อสารข้อความที่สำคัญ ขอพระเจ้าทรงนำในถ้อยคำของเราและประทานสติปัญญาเพื่อเราจะรู้ว่าควรพูดอะไร และจะพูดอย่างไรให้เกิดผล
การต่อสู้อันดุเดือด
ในปี 1896 นักสำรวจชื่อคาร์ล เอคลีย์ พบว่าตัวเขากำลังถูกเสือดาวหนัก 36 กิโลกรัมไล่ล่าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของเอธิโอเปีย เขาจำได้ว่าเสือดาวกระโจนใส่และพยายาม “ฝังเขี้ยวเข้าที่คอของผม” มันพลาด กรามอันแข็งแกร่งจึงงับเข้าที่แขนขวาของเขาแทน ทั้งสองกลิ้งไปบนทรายระหว่างการต่อสู้อันดุเดือดยาวนาน เอคลีย์อ่อนล้าและ “เกิดคำถามว่าใครจะยอมแพ้ก่อน” เขารวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายจนสามารถปลิดลมหายใจเจ้าแมวยักษ์ด้วยมือเปล่า
เปาโลอธิบายว่าเราแต่ละคนที่เชื่อในพระเยซูจะต้องเผชิญกับการต่อสู้อันดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราจะรู้สึกว่าเกินกำลังและถูกล่อลวงให้ยอมแพ้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” และ “มั่นคง” (อฟ.6:11,14) แทนที่เราจะหมอบลงด้วยความกลัวหรือแตกเป็นเสี่ยงๆเมื่อตระหนักถึงความอ่อนแอและเปราะบางที่มี เปาโลกลับท้าทายให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ โดยระลึกว่าเราไม่ได้พึ่งพาความกล้าหาญและกำลังของเราเอง แต่เป็นพระเจ้า “จงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์” ท่านเขียน (ข้อ 10) ในความท้าทายทั้งหลายที่เราเผชิญ พระองค์ทรงอยู่ห่างแค่เพียงคำอธิษฐาน (ข้อ 18)
ใช่แล้ว เราจะต้องเจอการต่อสู้อีกมากมาย และเราไม่อาจหนีพ้นด้วยกำลังและสติปัญญาของเราเอง แต่พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพมากยิ่งกว่าศัตรูหรือมารร้ายใดๆที่เราจะได้พบเจอ
เข้ามาแทรกแซงจักรวาล
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 นักดาราศาสตร์ชื่อดังผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าได้เขียนไว้ว่า “การตีความข้อเท็จจริงตามสามัญสำนึกแสดงให้เห็นว่า มีผู้ทรงปัญญายิ่งยวดได้เข้ามาแทรกแซงสสารและพลังงาน องค์ประกอบทางเคมี และสิ่งมีชีวิตต่างๆ” ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์คนนี้ มีหลักฐานที่แสดงว่ามีบางอย่างได้ออกแบบทุกสิ่งที่เรามองเห็นในจักรวาล เขาเสริมว่า “ไม่มีพลังหรืออำนาจอันไร้ที่มาในธรรมชาติ” พูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งที่เรามองเห็นดูเหมือนจะถูกวางแผนโดยใครสักคน แต่กระนั้นนักดาราศาสตร์คนนี้ก็ยังคงไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า
สามพันปีที่แล้ว ชายผู้มีสติปัญญาอีกคนหนึ่งมองไปบนท้องฟ้าและได้ข้อสรุปที่ต่างออกไป “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” ดาวิดสงสัย (สดด.8:3-4)
แต่พระเจ้ายังทรงห่วงใยเราอย่างสุดซึ้ง จักรวาลแสดงให้เราเห็นถึงผู้ออกแบบ เป็น “ผู้ทรงพระปัญญายิ่งยวด” ที่สร้างความคิดให้เรา ผู้สร้างความคิดให้เรา และให้เราอยู่ในโลกเพื่อใคร่ครวญถึงพระราชกิจของพระองค์ เรารู้จักพระเจ้าได้ผ่านทางพระเยซูและสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เปาโลบันทึกไว้ว่า “[พระคริสต์]ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก” (คส.1:15-16)
แท้ที่จริงแล้วจักรวาลได้ถูก “แทรกแซง” อัตลักษณ์ขององค์ผู้ออกแบบที่ทรงพระปัญญานี้จะถูกค้นพบได้โดยทุกคนที่เต็มใจจะค้นหา
ของประทานแห่งการกลับใจ
“เปล่า! ผมไม่ได้ทำ!” เจนฟังคำปฏิเสธของลูกชายวัยรุ่นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะเธอรู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง เธออธิษฐานขอพระเจ้าช่วยก่อนจะถามไซม่อนอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังคงไม่ยอมรับว่าเขาโกหก ในที่สุดเธอยกมือสองข้างขึ้นด้วยความหงุดหงิดพร้อมบอกว่าขออยู่คนเดียว ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกไป เธอรู้สึกว่ามือของลูกมาแตะที่ไหล่และได้ยินคำขอโทษของเขา เขาตอบสนองต่อการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์และกลับใจ
ในหนังสือโยเอลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงเรียกคนของพระองค์ให้กลับใจอย่างแท้จริงจากบาปของพวกเขา และทรงต้อนรับพวกเขากลับมาหาพระองค์อย่างเต็มพระทัย (2:12) พระเจ้าไม่ได้ดูการสำนึกผิดจากการแสดงออกภายนอก แต่ทรงปรารถนาให้ทัศนคติที่แข็งกระด้างของพวกเขาอ่อนลง “จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า” โยเอลเตือนชาวอิสราเอลว่า พระเจ้า “ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” (ข้อ 13)
เราอาจพบว่าการสารภาพความผิดของเราเป็นเรื่องยาก เพราะในความถือดีของเรา เราไม่อยากยอมรับว่าทำบาป เราอาจหลีกเลี่ยงความจริง และแก้ตัวว่าการกระทำของเราเป็นแค่ “การโกหกเล็กน้อยที่ไม่ร้ายแรง” แต่เมื่อเราเชื่อฟังการเตือนที่อ่อนโยนแต่จริงจังของพระเจ้าและสารภาพบาป พระองค์จะยกโทษและชำระเราให้สะอาดจากบาปทั้งปวง (1 ยน.1:9) เราจะเป็นอิสระจากความรู้สึกผิดและความละอาย เมื่อรู้ว่าเราได้รับอภัยโทษแล้ว
จบให้ดี
ในขณะที่ฉันเข้าสู่ช่วงสองนาทีสุดท้ายของโปรแกรมออกกำลังกายสี่สิบนาที ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าครูฝึกจะต้องตะโกนว่า “จบให้ดีนะ!” ครูฝึกส่วนตัวหรือผู้นำการออกกำลังกายแบบกลุ่มที่ฉันรู้จักจะพูดประโยคนี้ก่อนการคูลดาวน์ พวกเขารู้ว่าตอนจบของการออกกำลังนั้นสำคัญพอๆกับการไปออกกำลังกาย และพวกเขาก็รู้ว่าร่างกายของมนุษย์มีแนวโน้มที่อยากจะทำงานช้าลงหรือเฉื่อยลงหลังจากมีการขยับเขยื้อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
เช่นเดียวกับการเดินทางของเรากับพระเยซู เปาโลบอกผู้ปกครองในคริสตจักรเอเฟซัสว่าท่านจำเป็นต้องบากบั่นไปให้สุดทางขณะที่ท่านจะมุ่งหน้าไปกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งท่านมั่นใจว่าจะต้องพบกับการข่มเหงที่หนักกว่าเดิมในฐานะอัครทูตของพระคริสต์ (กจ.20:17-24) แต่กระนั้นเปาโลไม่หวั่นไหว ท่านมีเป้าหมายคือการทำหน้าที่ที่เริ่มต้นไว้ให้สำเร็จ และทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า ท่านมีงานเดียวคือ การประกาศ “ข่าวประเสริฐซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้า” (ข้อ 24) และท่านอยากจะทำให้สำเร็จด้วยดี แม้ความยากลำบากจะคอยท่าท่านอยู่ (ข้อ 23) ท่านยังคงมุ่งไปสู่หลักชัย ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในเส้นทางนั้น
ไม่ว่าเราจะกำลังออกกำลังฝ่ายร่างกาย หรือกำลังฝึกฝนของประทานที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางการงาน คำพูด และการกระทำ เราเองก็สามารถรับการหนุนน้ำใจจากคำเตือนที่จะจบให้ดีได้ อย่า “เมื่อยล้า” (กท.6:9) อย่ายอมแพ้ พระเจ้าจะประทานสิ่งจำเป็นให้เพื่อที่คุณจะได้จบอย่างสวยงาม
เดินผ่านพระพร
ในปี 1799 คอนราด รี้ด ในวัยสิบสองขวบพบก้อนหินขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับในลำธารที่ไหลผ่านฟาร์มเล็กๆของครอบครัวเขาในนอร์ทแคโรไลน่า เขานำมันกลับมาบ้านให้พ่อซึ่งเป็นชาวนาอพยพที่ยากจนดู พ่อไม่รู้ค่าของหินนั้นและใช้มันเป็นที่ดันประตู พวกเขาเดินผ่านหินก้อนนั้นไปมาอยู่หลายปี
ต่อมา ก้อนหินของคอนราดซึ่งแท้จริงแล้วเป็นก้อนทองคำหนักกว่าเจ็ดกิโลกรัมไปสะดุดตาช่างทำอัญมณีท้องถิ่นเข้า หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวรี้ดจึงร่ำรวยขึ้น และที่ดินของพวกเขากลายเป็นแหล่งขุดทองแห่งแรกในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา
บางครั้งเราเดินเลยผ่านพระพรไปเพราะจดจ่ออยู่กับแผนการและวิธีการของเราเอง พระเจ้าทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่งหลังจากพวกเขาถูกเนรเทศให้ไปบาบิโลนเพราะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ยังเตือนด้วยว่าพวกเขาพลาดอะไรไป ทรงตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้สั่งสอนเจ้าเพื่อประโยชน์ของเจ้า ผู้นำเจ้าในทางที่ควรเจ้าจะไป โอ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเราแล้ว ความสุขสมบูรณ์ของเจ้าจะเป็นเหมือนแม่น้ำ และความชอบธรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” จากนั้นพระเจ้าทรงหนุนน้ำใจให้พวกเขาติดตามพระองค์ออกจากวิถีแบบเก่าสู่ชีวิตใหม่ว่า “จงไปเสียจากบาบิโลน...จงประกาศข้อนี้ด้วยโห่ร้องชื่นบาน” (อสย.48:17-18, 20)
การออกจากบาบิโลน ทั้งในสมัยก่อนและอาจจะในสมัยนี้นั้นหมายถึงการออกจากวิถีแห่งบาป และ “กลับบ้าน” มาหาพระเจ้าผู้ทรงปรารถนากระทำสิ่งดีเพื่อเรา ถ้าเราเชื่อฟังและติดตามพระองค์
คุ้มค่าที่จะแบ่งปันเสมอ
หลังจากฉันมาเป็นผู้เชื่อในพระเยซู ฉันได้แบ่งปันข่าวประเสริฐกับแม่ของฉัน แทนที่แม่จะตัดสินใจเชื่อพระเยซูอย่างที่ฉันคาดหวังไว้ แม่กลับไม่พูดกับฉันเลยเป็นเวลาหนึ่งปี ประสบการณ์เลวร้ายกับคนที่อ้างว่าติดตามพระเยซูทำให้แม่ไม่ไว้ใจผู้เชื่อในพระคริสต์ ฉันอธิษฐานเผื่อท่านและติดต่อท่านทุกสัปดาห์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปลอบประโลมและยังคงทำงานในใจฉันขณะที่แม่ไม่ตอบสนองใดๆ ในที่สุดเมื่อแม่ยอมรับโทรศัพท์จากฉัน ฉันจึงอุทิศทุ่มเทที่จะรักและแบ่งปันข่าวประเสริฐกับท่านทุกครั้งที่มีโอกาส หลายเดือนหลังจากที่เราคืนดีกัน แม่บอกว่าฉันเปลี่ยนไป เกือบปีต่อมาแม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเข้าถึงของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์ นั่นคือพระคริสต์ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง” (2 คร.2:14) ท่านเรียกผู้ที่แบ่งปันข่าวประเสริฐว่าเป็น “กลิ่นอันหอมหวาน” สำหรับผู้ที่เชื่อ แต่เป็นกลิ่นแห่งความตายสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 15-16)
หลังจากที่เรารับพระคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด เราก็มีสิทธิพิเศษในการใช้เวลาอันจำกัดบนโลกนี้เพื่อจะรักผู้อื่นและประกาศความจริงของพระองค์ที่เปลี่ยนชีวิต แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุด เรายังสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา ไม่ว่าเราจะต้องแลกกับอะไร ข่าวประเสริฐของพระเจ้าก็คุ้มค่าที่จะแบ่งปันเสมอ
สลักความเศร้า
หลังจากได้รับคำวินิจฉัยที่ร้ายแรงว่าเป็นมะเร็งสมองชนิดที่พบได้ยากและไม่มีทางรักษา แคโรไลน์ได้พบกับความหวังและเป้าหมายใหม่ผ่านการรับใช้ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการเป็นอาสาสมัครช่วยถ่ายรูปเด็กที่ป่วยหนักและครอบครัวของพวกเขา การรับใช้นี้ช่วยให้ครอบครัวได้บันทึกช่วงเวลาอันล้ำค่าของพวกเขาและลูกๆทั้งในความเศร้าโศกและ “ช่วงเวลาแห่งพระคุณและความงดงามที่เราไม่คิดว่าจะมีอยู่ในที่แห่งความสิ้นหวังเหล่านั้น” เธอสังเกตว่า “ในช่วงเวลาอันยากลำบากเกินกว่าใครจะจินตนาการได้ พวกเขาเหล่านั้น...เลือกที่จะรัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
การมองเห็นสัจธรรมของความทุกข์ทำให้เกิดพลังบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ทั้งในแง่ความจริงที่ความทุกข์นั้นทำร้ายเรา และการที่เราได้พบกับความงดงามและความหวังในท่ามกลางความทุกข์นั้น
เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือโยบเป็นเหมือนภาพถ่ายของความโศกเศร้า ที่ถ่ายทอดเส้นทางชีวิตแห่งการสูญเสียของโยบอย่างตรงไปตรงมา (1:18-19) หลังจากนั่งอยู่กับโยบหลายวัน เพื่อนๆของท่านหมดความอดทนกับความทุกข์ของโยบ พยายามหาทางบรรเทาหรืออธิบายว่ามันคือการพิพากษาของพระเจ้า แต่โยบไม่ตอบรับและยืนยันว่าสิ่งที่ท่านกำลังเผชิญนั้นมีความหมาย และหวังว่าคำพยานจากประสบการณ์ของท่านจะได้รับการ “สลักไว้ในศิลาเป็นนิตย์” (19:24)
ความทุกข์ของท่านถูก “สลักไว้” ในหนังสือโยบ เพื่อชี้ให้เราเห็นถึงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ในความทุกข์ยากของเรา (ข้อ 26-27) พระองค์ทรงอยู่กับเราในความเจ็บปวด ทรงอุ้มเราผ่านความตายไปสู่ชีวิตที่เป็นขึ้นใหม่
สงครามดอกทานตะวัน
ผมและเจ้ากวางที่อยู่ในละแวกบ้านมีความคิดไม่เหมือนกันเกี่ยวกับดอกทานตะวัน เวลาที่ผมปลูกดอกทานตะวันในฤดูใบไม้ผลิ ผมคอยที่จะได้เห็นความงามของดอกที่บานสะพรั่ง แต่เพื่อนกวางของผมไม่สนใจในผลผลิตที่ได้ พวกมันต้องการแค่จะเคี้ยวกินลำต้นและใบจนหมด ทุกฤดูร้อนเป็นเหมือนสงครามที่ผมพยายามรักษาต้นทานตะวันให้เติบโตเต็มที่ก่อนที่เพื่อนบ้านเท้าสี่กีบจะมาจัดการกินพวกมันจนเกลี้ยง บางครั้งผมก็ชนะ บางครั้งพวกมันก็ชนะ
เมื่อคิดถึงชีวิตของเราในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เรามักจะเห็นสงครามคล้ายกันนี้ระหว่างเรากับศัตรูคือซาตาน เป้าหมายของเราคือการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณอันจะทำให้ชีวิตของเราแตกต่างและถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า มารต้องการกัดกินความเชื่อและขัดขวางไม่ให้เราเติบโต แต่พระเยซูทรงเป็นศีรษะ “แห่งปวงเทพผู้ครอง” และทรงสามารถนำเราสู่ “ความครบบริบูรณ์” (คส.2:10) หมายความว่าพระองค์ทรงทำให้เรา “สมบูรณ์” ชัยชนะของพระคริสต์บนไม้กางเขนทำให้เราสามารถยืนโดดเด่นอยู่ในโลกได้เช่นเดียวกับดอกทานตะวันอันงดงาม
เมื่อพระเยซูทรงตรึง “กรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเรา” (โทษทัณฑ์แห่งบาปของเรา) ไว้ที่กางเขน (ข้อ 14) พระองค์ก็ได้ทำลายอำนาจที่ควบคุมเรา เรากลายเป็นผู้ที่ “หยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้น” (ข้อ 7) และถูกทำให้ “มีชีวิตร่วมกับพระองค์” (ข้อ 13) ในพระองค์เรามีอำนาจ (ข้อ 10) ที่จะต่อต้านการโจมตีฝ่ายวิญญาณของศัตรู และจำเริญขึ้นในพระเยซู คือมีชีวิตที่งดงามอย่างแท้จริง