Category  |  ODB

กุญแจ

ในหนังสือคลาสสิกชื่อ มนุษย์สภาวะ โธมัส คีตติ้งเล่าเรื่องที่น่าจดจำถึงอาจารย์คนหนึ่งที่ทำกุญแจบ้านหาย เขาคุกเข่าลงใช้มือควานหาไปตามต้นหญ้า เมื่อพวกลูกศิษย์เห็นว่าเขากำลังหาอยู่จึงมาช่วยหาด้วยแต่ก็ไม่พบ ในที่สุด “หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ที่มีปัญญามากกว่า” ถามว่า “อาจารย์ครับ อาจารย์รู้ไหมว่าทำกุญแจหายที่ไหน” อาจารย์ของพวกเขาตอบว่า “ก็ต้องทำหายในบ้านสิ” เมื่อพวกเขาอุทานว่า “แล้วทำไมเราจึงมาหามันที่ข้างนอกนี้เล่า” เขาตอบว่า “ก็ข้างนอกนี้มันสว่างกว่าไง”

กุญแจที่เราทำหายคือกุญแจสู่ “สัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า คือประสบการณ์แห่งการสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์” คีตติ้งสรุปว่า “หากไม่มีประสบการณ์นั้น อะไรๆก็ดูจะไม่ถูกต้อง แต่หากมีประสบการณ์นั้น อะไรๆก็ดูจะถูกต้องไปหมด”

เราหลงลืมได้ง่ายว่า แม้ในชีวิตที่ขึ้นๆลงๆนี้พระเจ้ายังคงเป็นกุญแจสู่ความปรารถนาที่ล้ำลึกที่สุดของเรา แต่เมื่อเราพร้อมที่จะหยุดมองหาผิดที่ พระเจ้าทรงอยู่กับเราที่นั่น ทรงพร้อมจะสำแดงการพักผ่อนที่แท้จริงให้เราได้เห็น ในมัทธิว 11 พระเยซูสรรเสริญพระบิดาที่ทรงเปิดเผยทางของพระองค์ ไม่ใช่ให้“ผู้มีปัญญาและผู้ฉลาด” แต่เป็น “ผู้น้อย” ได้รู้ (ข้อ 25) จากนั้นพระองค์ทรงเชิญชวน “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก” (ข้อ 28) ให้มาหาพระองค์เพื่อจะได้หยุดพัก

พวกเราก็เหมือนเด็กเล็กๆที่สามารถพบกับการหยุดพักอย่างแท้จริงเมื่อเราเรียนรู้ทางของพระอาจารย์ ผู้ “​สุภาพและใจอ่อนน้อม” (ข้อ 29) พระเจ้าทรงอยู่กับเรา รอคอยที่จะต้อนรับเรากลับบ้าน

พระเจ้าแห่งสวนเอเดน

เมื่อหลายปีก่อน โจนี่ มิทเชลล์เขียนเพลงชื่อ “วู้ดสต๊อก” ซึ่งเธอบรรยายถึงมนุษยชาติที่ติดกับดักของการ “ต่อรอง” กับวิญญาณชั่ว เธอเรียกร้องให้ผู้ฟังของเธอแสวงหาการดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายและสงบสุข โดยการร้องถึงการกลับไปยัง “สวน” มิทเชลล์ได้พูดแทนคนรุ่นหนึ่งที่ปรารถนาอยากมีเป้าหมายและความหมาย

คำว่า “สวน” ของมิทเชลล์คือสวนเอเดนนั่นเอง เอเดนเป็นสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างให้เราในปฐมกาล ในสวนนี้ อาดัมและเอวาพบกับพระเจ้าเป็นประจำ จนวันหนึ่งที่พวกเขาต่อรองกับมาร (ดู ปฐก.3:6-7) วันนั้นไม่เหมือนเดิม “เวลาเย็นวันนั้นเขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า​” (ข้อ 8)

เมื่อพระเจ้าตรัสถามว่าพวกเขาทำอะไรลงไป อาดัมและเอวาต่างโทษกันไปมา ถึงแม้พวกเขาจะไม่ยอมรับผิด พระเจ้าไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่แบบนั้น พระองค์ “​ทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย” (ข้อ 21) เป็นการบอกเป็นนัยถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อไถ่โทษบาปของเรา

พระเจ้าไม่ได้ประทานหนทางให้เราย้อนกลับไปยังสวนเอเดน แต่พระองค์ประทานหนทางไปข้างหน้าสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระองค์ เราไม่สามารถย้อนกลับไปสวนเอเดนแต่เราสามารถกลับไปหาพระเจ้าแห่งสวนเอเดนได้

เดินทางอย่างเบาตัว

ชายคนหนึ่งชื่อเจมส์ออกเดินทางผจญภัยเป็นระยะทาง 2,012 กิโลเมตรไปตามชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา โดยปั่นจักรยานจากเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ไปยังเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนคนหนึ่งของฉันพบนักปั่นผู้มุ่งมั่นคนนี้ใกล้กับหน้าผาบิกเซอร์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เขาเริ่มเดินทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร หลังจากได้รู้ว่าเพิ่งมีคนขโมยอุปกรณ์ค้างแรมของเจมส์ไป เพื่อนของฉันเสนอจะยกผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้ แต่เจมส์ปฏิเสธ โดยบอกว่าเมื่อเขาเดินทางลงใต้เข้าสู่สภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น เขาจะต้องเริ่มกำจัดสัมภาระ ยิ่งเขาเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้น เขาจะยิ่งเหนื่อยและจำเป็นต้องลดน้ำหนักสัมภาระที่เขาจะนำไปด้วย

เจมส์มีความคิดที่ฉลาด และเป็นภาพที่สะท้อนสิ่งที่ผู้เขียนฮีบรูกำลังพูดถึงอีกด้วย เมื่อเราดำเนินไปตามเส้นทางของชีวิต เราจำเป็นต้อง “​​ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น” (12:1) เราจำเป็นต้องเดินทางด้วยสัมภาระที่เบาจึงจะไปต่อได้

ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู การวิ่งแข่งนี้จำเป็นต้องมี “ความเพียรพยายาม” (ข้อ 1) และวิธีหนึ่งที่จะทำให้แน่ใจว่าเราจะเดินต่อไปได้คือ การปลดเปลื้องน้ำหนักของการไม่ยกโทษ ความน้อยใจ และบาปอื่นๆที่จะขัดขวางเรา

หากปราศจากความช่วยเหลือของพระเยซู เราจะไม่สามารถไปต่อได้อย่างเบาตัวและวิ่งในการแข่งนี้ได้ดี ให้เรามองไปที่ “​ผู้​บุกเบิก​ความ​เชื่อ และ​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​ความ​เชื่อ​ของ​เรา​สมบูรณ์” เพื่อที่เราจะไม่ “รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 2-3)

พระเจ้าทรงทราบ

คู่รักที่หยุดชมภาพเขียนนามธรรมขนาดใหญ่สังเกตเห็นกระป๋องสีที่เปิดอยู่และพู่กันที่วางอยู่ข้างใต้ พวกเขาคิดว่ามันเป็น “งานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ” ที่ใครอยากจะช่วยสร้างสรรค์ก็ได้ พวกเขาจึงทาสีเพิ่มเข้าไปแล้วจากไป แต่ศิลปินได้จงใจทิ้งอุปกรณ์เอาไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดแสดงผลงานที่วาดเสร็จแล้ว หลังจากดูคลิปวีดิโอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางห้องแสดงภาพยอมรับว่ามันเป็นความเข้าใจผิดและไม่ได้แจ้งตำรวจ

ชนชาติอิสราเอลที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเมื่อพวกเขาสร้างแท่นบูชาใหญ่โตขึ้นที่ริมแม่น้ำ คนที่อยู่ฝั่งตะวันตกมองว่านี่เป็นการกบฏต่อพระเจ้า เพราะทุกคนต่างรู้ว่าพลับพลาเป็นที่แห่งเดียวที่พระเจ้าอนุญาตให้มีการนมัสการได้ (ยชว.22:16)

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจนกระทั่งผู้คนฝั่งตะวันออกอธิบายว่าพวกเขาตั้งใจจะสร้างแท่นบูชาจำลองขึ้น เพื่อต้องการให้ลูกหลานเห็นและตระหนักถึงความผูกพันด้านความเชื่อและสายเลือดที่พวกเขามีต่อชนชาติอิสราเอลเผ่าอื่นๆ (ข้อ 28-29) พวกเขาอุทานว่า “องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าพระเยโฮวาห์ พระองค์ทรงทราบ” (ข้อ 22) ยังดีที่คนเหล่านั้นรับฟัง พวกเขาเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้สรรเสริญพระเจ้า แล้วกลับไปบ้าน

เพราะพระเจ้า “ทรงพิจารณาจิตใจทั้งปวง และทรงเข้าใจในแผนงานและความคิดทั้งปวง” (1 พศด.28:9) พระองค์ทรงทราบแรงจูงใจของทุกคน หากเราขอให้ทรงช่วยเราแก้ไขสถานการณ์ที่สับสน พระองค์อาจประทานโอกาสให้เราได้อธิบายเหตุผลของเรา หรือประทานพระคุณที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อจะให้อภัยเราหันมาหาพระเจ้าได้เมื่อเราแสวงหาการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้อื่น

เจริญขึ้น

เพรียงหัวหอมเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด อาศัยเกาะกับหินหรือเปลือกหอย ลักษณะเหมือนหลอดพลาสติกอ่อนนุ่มที่ไหวเอนไปมาตามกระแสน้ำ เพรียงหัวหอมรับสารอาหารจากน้ำที่ไหลผ่านตัวมัน มันใช้ชีวิตติดอยู่กับที่ แตกต่างจากตอนเป็นตัวอ่อนที่ว่ายน้ำได้

ชีวิตของเพรียงหัวหอมเริ่มต้นด้วยการเป็นเหมือนลูกอ๊อดที่มีแกนสันหลังและสมองสำหรับช่วยหาอาหารและหลบหลีกอันตราย ตอนเป็นตัวอ่อนมันจะว่ายน้ำสำรวจไปทั่วในมหาสมุทร แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อมันเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัย มันจะเกาะติดอยู่กับหิน หยุดสำรวจและหยุดโต จุดหักมุมที่น่าสยดสยองคือมันจะย่อยสมองของมันเอง

ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่มีสมอง ขยับไปมาตามกระแสน้ำ อัครทูตเปโตรหนุนใจเราไม่ให้เป็นเหมือนเพรียงหัวหอม เพราะการเติบโตเป็นผู้ใหญ่สำหรับเรานั้นหมายถึงการรับส่วนในสภาพของพระเจ้า (2 ปต.1:4) คุณและผมถูกเรียกให้ เจริญขึ้น คือเติบโตทางจิตใจในความรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ (3:18) ทางฝ่ายวิญญาณคือมีคุณลักษณะ เช่น คุณธรรม ความดี ความอุตสาหะ ขันติหรือความเหนี่ยวรั้งตน (1:5-7) และทางการกระทำ โดยแสวงหาหนทางใหม่ที่จะรัก ต้อนรับเลี้ยงดู และรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานของเรา (1 ปต.4:7-11) เปโตรกล่าวว่า การเจริญขึ้นนี้จะทำให้ชีวิตของท่าน “เกิดประโยชน์และเกิดผล” (2 ปต.1:8)

การเรียกร้องให้เจริญขึ้นนี้มีความสำคัญต่อคนในวัย 70 เท่าๆกับคนในวัยรุ่น พระลักษณะของพระเจ้านั้นกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร เรายังว่ายไปได้แค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น จงสำรวจพระลักษณะนิรันดร์ของพระเจ้า จงออกไปผจญภัยใหม่ในฝ่ายวิญญาณ ศึกษา ลองเสี่ยง และ เจริญขึ้น

ใช้ชีวิตเช่นคนที่ได้รับการรักษา

พี่น้องสองคนจากอินเดียเกิดมาตาบอด พ่อของทั้งสองทำงานหนักแต่ก็ไม่เคยมีเงินพอที่จะให้ลูกสาวได้ผ่าตัดเพื่อจะมองเห็น จนกระทั่งเมื่อมีทีมแพทย์เดินทางมาปฏิบัติภารกิจระยะสั้นในแถบที่เขาอาศัยอยู่ วันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด เด็กหญิงยิ้มกว้างขณะพยาบาลแกะผ้าพันแผลออกให้ เด็กคนหนึ่งร้องว่า “แม่ หนูมองเห็น! หนูมองเห็น!”

ชายคนหนึ่งเป็นง่อยแต่กำเนิดนั่งอยู่ที่ประจำตรงประตูพระวิหารเพื่อขอทาน เปโตรบอกชายนั้นว่าท่านไม่มีเงินทองแต่มีสิ่งที่ดีกว่า และพูดว่า “ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด” (กจ.3:6) ชายนั้น “กระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหาร...เต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าไป” (ข้อ 8)

ทั้งสองคนพี่น้องและชายคนนี้เห็นคุณค่าในดวงตาและขาของตนมากกว่าคนที่ไม่เคยตาบอดหรือเป็นง่อยมาก่อน เด็กหญิงทั้งสองไม่ยอมหยุดกะพริบตาด้วยความอัศจรรย์ใจและความชื่นชมยินดี และชายคนนั้น “กระโดดขึ้นยืน”

ลองใคร่ครวญถึงความสามารถตามธรรมชาติของคุณดู หากเป็นคุณที่ได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์ คุณจะชื่นชมความสามารถนั้นมากขึ้นแค่ไหน และจะใช้มันให้แตกต่างจากที่เป็นอยู่อย่างไร ลองใคร่ครวญดูว่า ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระองค์ก็ได้ทรงรักษาคุณแล้วฝ่ายจิตวิญญาณ พระองค์ทรงช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากบาป

ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงสร้างและช่วยกู้เรา ให้เรามอบถวายทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานคืนแก่พระองค์

พระเจ้าทรงเห็นคุณ

เช้าตรู่อาจเป็นเวลาที่เจ็บปวดสำหรับอัลม่าเพื่อนของฉันผู้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกสองคน เธอบอกว่า “เวลาที่ทุกอย่างเงียบสงบ ความวิตกจะปรากฏขึ้น เวลาที่ฉันทำงานบ้าน ฉันกังวลเรื่องการเงิน และสุขภาพและการเรียนของลูกๆ”

เมื่อสามีทิ้งเธอไป อัลม่าแบกรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียว “มันยาก” เธอบอก “แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นฉันและครอบครัวของฉัน พระองค์ประทานกำลังให้ฉันสามารถทำงานสองแห่ง ทรงจัดเตรียมสำหรับความจำเป็นของพวกเรา และทรงให้ลูกๆของฉันมีประสบการณ์กับการทรงนำของพระองค์ในแต่ละวัน”

ฮาการ์ สาวใช้ชาวอียิปต์เข้าใจความหมายของการที่พระเจ้าทรงมองเห็นนาง หลังจากตั้งครรภ์กับอับราม นางเริ่มดูหมิ่นซาราย (ปฐก.16:4) ผู้ตอบโต้ด้วยการข่มเหงนาง ทำให้นางต้องหนีไปในทะเลทราย ฮาการ์ต้องอยู่ตัวคนเดียว เผชิญกับอนาคตที่มืดมนและสิ้นหวังสำหรับตนเองและลูกในครรภ์

แต่ในทะเลทรายนั้นเอง “ทูตพระเจ้า” (ข้อ 7) พบเธอและกล่าวว่า “พระเจ้าทรงรับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า” (ข้อ 11) ทูตพระเจ้าบอกฮาการ์ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป และรับรองเรื่องอนาคตของเธอ จากเรื่องของฮาการ์เราได้รู้จักหนึ่งในพระนามของพระเจ้า คือ เอล โรอี “พระเจ้าผู้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์” (ข้อ 13 TNCV)

คุณอาจกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ยากลำบาก รู้สึกหลงทางและโดดเดี่ยวเหมือนกับฮาการ์ แต่จงจำไว้ว่าแม้ในที่รกร้างว่างเปล่า พระเจ้าทรงเห็นคุณ จงยื่นแขนออกหาพระองค์ และวางใจให้พระองค์ทรงนำคุณไป

การค้นพบครั้งสำคัญ!

ในปี 2021 ขณะดำน้ำลึก ตาของเจนนิเฟอร์จับจ้องไปที่ขวดเล็กสีเขียวที่จมอยู่ก้นแม่น้ำ เธอเก็บสิ่งที่เธออธิบายว่าเป็น “การค้นพบครั้งเดียวในชีวิต” ขึ้นมา ภายในขวดนั้นบรรจุข้อความที่เขียนโดยชายหนุ่มในวันเกิดอายุ 18 ปี ของเขาในปี 1926! ข้อความนั้นขอให้ผู้ที่ค้นพบนำมันมาคืนให้เขา เจนนิเฟอร์ใช้เฟซบุ๊กเพื่อตามหาจนพบครอบครัวของชายคนนั้น แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 1995 แต่ข้อความของเขาที่ซ่อนไว้ได้นำความชื่นชมยินดีมายังเจนนิเฟอร์และครอบครัวของเขา

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 22:8 เราอ่านพบว่าฮีลคียาห์มีการค้นพบที่สำคัญเมื่อเขา “​พบหนังสือธรรมบัญญัติในพระนิเวศของพระเจ้า” ตามคำสั่งของกษัตริย์โยสิยาห์ที่ให้ “ซ่อมแซมพระนิเวศ” (ข้อ 5) มหาปุโรหิตได้พบสิ่งที่น่าจะเป็นหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ “เมื่อพระราชาได้ฟังถ้อยคำของธรรมบัญญัติ” ​พระองค์ทั้งสะเทือนพระทัยและเป็นทุกข์ยิ่งนัก (ข้อ 11) เช่นเดียวกับพระนิเวศในยูดาห์ ประชาชนได้ละเลยพระเจ้าและการอ่านและการเชื่อฟังพระวจนะที่พระเจ้าทรงบันดาลใจให้มีผู้เขียนไว้ กษัตริย์ทรงกลับใจและสั่งให้กำจัดรูปเคารพและสิ่งใดๆที่จะทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย เพื่อเป็นการปฏิรูปประเทศของพระองค์ (23:1-24)

ทุกวันนี้ พระคัมภีร์ของเราประกอบไปด้วยหนังสือหกสิบหกเล่มที่เปิดเผยถึงพระปัญญาและคำสอนของพระเจ้า รวมถึงหนังสือธรรมบัญญัติด้วย เมื่อเราอ่านและฟัง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เปลี่ยนความคิดและปรับปรุงวิถีของเรา จงดำดิ่งสู่เรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงชีวิตในพระคัมภีร์วันนี้ และพบกับปัญญาเพื่อการสำรวจค้นหาตลอดชีวิต!

ขนมแห่งความถ่อมใจ

ขนมมันฝรั่งทอดกรอบถุงเล็ก แต่สอนบทเรียนสำคัญให้แก่มิชชันนารีชาวอเมริกันคนหนึ่ง ขณะทำงานอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เย็นวันหนึ่งเธอมาถึงการประชุมที่คริสตจักรและแกะถุงมันฝรั่งทอดออกขณะที่หญิงคนหนึ่งที่แทบจะไม่รู้จักกันเอื้อมมือมาหยิบไปสองสามชิ้น คนอื่นๆก็ทำเหมือนกัน

ไม่มีมารยาท มิชชันนารีคนดังกล่าวคิด แล้วเธอก็ตระหนักถึงบทเรียนแห่งความถ่อมใจ เธอยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนที่เธอมาเพื่อจะรับใช้ แทนที่จะให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกเหมือนในสหรัฐอเมริกา เธอได้เรียนรู้ว่าชีวิตในสาธารณรัฐโดมินิกันคือการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ผู้คนมีความสัมพันธ์กันผ่านการแบ่งปันอาหารและสิ่งของ วิถีของเธอไม่ได้ดีกว่าของพวกเขา แต่แค่แตกต่าง เธอสารภาพว่า “ฉันรู้สึกถ่อมใจลงมากเมื่อได้รู้จักตัวเองในมุมนี้” ขณะเริ่มรับรู้ถึงอคติของตนเอง เธอก็ได้เรียนรู้เช่นกันว่า การแบ่งปันอย่างถ่อมใจกับผู้อื่นช่วยให้เธอรับใช้พวกเขาได้ดียิ่งขึ้น

เปโตรสอนบทเรียนนี้แก่ผู้นำคริสตจักร คือ จงปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจ ท่านแนะนำบรรดาผู้ใหญ่ไม่ให้ “เป็นเจ้านายที่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ” (1 ปต.5:3) ส่วนผู้ที่อ่อนอาวุโส “ก็จงเชื่อฟังคำของพวกผู้ใหญ่ อันที่จริงให้ท่านทุกคนมีความถ่อมใจ​” (ข้อ 5) ท่านประกาศว่า “พระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน” ดังนั้น “จงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร” (ข้อ 6) ขอพระเจ้าโปรดช่วยเราทั้งหลายในวันนี้ให้มีชีวิตที่ถ่อมลงต่อพระองค์และผู้อื่น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา