Category  |  ODB

การทรงช่วยเหลือเพื่ออนาคต

นักจิตวิทยาชื่อเม็ก เจย์กล่าวไว้ว่า ใจของเรามักจะคิดถึงตัวเองในอนาคต คล้ายกับการคิดถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะสิ่งที่บางครั้งถูกเรียกว่า “ช่องว่างแห่งความเห็นอกเห็นใจ” การเห็นอกเห็นใจและห่วงใยคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวอาจเป็นเรื่องยาก แม้แต่กับตัวของเราเองในอนาคต ดังนั้นในงานของเธอ เจย์จึงพยายามช่วยคนหนุ่มสาวให้จินตนาการถึงตนเองในอนาคตและลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อดูแลตนเองในอนาคตนั้น รวมไปถึงวางแผนสิ่งที่จะทำให้กับตัวเองในอนาคต เพื่อปูทางให้พวกเขาไล่ตามความฝันและมุ่งมั่นกระทำให้สำเร็จต่อไป

ในสดุดี 90 เราได้รับการเชิญชวนให้มองชีวิตของเราไม่เพียงแค่ในปัจจุบันแต่ในภาพรวมทั้งชีวิต โดยทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเรา “นับวันของเรา เพื่อเราจะได้มีจิตใจที่มีปัญญา” (ข้อ 12) การตระหนักว่าเวลาของเราบนโลกมีจำกัด จะเตือนเราถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการพึ่งพาพระเจ้า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อที่จะรู้จักวิธีพบความพึงพอใจและความยินดี ไม่ใช่แค่เพียงตอนนี้ แต่ “ตลอดวันเวลาของเรา” (ข้อ 14) เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อเรียนรู้ที่จะไม่คิดถึงแค่ตัวเราเท่านั้น แต่คิดถึงคนรุ่นต่อๆไปในอนาคตด้วย (ข้อ 16) และเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อรับใช้พระองค์ตามเวลาที่เราได้รับ ขณะที่พระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจแห่งมือและหัวใจของเรา (ข้อ 17)

ความรอดอัศจรรย์

ชีวิตของบล็อกเกอร์ที่ชื่อเควิน ลินน์เหมือนกำลังจะพังทลายลง เขาเล่าให้ฟังในบทความล่าสุดว่า “ผมเอาปืนจ่อหัวตัวเอง... พระเจ้าเท่านั้นที่จะต้องทรงเข้ามาในห้องของผมและในชีวิตของผมอย่างอัศจรรย์ ในชั่วขณะนั้นผมได้พบกับผู้ที่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นพระเจ้า” พระเจ้าทรงแทรกแซงและป้องกันลินน์จากการปลิดชีวิตตัวเอง พระองค์ทรงใส่การสำนึกผิดและให้เขาจดจำได้อย่างท่วมท้นถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์ แทนที่ลินน์จะปิดบังเรื่องการเผชิญหน้าอันทรงพลังนี้ เขากลับแบ่งปันประสบการณ์ให้คนทั้งโลก ด้วยการทำพันธกิจทางยูทูปที่เขาจะเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเองและเรื่องราวของผู้อื่น

เมื่อลาซารัสซึ่งเป็นผู้ติดตามและเป็นเพื่อนของพระเยซูเสียชีวิตลง หลายคนสรุปว่าพระเยซูมาสายเกินไป (ยน.11:32) ลาซารัสอยู่ในอุโมงค์ฝังศพเป็นเวลาสี่วันก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมาถึง แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความปวดร้าวให้กลายเป็นการอัศจรรย์ เมื่อทรงชุบเขาให้เป็นขึ้นจากความตาย (ข้อ 38) “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (ข้อ 40)

ดังเช่นที่พระเยซูทรงทำให้ลาซารัสฟื้นจากตาย พระองค์ก็ได้ประทานชีวิตใหม่ให้เราผ่านทางพระองค์ โดยการสละพระชนม์บนไม้กางเขน พระคริสต์ได้ทรงชดใช้โทษบาปของเรา และทรงมอบการอภัยโทษให้เราเมื่อเรายอมรับของประทานแห่งพระคุณของพระองค์ เราเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งบาป ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยความรักนิรันดร์ของพระองค์ และได้รับโอกาสที่จะเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของชีวิตเรา

เลือกอย่างฉลาด

นักบินอวกาศคริส เฟอร์กูสัน ได้ตัดสินใจอย่างยากลำบากในฐานะผู้บัญชาการของลูกเรือที่มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ การตัดสินใจนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องกลไลการบินหรือความปลอดภัยของเพื่อนนักบินอวกาศคนอื่น แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาถือว่าเป็นงานสำคัญที่สุดของเขา นั่นคือครอบครัว เฟอร์กูสันเลือกที่จะอยู่บนโลกเพื่อร่วมพิธีแต่งงานของลูกสาว

ในบางครั้งเราทุกคนต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ที่ทำให้เราต้องชั่งใจว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเรา เพราะตัวเลือกหนึ่งต้องแลกมาด้วยการจ่ายราคาสำหรับอีกตัวเลือกหนึ่ง พระเยซูทรงมีเป้าหมายที่จะสื่อสารความจริงนี้กับสาวกของพระองค์และฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ เกี่ยวกับการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าในการเป็นสาวก พวกเขาจะต้อง “ปฏิเสธตนเอง” เพื่อที่จะเดินกับพระองค์ (มก.8:34) พวกเขาอาจถูกล่อลวงให้ไม่อยากเสียสละตนเองในการติดตามพระคริสต์ และแสวงหาความปรารถนาของตนเองแทน แต่พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่าสิ่งที่เขาอยากเลือกนั้นจะต้องแลกด้วยสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่า

เรามักถูกล่อลวงให้ไขว่คว้าสิ่งที่ดูเหมือนจะมีค่าสูง แต่สิ่งเหล่านี้เองที่ดึงความสนใจเราจากการติดตามพระเยซู ให้เราทูลขอพระเจ้านำทางเราในการตัดสินใจเลือกที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน เพื่อที่เราจะเลือกอย่างฉลาดและถวายเกียรติแด่พระองค์

พลังแห่งชื่อ

รานจิตอยากรับรองการมีตัวตนของเด็กที่อาศัยอยู่ตามถนนในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เขาจึงแต่งเพลงตามชื่อของเด็กเหล่านั้น เขาแต่งทำนองที่มีเอกลักษณ์ให้แต่ละชื่อ แล้วสอนให้เด็กร้องโดยหวังให้พวกเขาได้มีความทรงจำดีๆเกี่ยวกับชื่อของตน สำหรับเด็กที่ไม่ค่อยจะได้ยินชื่อของตนเองถูกเรียกด้วยความรัก ถือว่ารานจิตได้มอบของขวัญแห่งการให้เกียรตินี้แก่พวกเขา

ในพระคัมภีร์ชื่อมีความสำคัญ โดยมักจะสะท้อนถึงลักษณะนิสัยหรือบทบาทใหม่ของบุคคล ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่ออับรามและซารายเมื่อพระองค์ทรงทำพันธสัญญาแห่งความรักกับพวกเขา โดยสัญญาว่าพระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและพวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ อับรามซึ่งแปลว่า “บิดาผู้เป็นที่ยกย่อง” เปลี่ยนเป็นอับราฮัมซึ่งแปลว่า “บิดาของชนชาติมากมาย” และซารายซึ่งหมายถึง “เจ้าหญิง” กลายเป็นซาราห์ที่แปลว่า “เจ้าหญิงของชนชาติมากมาย” (ดู ปฐก.17:5,15)

ชื่อใหม่ที่พระเจ้าตั้งให้หมายรวมถึงพระสัญญาอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณที่ว่าพวกเขาจะไม่เป็นหมันอีกต่อไป และเมื่อซาราห์ให้กำเนิดบุตรชาย พวกเขาจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งและตั้งชื่อบุตรนั้นว่าอิสอัค ซึ่งหมายความว่า “เขาหัวเราะ” เพราะ “ซาราห์กล่าวว่า ‘พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ทุกคนที่ได้ฟังจะพลอยหัวเราะด้วย’” (ปฐก.21:6)

เราแสดงถึงการเคารพและให้เกียรติผู้อื่นเมื่อเราเรียกชื่อของเขา และเป็นการยืนยันว่าพวกเขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ชื่อเล่นที่เรียกด้วยความรักซึ่งแสดงถึงคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้นั้นได้ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน

เรื่องยังไม่จบ

ในตอนจบของภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่อง ตำรวจจับตำรวจ (Line of Duty) มีผู้ชมติดตามมากเป็นประวัติการณ์เพื่อดูว่าการต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรมจะจบลงอย่างไร แต่ผู้ชมจำนวนมากต้องผิดหวังเมื่อตอนจบบอกเป็นนัยว่าในที่สุดแล้ว ฝ่ายอธรรมจะมีชัยชนะ แฟนซีรี่ย์คนหนึ่งกล่าวว่า “ผมอยากให้พวกคนเลวถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องการตอนจบที่ถูกต้องชอบธรรม”

นักสังคมวิทยาปีเตอร์ เบอร์เกอร์เคยตั้งข้อสังเกตว่าคนเราหิวกระหายความหวังและความยุติธรรม โดยหวังว่าวันหนึ่งความชั่วร้ายจะพ่ายแพ้และผู้ที่ก่อเหตุร้ายจะต้องเผชิญหน้ากับการกระทำของตนเอง โลกที่คนเลวเป็นฝ่ายชนะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราหวังว่าโลกควรจะเป็น แฟนซีรี่ย์ที่ผิดหวังเหล่านั้นอาจไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังแสดงออกถึงความปรารถนาจากส่วนลึกของมนุษย์ที่อยากให้โลกกลับมาอยู่บนความถูกต้องอีกครั้ง

ในคำอธิษฐานของพระเยซูพระองค์ทรงรู้ว่ามีความชั่วร้าย และความชั่วนั้นไม่ได้อยู่แค่ในหมู่พวกเรา ซึ่งต้องได้รับการยกโทษ (มธ.6:12) แต่มีอยู่ทั่วไปในวงกว้าง ซึ่งต้องได้รับการช่วยให้หลุดพ้น (ข้อ 13) แต่ในความจริงนี้ยังมีความหวังอยู่ มีที่แห่งหนึ่งที่ไม่มีความชั่วร้าย นั่นคือสวรรค์ และแผ่นดินสวรรค์กำลังจะมาตั้งอยู่ในโลก (ข้อ 10) วันหนึ่งการพิพากษาของพระเจ้าจะสำเร็จ “ตอนจบอย่างถูกต้องชอบธรรม” ของพระองค์จะมาถึง และความชั่วจะถูกกำจัดสิ้นไปตลอดกาล (วว.21:4)

ดังนั้นในชีวิตจริงเมื่อคนเลวชนะและเรารู้สึกผิดหวัง ขอให้จำไว้ว่า ก่อนที่จะ “เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” เรายังมีความหวังเสมอ เพราะเรื่องนี้ยังไม่จบลง

คนที่ต้องการคน

ในฐานะนักเขียนข่าวและวรรณกรรมกีฬาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เดฟ คินเดร็ดได้เขียนถึงการแข่งขันกีฬาสำคัญๆหลายร้อยรายการ และยังเขียนชีวประวัติของมูฮัมมัด อาลี หลังจากเกษียณเขารู้สึกเบื่อจึงเริ่มไปดูการแข่งขันบาสเก็ตบอลหญิงของโรงเรียนในท้องถิ่น ไม่นานเขาก็เริ่มเขียนเรื่องจากการแข่งขันแต่ละครั้งและโพสต์บนอินเทอร์เน็ต ต่อมาเมื่อแม่และหลานชายของเดฟเสียชีวิต และภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เขาตระหนักว่าทีมบาสเก็ตบอลที่เขาเขียนถึงทำให้เขารู้สึกถึงการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและมีเป้าหมาย เดฟต้องการพวกเขามากเท่ากับที่พวกเขาต้องการเดฟ เดฟกล่าวว่า “ทีมนี้ช่วยผมไว้ ชีวิตของผมมืดมิดลง...(และ) พวกเขาเป็นแสงสว่าง”

นักข่าวผู้เป็นตำนานมาพึ่งพาวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้อย่างไร ในทำนองเดียวกันอัครทูตในตำนานก็พึ่งพากลุ่มคนผู้ที่ท่านเคยพบในการเดินทางประกาศข่าวประเสริฐเช่นกัน คุณสังเกตเห็นบรรดาผู้ที่เปาโลฝากความคิดถึงมาให้ในตอนท้ายของจดหมายไหม (รม.16:3-15) ท่านเขียนว่า “ขอฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสกับยูนีอัสผู้เป็นญาติของข้าพเจ้าและได้ถูกจำจองร่วมกับข้าพเจ้า” (ข้อ 7) “ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส ที่รักของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้า​” (ข้อ 8) ท่านกล่าวถึงคนมากกว่ายี่สิบห้าคนที่ส่วนมากไม่ถูกกล่าวถึงอีกเลยในพระคัมภีร์ แต่เปาโลต้องการพวกเขา

ใครที่อยู่ในชุมชนของคุณบ้าง คริสตจักรในท้องถิ่นของคุณคือที่ที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้น มีใครที่นั่นที่ชีวิตกำลังมืดมนอยู่ไหม ด้วยการทรงนำของพระเจ้า คุณสามารถเป็นแสงสว่างที่นำพวกเขาไปถึงพระเยซูได้ แล้ววันหนึ่งเขาอาจจะตอบแทนน้ำใจของคุณ

น้ำแห่งชีวิต

ดอกไม้สดเหล่านี้ถูกส่งมาจากประเทศเอกวาดอร์ กว่าจะมาถึงบ้านของฉันก็ดูทั้งหมองและเหี่ยวเฉา ในคู่มือบอกให้ชุบชีวิตพวกมันด้วยน้ำเย็นสดชื่นแต่ก่อนอื่นต้องทำการเล็มปลายก้านออกเพื่อที่ดอกไม้จะดูดน้ำได้ดียิ่งขึ้น ว่าแต่พวกมันจะอยู่รอดไหมนะ

เช้าวันต่อมาฉันก็ได้คำตอบ ช่อดอกไม้จากเอกวาดอร์ช่างงดงามไปด้วยดอกไม้ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน น้ำสะอาดสดชื่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ซึ่งเตือนให้คิดถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้เกี่ยวกับน้ำและความหมายของน้ำสำหรับผู้เชื่อ

เมื่อพระเยซูทรงขอน้ำดื่มจากหญิงสะมาเรีย ทรงบอกเป็นนัยว่าจะดื่มน้ำที่เธอตักขึ้นมาจากบ่อน้ำ พระองค์ได้เปลี่ยนชีวิตของเธอ เธอรู้สึกประหลาดใจกับคำขอของพระองค์เพราะชาวยิวดูถูกชาวสะมาเรีย แต่พระเยซูตรัสว่า “ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า ‘ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง’ เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า” (ยน.4:10) ต่อมาพระเยซูทรงประกาศในพระวิหารว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม” (7:37) ในท่ามกลางผู้ที่เชื่อในพระองค์ “แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ” (ข้อ 38-39)

ในวันนี้พระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงชุบชีวิตเราแล้วในยามที่เราเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต พระองค์ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต สถิตอยู่ในจิตวิญญาณของเราด้วยความสดชื่นอันศักดิ์สิทธิ์ ให้เราดื่มอย่างเต็มที่ในวันนี้

การตัดสินใจอย่างประมาท

ตอนเป็นวัยรุ่น ผมขับรถด้วยความเร็วสูงมากเกินไป เพื่อพยายามตามเพื่อนไปที่บ้านของเขาหลังจากซ้อมบาสเก็ตบอลที่โรงเรียนเสร็จ ตอนนั้นฝนตกหนัก และผมขับตามรถเพื่อนไม่ค่อยจะทัน ทันใดนั้นเมื่อที่ปัดน้ำฝนปัดน้ำออกจากกระจกหน้ารถ ผมก็เห็นรถของเพื่อนหยุดอยู่ตรงหน้า! ผมกระแทกเบรคอย่างแรง รถไถลออกนอกถนนและชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ รถของผมพัง ต่อมาผมฟื้นขึ้นในห้องผู้ป่วยโคม่าในโรงพยาบาลท้องถิ่น ผมรอดชีวิตด้วยพระคุณของพระเจ้า แต่ความประมาทของผมได้พิสูจน์แล้วว่ามีราคาแพงมาก

โมเสสตัดสินใจด้วยความใจร้อนซึ่งทำให้ท่านต้องสูญเสียโอกาสสำคัญ การตัดสินใจที่ผิดพลาดของท่านเกี่ยวข้องกับการไม่มีน้ำ ไม่ใช่การมีมากเกินไป (เช่นในกรณีของผม) ชนชาติอิสราเอลขาดน้ำในถิ่นทุรกันดารสีน “เขาประชุมกันว่าโมเสสและอาโรน” (กดว.20:2) พระเจ้าทรงบอกผู้นำที่ถูกกดดันให้บอกกับหินให้ “หลั่งน้ำ” (ข้อ 8) แต่โมเสส “ตีหินนั้นสองครั้ง” (ข้อ 11) พระเจ้าตรัสว่า “เพราะเจ้ามิได้เชื่อเรา...เจ้าจึงจะมิได้นำคนที่ประชุมนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา” (ข้อ 12)

เวลาที่เราตัดสินใจทำสิ่งใดด้วยความประมาท เราต้องรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา “คนที่ไม่มีความรู้ก็ไม่ดี และบุคคลที่เร่งเท้าหนักก็มักพลาดผิด” (สภษ.19:2) ขอให้เราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำของพระเจ้าอย่างระมัดระวังด้วยใจอธิษฐาน เพื่อการตัดสินใจและการเลือกทำสิ่งต่างๆของเราในวันนี้

ความเชื่อที่มีจินตนาการ

“ปู่ ครับดูสิ ต้นไม้พวกนั้นกำลังโบกมือให้พระเจ้า!” ขณะที่เรามองดูต้นเบิร์ชโน้มไปตามกระแสลมก่อนพายุจะมา ข้อสังเกตที่น่าตื่นเต้นของหลานชายทำให้ผมยิ้ม และผมยังต้องถามตัวเองว่า ผมมีความเชื่อที่มีจินตนาการแบบนั้นหรือเปล่า

เมื่อคิดใคร่ครวญถึงเรื่องของโมเสสและพุ่มไม้ไฟ กวีเอลิซาเบ็ธ บาร์แร็ต บราวน์นิ่ง ประพันธ์ไว้ว่า “สวรรค์ลงมาเติมเต็มโลก / บรรดาพุ่มไม้ธรรมดาลุกโชติช่วงด้วยพระเจ้า / แต่ผู้ที่มองเห็นเท่านั้นจึงจะถอดรองเท้า” พระหัตถกิจของพระเจ้าปรากฏอยู่ในสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงสร้างไว้รอบตัวเรา และวันหนึ่งเมื่อโลกถูกสร้างใหม่ เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พระเจ้าทรงบอกเราถึงวันนั้นเมื่อทรงประกาศผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “​เจ้าจะออกไปด้วยความชื่นบานและถูกนำไปด้วยสวัสดิภาพ ภูเขาและเนินเขาเปล่งเสียงร้องเพลงข้างหน้าเจ้า และต้นไม้ทั้งสิ้นในท้องทุ่งจะตบมือของมัน” (อสย.55:12) ภูเขาร้องเพลง ต้นไม้ตบมือ สิ่งนี้เป็นไปได้ เปาโลกล่าวว่า “สรรพ-​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม​สลาย และ​จะ​เข้า​ใน​เสรีภาพ​ และ​ศักดิ์ศรี​แห่ง​บุตร​ทั้ง​หลาย​ของ​พระ​เจ้า” (รม.8:21)

ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสถึงศิลาที่ส่งเสียงร้อง (ลก.19:40) ถ้อยคำของพระองค์สะท้อนคำพยากรณ์ของอิสยาห์ถึงสิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้าสำหรับผู้ที่ได้รับความรอดในพระองค์ เมื่อเรามองไปที่พระองค์ด้วยความเชื่อที่จินตนาการถึงสิ่งซึ่งพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ เราก็จะได้เห็นความอัศจรรย์ของพระองค์อย่างต่อเนื่องเรื่อยไปเป็นนิตย์!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา