Category  |  ODB

พอดี

ในภาพยนตร์เรื่องบุษบาหาคู่ ตัวละครที่ชื่อเทฟเย่พูดกับพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของพระองค์ว่า “พระองค์ทรงสร้างคนยากจนขึ้นมามากมายจริงๆ ผมตระหนักดีว่าการเป็นคนยากจนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีเกียรติ! มันจะเลวร้ายนักหรือถ้าผมจะมีทรัพย์สมบัติบ้าง!...แผนการนิรันดร์ที่ยิ่งใหญ่จะถูกทำลายลงหรือถ้าหากว่าผมเป็นคนมั่งคั่ง”

หลายศตวรรษก่อนที่นักประพันธ์โชเล็ม อาเลคเคมจะใส่ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาเหล่านี้ให้เทฟเย่พูด อากูร์ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยคำอธิษฐานที่อาจจะแตกต่างแต่ตรงไปตรงมาพอๆกันไว้ในพระธรรมสุภาษิต อากูร์ทูลพระเจ้าว่า อย่าประทานความยากจนหรือความมั่งคั่งแก่ท่าน แต่ขอให้ประทาน “อาหารที่พอดี” (สภษ.30:8) ท่านรู้ว่าการมี “มากเกินไป” อาจทำให้มีใจเย่อหยิ่งและกลายเป็นผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าโดยการปฏิเสธพระลักษณะของพระองค์ นอกจากนี้ท่านยังทูลพระเจ้าว่า อย่าปล่อยให้ท่าน “ยากจน” เพราะท่านอาจทำให้พระนามของพระเจ้าถูกดูหมิ่นด้วยการไปขโมยของของคนอื่น (ข้อ 9) อากูร์ยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมแต่เพียงผู้เดียวของท่าน และขอให้พระองค์ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของท่านแบบ “พอดี” คำอธิษฐานของท่านเผยให้เห็นถึงการแสวงหาพระเจ้า และความอิ่มใจที่พบได้ในพระองค์เท่านั้น

ขอให้เรามีทัศนคติแบบอากูร์ คือยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งที่เรามี และเมื่อเราแสวงหาที่จะเป็นผู้อารักขาด้านการเงินที่ถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์ ขอให้เราดำเนินชีวิตด้วยความอิ่มใจจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้จัดเตรียมสิ่งต่างๆให้เราไม่เพียงมีแค่ “พอดี” แต่มีมากเกินพอ

มรดกแห่งความเชื่อ

ในปี 2019 งานวิจัยเรื่องมรดกฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อในสหรัฐอเมริกาบ่งชี้ว่า มารดาและย่าหรือยายมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เกือบสองในสามของคนที่อ้างว่าตนเองเป็นมรดกแห่งความเชื่อล้วนยกความดีความชอบให้กับมารดาของตน และหนึ่งในสามยอมรับว่าปู่ย่าตายาย (มักจะเป็นย่าหรือยาย) ก็มีบทบาทสำคัญด้วยเช่นกัน

บรรณาธิการของงานวิจัยดังกล่าวระบุว่า “ผลการศึกษานี้ย้ำถึงผลกระทบที่ยั่งยืนของมารดาใน...การพัฒนาฝ่ายจิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นอิทธิพลที่พบได้ในพระคัมภีร์เช่นกัน 

ในจดหมายที่เขียนถึงทิโมธีผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่าน เปาโลยอมรับว่า แบบอย่างแห่งความเชื่อของทิโมธีนั้นมาจากโลอิสยายของเขา และยูนีสมารดาของเขา (2 ทธ.1:5) เป็นการเน้นย้ำถึงรายละเอียดส่วนตัวที่น่ายินดีเกี่ยวกับอิทธิพลของสตรีสองคนต่อผู้นำคนหนึ่งของคริสตจักรในยุคแรก เราสามารถมองเห็นอิทธิพลของพวกเธอได้จากคำหนุนใจที่เปาโลมีต่อทิโมธีว่า “จงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้... [เพราะ] ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์” (3:14-15)

มรดกฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็งนั้นเป็นของขวัญอันล้ำค่า แม้ว่าเราจะไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยอิทธิพลในเชิงบวกที่ช่วยหล่อหลอมความเชื่อเช่นเดียวกับทิโมธี แต่ก็อาจจะมีคนอื่นๆในชีวิตที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของเราอย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุดคือเราทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อที่จริงใจต่อผู้คนรอบข้างและทิ้งมรดกอันถาวรไว้ให้กับคนรุ่นต่อไป

เพื่อนกันจนวันตาย

วิลเลี่ยม คาวเปอร์ (ค.ศ.1731-1800) กวีชาวอังกฤษได้กลายเป็นเพื่อนกับศิษยาภิบาลของเขาคือจอห์น นิวตัน (ค.ศ.1725-1807) อดีตนักค้าทาส ตอนนั้นคาวเปอร์ทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล เขาพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อนิวตันมาเยี่ยม พวกเขาจะออกไปเดินเล่นด้วยกันเป็นเวลานานและคุยกันเรื่องพระเจ้า นิวตันมีความคิดที่จะรวบรวมบทเพลงสรรเสริญ ด้วยคิดว่าคาวเปอร์จะได้ประโยชน์จากการได้ใช้ความสามารถที่มีและเป็นเหตุผลในการที่เขาจะได้เขียนบทกวี คาวเปอร์ได้มีส่วนร่วมในหลายๆบทเพลงรวมถึงเพลง “พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างล้ำลึก” เมื่อนิวตันย้ายไปอีกคริสตจักรหนึ่ง ท่านและคาวเปอร์ยังคงเป็นเพื่อนสนิทและติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอในตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของคาวเปอร์

ฉันเห็นความคล้ายคลึงกันในมิตรภาพของคาวเปอร์กับนิวตันและดาวิดกับโยนาธานในพระคัมภีร์เดิม หลังจากที่ดาวิดเอาชนะโกลิอัทแล้ว “จิตใจของโยนาธานก็ผูกสมัครรักใคร่กับจิตใจของดาวิด” ท่านรักดาวิดเหมือนรักตนเอง (1 ซมอ.18:1) แม้โยนาธานเป็นโอรสของกษัตริย์ซาอูล แต่ท่านปกป้องดาวิดจากความอิจฉาและความโกรธของกษัตริย์ และถามบิดาว่าเพราะเหตุใดดาวิดจึงจะต้องถูกประหาร คำตอบที่ได้คือ “ซาอูลได้ทรงพุ่งหอกใส่ท่านเพื่อจะฆ่าท่าน” (20:33) โยนาธานหลบหอกนั้นและเศร้าใจที่บิดาหยามน้ำหน้าเพื่อนของท่าน (ข้อ 34)

สำหรับเพื่อนทั้งสองคู่นี้ ความผูกพันของพวกเขาเสริมสร้างชีวิตกันและกันให้เข้มแข็งขณะที่พวกเขาหนุนใจกันให้รับใช้และรักพระเจ้า ในวันนี้คุณจะหนุนใจเพื่อนสักคนในแบบเดียวกันนี้ได้อย่างไร

ในพระหัตถ์ของพระองค์

วิลเลี่ยมแชทเนอร์รับบทเป็นกัปตันเคิร์กในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่องสตาร์เทรค แต่เขาไม่รู้ตัวว่าจะต้องพบอะไรบ้างในการเดินทางจริงไปยังอวกาศ เขาเรียกเที่ยวบินระยะสั้นที่บินเป็นทางตรงขึ้นไปในอวกาศก่อนจะวกกลับสู่โลกด้วยระยะเวลา 11 นาทีนี้ว่าเป็น “ประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการได้” เขาก้าวออกจากจรวดและตกตะลึงที่ “ได้เห็นแสงสีฟ้าผ่านไปตรงหน้า และตอนนี้คุณกำลังจ้องเข้าไปยังความมืด นี่แหละมันเป็นอย่างนั้น” คุณ “มองลงไปเห็น (โลก)สีฟ้า นั้นอยู่ด้านล่าง ส่วนข้างบนเป็นสีดำ” เขาเพิ่มเติมอีกว่า “สีฟ้านั้นช่างสวยงามและบางมากจนคุณผ่านมันไปได้อย่างรวดเร็ว”

โลกของเราเป็นจุดสีฟ้าที่ล้อมรอบด้วยความมืดมิด มันเป็นภาพที่รบกวนจิตใจ แชทเนอร์บอกว่าการบินจากท้องฟ้าสีฟ้าเข้าไปสู่ความมืดดำนั้นเหมือนการบินเข้าไปสู่ความตาย “ในชั่วขณะเดียวเท่านั้น แล้วคุณก็เข้าไปเลย ‘โอ้โห นั่นคือความตาย!’ นั่นคือสิ่งที่ผมเห็น มันมีผลกับจิตใจผมมาก ประสบการณ์นี้เป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ”

เที่ยวบินที่น่าตื่นตะลึงของแชทเนอร์ทำให้เราเห็นชีวิตได้ชัดเจนขึ้น เราเป็นเพียงวัตถุเล็กๆในจักรวาล แต่เราเป็นที่รักของพระผู้ทรงสร้างความสว่างและแยกความสว่างออกจากความมืด (ปฐก.1:3-4) พระบิดาของเราทรงรู้ว่าความมืดอยู่ที่ไหนและเส้นทางใดนำไปสู่เขตแดนของมัน (โยบ 38:19-20) พระองค์ทรง “วางรากฐานของแผ่นดินโลก...เมื่อดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญและบรรดาบุตรพระเจ้าโห่ร้องด้วยความชื่นบาน” (ข้อ 4-7)

ให้เราฝากชีวิตเล็กๆของเราไว้กับพระเจ้า ผู้ทรงควบคุมจักรวาลทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์

ความหมายแห่งชีวิต

เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งเขียนโดยนักเขียนชาวอาร์เจนตินาชื่อ ฆอร์เฆ่ ลุยส์ บอร์เฆส เล่าเรื่องราวของทหารชาวโรมันคือ มาร์คัส รูฟัสที่ดื่มน้ำจาก “แม่น้ำลึกลับที่ทำให้มนุษย์ไร้ซึ่งความตาย” เมื่อเวลาผ่านไปมาร์คัสตระหนักว่าความเป็นอมตะไม่ได้ดีอย่างที่คิด ชีวิตที่ไร้ข้อจำกัดคือชีวิตที่ไร้ความหมาย แท้จริงแล้ว ความตายนั่นเองที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย มาร์คัสได้พบยาแก้พิษที่เป็นน้ำใสผุดขึ้นมาจากใต้ดิน หลังจากที่ดื่มแล้ว เขาเอามือถูกับหนามและมีเลือดออกหยดหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าสภาพมตะของเขากลับคืนมาแล้ว

เราเองก็เช่นเดียวกับมาร์คัส ที่บางครั้งท้อแท้ต่อการเสื่อมถอยของชีวิตและความตายที่ใกล้เข้ามา (สดด.88:3) เราเห็นด้วยว่าความตายทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องของเราแตกต่างจากเรื่องของมาร์คัส เรารู้ว่าในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์นั้นคือที่ซึ่งเราพบความหมายที่แท้จริงของชีวิต ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ที่หลั่งบนไม้กางเขน พระองค์ได้ทรงชนะความตาย และความตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว (1 คร.15:54) สำหรับเราแล้ว ยาแก้พิษอยู่ใน “น้ำธำรงชีวิต” ของพระเยซูคริสต์ (ยน.4:10) เพราะเมื่อเราดื่มน้ำนั้น กฎทั้งหมดของชีวิต ความตาย และกฎของชีวิตที่เป็นอมตะจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ (1 คร.15:52)

เป็นความจริงที่ว่าเราไม่สามารถหลีกหนีความตายทางร่างกายได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พระเยซูทำให้ความสิ้นหวังในชีวิตและความตายของเราพลิกผัน (ฮบ.2:11-15) ในพระคริสต์ เรามั่นใจได้กับความหวังในสวรรค์และความยินดีที่มีความหมายในชีวิตนิรันดร์กับพระองค์

ฉันได้ยินเสียงระฆัง

บทเพลง “ฉันได้ยินเสียงระฆังในวันคริสต์มาส” มีที่มาจากบทกวีในปีค.ศ. 1863 โดยเฮนรี่ วอดสเวิร์ท ลองเฟลโลว์เป็นบทเพลงคริสต์มาสที่ไม่ธรรมดาเลย แทนที่จะเป็นความสุขยินดีทั่วไปในเทศกาลคริสต์มาส แต่เนื้อเพลงกลับแต่งขึ้นเป็นเสียงคร่ำครวญ ร้องว่า “และฉันคอตกด้วยความสิ้นหวัง ฉันพูดว่าไม่มีสันติใดเลยบนโลกนี้ เพราะความเกลียดชังนั้นรุนแรงและเย้ยหยันบทเพลงอื่น ที่บอกว่าสันติสุขจงมีแก่มวลมนุษย์บนโลกผู้ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน” แต่การคร่ำครวญนี้กลับกลายเป็นความหวังที่ทำให้เรามั่นใจว่า “พระเจ้ามิได้ตายหรือหลับไป ความชั่วร้ายจะสิ้นไป ความชอบธรรมจะดำรงอยู่ ด้วยสันติสุขท่ามกลางมนุษย์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน”

รูปแบบของความหวังที่เกิดขึ้นมาจากการคร่ำครวญยังพบได้ในบทสดุดีแห่งการคร่ำครวญในพระคัมภีร์ เช่น สดุดี 43 เริ่มต้นด้วยผู้เขียนร้องทูลถึงการที่ถูกศัตรูโจมตี (ข้อ 1) และพระเจ้าผู้ทรงดูเหมือนว่าได้ลืมท่านไปแล้ว (ข้อ 2) แต่ผู้เขียนไม่จมอยู่กับการคร่ำครวญ ท่านมองหาพระเจ้าผู้ที่ท่านไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้ทั้งหมดแต่ยังไว้วางใจพระองค์ โดยร้องว่า “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5)

ชีวิตเต็มไปด้วยเหตุผลที่จะคร่ำครวญ และเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์นั้นอยู่ในทุกๆวัน แต่ถ้าเรายอมให้การคร่ำครวญนำเราไปสู่พระเจ้าแห่งความหวัง เราจะสามารถร้องเพลงได้ด้วยความยินดี แม้เราจะร้องทั้งน้ำตา

ยึดมั่นในสิ่งที่ดี

เมื่อเราจอดรถใกล้กับทุ่งโล่งและเดินตัดผ่านทุ่งนั้นไปยังบ้านของเรา เรามักจะมีดอกหญ้าเหนียวๆเกาะติดมาตามเสื้อผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง เจ้า “นักโบกรถเดินทาง” ตัวน้อยๆนี้จะติดตามเสื้อผ้า รองเท้า หรืออะไรก็ตามที่ผ่านไปมาและมันจะโดยสารไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป ซึ่งเป็นวิถีตามธรรมชาติในการแพร่กระจายเมล็ดของมันไปยังทุ่งหญ้าแถวนี้และทั่วทั้งโลก

ขณะที่ฉันพยายามค่อยๆแกะดอกหญ้าออก ฉันมักจะคิดถึงข้อความที่ตักเตือนผู้เชื่อในพระเยซูให้ “ยึดมั่นในสิ่งที่ดี” (รม.12:9) อาจเป็นเรื่องยากเมื่อเรากำลังพยายามที่จะรักผู้อื่น แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเราให้ยึดมั่นในสิ่งที่ดีไว้อย่างเหนียวแน่น เราจะสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปและรักด้วย “ใจจริง” ในขณะที่พระองค์ทรงนำเรา (ข้อ 9)

เมล็ดของดอกหญ้านี้จะไม่ร่วงหล่นไปเพียงแค่ใช้มือปัดออก แต่มันจะติดแน่น และเมื่อเราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ดี ระลึกถึงพระเมตตา พระกรุณา และคำสั่งของพระเจ้า โดยกำลังของพระองค์เราเองก็จะสามารถยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่เรารักได้อย่างเหนียวแน่น พระองค์ทรงช่วยให้เรา “รักกันฉันพี่น้อง” โดยไม่ลืมที่จะให้ความต้องการของผู้อื่นมาก่อนความต้องการของตัวเราเอง (ข้อ 10)

แม้ดอกหญ้าเหล่านั้นจะเป็นปัญหา แต่มันก็เตือนฉันให้ยึดโยงอยู่กับผู้อื่นด้วยความรัก และยึด “สิ่งที่ดี” ไว้ให้มั่นโดยกำลังของพระเจ้า (ข้อ 9; ดู ฟป.4:8-9)

วิ่งไปยังที่กำบัง

การแข่งขันบาสเก็ตบอลของนักเรียนชั้นป.6 ผ่านไปด้วยดี พ่อแม่และปู่ย่าตายายพากันส่งเสียงเชียร์ผู้เล่น ขณะที่น้องๆของเด็กที่อยู่ในทีมพากันมาเล่นสนุกสนานอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าของโรงเรียน ทันใดนั้นสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นและมีไฟส่องสว่างในโรงยิม มีคนไปสะดุดโดนสัญญาณเตือนอัคคีภัย จากนั้นไม่นานพวกเด็กๆก็พากันวิ่งกรูกลับเข้ามาในโรงยิมด้วยอาการตื่นตระหนกเพื่อตามหาผู้ปกครอง

ไม่มีไฟไหม้ใดๆ สัญญาณเตือนเพียงถูกสั่งให้ทำงานโดยไม่ตั้งใจ แต่ขณะที่ผมดูอยู่ ผมรู้สึกประทับใจกับการที่เด็กๆเมื่อรู้สึกถึงภาวะวิกฤตแล้ววิ่งเข้ามากอดผู้ปกครองโดยไม่รู้สึกอาย ช่างเป็นภาพของความมั่นใจในผู้ที่สามารถมอบความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจให้ในเวลาที่พวกเด็กๆเกิดความกลัว!

พระคัมภีร์แสดงภาพในเวลาที่ดาวิดประสบกับความกลัวอย่างใหญ่หลวง จากการถูกไล่ล่าโดยซาอูลและศัตรูอีกมากมาย (2 ซมอ.22:1) หลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยดาวิดให้ปลอดภัยแล้ว ดาวิดที่เต็มไปด้วยใจขอบพระคุณได้ร้องบทเพลงสรรเสริญอันน่าประทับใจถึงการช่วยเหลือของพระเจ้า ท่านกล่าวถึงพระเจ้าว่า “พระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า” (ข้อ 2) เมื่อ “สายใยของแดนคนตาย” และ “บ่วงมัจจุราช” (ข้อ 6) ไล่ล่าท่าน ดาวิด “ร้องทูล” ต่อพระเจ้า และ “เสียงร้องของท่านมาถึงพระกรรณของพระองค์” (ข้อ 7) ในตอนสุดท้าย ดาวิดประกาศว่าพระองค์ทรง “ช่วยกู้ข้าพเจ้า” (ข้อ 18, 20, 49)

ในเวลาแห่งความกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคง เราสามารถวิ่งไปยัง “พระศิลา” (ข้อ 32) เมื่อเราร้องเรียกพระนามพระเจ้า พระองค์ผู้เดียวทรงเป็นที่ลี้ภัยและที่กำบังที่เราต้องการ (ข้อ 2-3)

แบ่งเบาภาระ

เมื่อผู้หญิงในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่เราเพิ่งรวมตัวกันขึ้นมาต้องเผชิญกับเหตุการณ์หนักๆติดต่อกัน จู่ๆเราก็พบว่าพวกเรากำลังแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวอย่างลึกซึ้งร่วมกัน ทั้งการเผชิญหน้ากับการสูญเสียผู้เป็นพ่อ ความเจ็บปวดในวันครบรอบแต่งงานหลังจากการหย่าร้าง การให้กำเนิดลูกที่หูหนวกสนิท ประสบการณ์ในการขับรถเพื่อรีบนำตัวลูกไปส่งยังห้องฉุกเฉิน เรื่องราวเหล่านี้ล้วนหนักเกินไปที่ใครจะแบกรับไว้เพียงคนเดียว ความอ่อนแอของแต่ละคนนำให้เราเปิดเผยต่อกันมากยิ่งขึ้น เราร้องไห้และอธิษฐานร่วมกัน จากกลุ่มที่เริ่มต้นในฐานะคนแปลกหน้าได้กลายมาเป็นกลุ่มของเพื่อนสนิทภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

ในฐานะกายเดียวกันของคริสตจักร ผู้เชื่อในพระเยซูจึงสามารถอยู่เคียงข้างกันในความทุกข์ยากอย่างลึกซึ้งและใกล้ชิด สายสัมพันธ์ที่ผูกพันพี่น้องในพระคริสต์ไว้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เรารู้จักกันหรือสิ่งที่เรามีเหมือนกัน แต่เราทำในสิ่งที่เปาโลเรียกว่า “รับภาระของกันและกัน” (กท.6:2) เราพึ่งพาในพระกำลังของพระเจ้า เราฟัง เราเห็นใจ เราช่วยเหลือในส่วนที่ช่วยได้ และเราอธิษฐาน เรามองหาหนทางที่จะ “ทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” (ข้อ 10) เปาโลบอกว่าเมื่อเราทำเช่นนั้น เราจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์ (ข้อ 2) คือการรักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ภาระแห่งชีวิตอาจหนักอึ้ง แต่พระองค์ประทานครอบครัวคริสตจักรแก่เราเพื่อแบ่งเบาภาระนั้น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา