Category  |  ODB

กล้ายืนหยัดเพื่อพระเยซู

ในค.ศ.155 โพลิคาร์ปบิดาแห่งคริสตจักรยุคแรกถูกข่มขู่ว่าจะถูกเผาให้ตายเพราะความเชื่อในพระคริสต์ ท่านตอบว่า “แปดสิบหกปีที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์นั้น พระองค์ไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อข้าพเจ้าเลย แล้วข้าพเจ้าจะหมิ่นพระเกียรติกษัตริย์ผู้ทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าได้อย่างไร” การตอบสนองของโพลิคาร์ปสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราเมื่อต้องเผชิญการทดลองที่หนักหน่วงเพราะความเชื่อในพระเยซู กษัตริย์ของเรา

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนพระเยซูจะสิ้นพระชนม์ เปโตรให้คำมั่นอย่างกล้าหาญว่าจะจงรักภักดีต่อพระคริสต์ “ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์” (ยน.13:37) พระเยซูผู้ทรงรู้จักเปโตรดีกว่าที่เปโตรรู้จักตัวเอง ตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” (ข้อ 38) อย่างไรก็ตามหลังการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู คนๆเดิมที่ปฏิเสธพระองค์ได้เริ่มต้นรับใช้พระองค์อย่างกล้าหาญ และในที่สุดได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยการตายของท่านเอง (ดู 21:16-19)

คุณเป็นโพลิคาร์ปหรือเปโตร หากยอมรับอย่างซื่อตรงพวกเราส่วนใหญ่มัก “ขาดความกล้า” เหมือนเปโตร คือล้มเหลวในการพูดหรือแสดงออกอย่างมีเกียรติในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในห้องเรียน ห้องประชุมหรือห้องพัก ไม่ใช่สิ่งที่นิยามตัวตนของเราอย่างถาวร เมื่อความล้มเหลวเหล่านั้นเกิดขึ้น เราต้องสารภาพบาปด้วยใจอธิษฐานและหันกลับมาหาพระเยซู ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และทรงพระชนม์อยู่เพื่อเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสัตย์ซื่อต่อพระองค์และดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อพระองค์ทุกวันในสถานการณ์อันยากลำบาก

อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์พระเจ้า

เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นตัวเสร็จฉันก็เดินเข้าไปในเรือนจำเขต ลงชื่อผู้เข้าเยี่ยม และนั่งลงในห้องรับรองที่แน่นขนัด ฉันอธิษฐานอย่างเงียบๆ มองดูพวกผู้ใหญ่ที่กระสับกระส่ายและถอนหายใจขณะที่เด็กๆบ่นเรื่องการรอ ผ่านไปชั่วโมงกว่าเจ้าหน้าที่ติดอาวุธขานรายชื่อซึ่งมีชื่อของฉันด้วย เขาพากลุ่มของเราเข้าไปในห้องและชี้ให้นั่งเก้าอี้ที่กำหนดไว้ เมื่อลูกเลี้ยงชายของฉันนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งของบานกระจกหนาและหยิบหูฟังโทรศัพท์ขึ้นมา ความสิ้นหวังอย่างที่สุดก็ท่วมท้นตัวฉัน แต่ขณะที่ร้องไห้ พระเจ้าทรงยืนยันกับฉันว่าลูกเลี้ยงของฉันยังคงอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระองค์

ในสดุดี 139 ดาวิดทูลพระเจ้าว่า “พระองค์...ทรงรู้จักข้าพระองค์...ทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ (ข้อ 1-3) คำประกาศถึงพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูของดาวิดนำไปสู่การเฉลิมฉลองถึงการทรงดูแลและปกป้องอย่างใกล้ชิดของพระองค์ (ข้อ 5) พระปัญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลและการทรงสัมผัสอย่างลึกซึ้งของพระเจ้าท่วมท้นท่าน ดาวิดถามคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบสองข้อ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7)

เมื่อตัวเราหรือคนที่เรารักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทาง พระหัตถ์ของพระเจ้ายังคงเข้มแข็งและมั่นคง แม้ขณะที่เราคิดว่าเราหลงไปไกลจากการทรงไถ่ด้วยความรักของพระองค์ แต่เรายังอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระองค์เสมอ

รวบรวมบรรดาประชาชาติ

พรมแดนระหว่างประเทศที่ยาวที่สุดในโลกคือระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งทอดยาวทั้งทางบกและทางน้ำเป็นระยะทาง 8,892 กิโลเมตร คนงานจะตัดต้นไม้ที่อยู่ในระยะสิบฟุตจากพรมแดนทั้งสองฝั่งเป็นประจำเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด เส้นพรมแดนที่ทอดยาวบนผืนดินว่างเปล่านี้มีชื่อว่า“เดอะสแลช” มีก้อนหินมากกว่าแปดพันก้อนวางระบุตำแหน่ง เพื่อนักท่องเที่ยวจะรู้ว่าเส้นแบ่งเขตแดนอยู่ตรงไหน

การถางป่าในพื้นที่บริเวณ “เดอะสแลช” แสดงถึงการแบ่งเขตการปกครองและวัฒนธรรมที่ชัดเจน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรารอคอยเวลาที่พระเจ้าจะทรงรื้อถอนสิ่งนี้และรวบรวมบรรดาประชาชาติทั่วโลกมาอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงอนาคตที่พระนิเวศของพระองค์จะถูกสถาปนาและถูกยกขึ้น (อสย.2:2) ชนชาติทั้งหลายจะรวมตัวกันเพื่อเรียนรู้วิถีของพระเจ้าและ “เดินในมรรคาของพระองค์” (ข้อ 3) เราจะไม่พึ่งพาความพยายามอันล้มเหลวของมนุษย์ในการรักษาสันติภาพอีกต่อไป พระเจ้าจอมกษัตริย์ผู้เที่ยงแท้ของเราจะทรงวินิจฉัยระหว่างประชาชาติทั้งหลาย และยุติข้อพิพาททั้งมวล (ข้อ 4)

คุณจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากการแบ่งแยกและความขัดแย้งออกหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะนำมา! เราสามารถ “ดำเนินในสว่างของพระเจ้า” (ข้อ 5) โดยไม่ต้องคำนึงถึงความแตกแยกรอบตัว และเลือกที่จะถวายความจงรักภักดีของเราแด่พระองค์ในตอนนี้ เรารู้ว่าพระเจ้าทรงครอบครองเหนือสรรพสิ่ง และวันหนึ่งพระองค์จะทรงรวบรวมประชากรของพระองค์ไว้ภายใต้การปกครองเดียวกัน

ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

เมื่อลูกสาวของฉันอายุสิบแปดปี เธอก้าวเข้าสู่ช่วงวัยใหม่ของชีวิตคือการบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย ตอนนี้เธอมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า และในไม่ช้าก็จะเริ่มใช้ชีวิตหลังเรียนจบมัธยมปลาย การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฉันตระหนักถึงความเร่งด่วนว่า ฉันเหลือเวลาอันมีค่าที่เธอยังอยู่ในการดูแลของฉันอีกไม่มากแล้ว ที่จะถ่ายทอดสติปัญญาที่เธอจำเป็นต้องมีในการเผชิญกับโลกนี้ด้วยตัวเอง เช่น การจัดการด้านการเงิน การระแวดระวังต่อสิ่งเย้ายวนทางโลก และการตัดสินใจอย่างถูกต้อง

การตระหนักถึงหน้าที่ในการสอนลูกสาวให้พร้อมรับมือกับชีวิตเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะฉันรักและปรารถนาให้เธอมีชีวิตที่ดี แต่ขณะทำหน้าที่อันสำคัญนี้ ฉันยังตระหนักด้วยว่านี่ไม่ใช่งานของฉันคนเดียวหรือเป็นงานของฉันตั้งแต่ต้น ในถ้อยคำที่เปาโลกล่าวแก่ชาวเธสะโลนิกา กลุ่มคนที่ท่านถือว่าเป็นบุตรในความเชื่อเพราะท่านได้สอนพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซู ท่านตักเตือนให้พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (1ธส.5:14-15) แต่ที่สุดแล้วท่านได้มอบการเติบโตของพวกเขาไว้กับพระเจ้า ท่านยอมรับว่าพระเจ้าจะทรง “ชำระ [พวกเขา] ให้บริสุทธิ์หมดจด” (ข้อ 23 TNCV)

เปาโลวางใจให้พระเจ้าทรงทำสิ่งที่ท่านไม่สามารถทำได้ คือการเตรียม “วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย” ของพวกเขาเพื่อการเสด็จกลับมาของพระเยซู (ข้อ 23) แม้จดหมายของท่านถึงชาวเธสะโลนิกาจะมีคำแนะนำต่างๆ แต่การที่ท่านไว้วางใจในพระเจ้าในเรื่องความเป็นอยู่ของพวกเขาและการทรงจัดเตรียมสอนเราว่า ที่สุดแล้วการเติบโตในชีวิตของผู้คนที่เราห่วงใยนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (1คร.3:6)

ความเศร้าโศกและความชื่นบาน

ครอบครัวของแองเจล่าต้องพบกับความโศกเศร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากการสูญเสียญาติใกล้ชิดสามคนในเวลาเพียงสี่สัปดาห์ หลังจากที่หนึ่งในพวกเธอไปเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของหลานชาย แองเจล่าและพี่สาวสองคนนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะในครัวเป็นเวลาสามวัน โดยออกไปแค่ซื้อโกศซื้ออาหาร และร่วมงานศพเท่านั้น ขณะที่พวกเธอร้องไห้กับการเสียชีวิตของหลานชาย พวกเธอก็ได้ชื่นชมยินดีกับภาพถ่ายอัลตราซาวนด์ของชีวิตใหม่ที่เติบโตขึ้นในตัวของน้องสาวคนสุดท้อง

ต่อมาแองเจล่าพบการปลอบโยนและความหวังจากพระธรรมเอสราในพันธสัญญาเดิม ซึ่งบรรยายถึงประชากรของพระเจ้าที่กลับมายังเยรูซาเล็ม ภายหลังจากที่พวกบาบิโลนทำลายพระวิหารและเนรเทศพวกเขาออกจากเมืองอันเป็นที่รัก (ดู อสร.1) ขณะเอสราเฝ้ามองการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ ท่านได้ยินเสียงสรรเสริญพระเจ้าด้วยความชื่นบาน (3:10-11) แต่ท่านก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของบรรดาผู้ที่ระลึกถึงชีวิตก่อนการเนรเทศด้วย (ข้อ 12)

พระวจนะข้อหนึ่งปลอบโยนเธอเป็นพิเศษ “ประชาชนจึงสังเกตไม่ได้ว่าไหนเป็นเสียงร้องด้วยความชื่นบาน และไหนเป็นเสียงประชาชนร้องไห้ เพราะประชาชนโห่ร้องเสียงดังมาก” (ข้อ 13) เธอตระหนักว่าแม้เธอจะจมอยู่ในความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง ความชื่นบานก็ยังปรากฏได้

เราเองก็อาจโศกเศร้ากับความตายของผู้เป็นที่รัก หรือคร่ำครวญกับการสูญเสียที่ต่างออกไป หากเป็นเช่นนั้น เราก็สามารถร้องไห้ด้วยความปวดร้าวไปพร้อมๆกับช่วงเวลาที่เราชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงได้ยินเราและทรงโอบกอดเราไว้ในอ้อมแขนของพระองค์

พระเจ้าผู้ทรงฟื้นฟู

วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ส่งผลให้ผลงานศิลป ภาพอาหารมื้อสุดท้าย ที่มีชื่อเสียงของจิออร์จิโอ วาซารีจมอยู่ใต้แอ่งที่มีโคลน น้ำ และน้ำมันที่ร้อนระอุเป็นเวลานานกว่าสิบสองชั่วโมง ด้วยสีที่ซีดจางลงและกรอบไม้ที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก หลายคนเชื่อว่างานชิ้นนี้ไม่อาจซ่อมแซมได้ อย่างไรก็ตามภายหลัง 50 ปีอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อยของความพยายามในการอนุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครก็สามารถเอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่และฟื้นฟูภาพวาดอันทรงคุณค่าได้

เมื่อพวกบาบิโลนพิชิตอิสราเอลได้ ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง เพราะถูกห้อมล้อมด้วยความตายและการทำลายล้าง และต้องการการฟื้นฟู (ดู พคค.1) ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ พระเจ้าทรงนำผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลไปในนิมิตให้มาที่หว่างเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีกระดูกแห้งเต็มไปหมด และตรัสกับท่านว่า “กระดูกเหล่านี้จะมีชีวิตได้ไหม” เอเสเคียลทูลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ก็ทรงทราบอยู่แล้ว” (อสค.37:3) ทรงตรัสอีกว่า ให้เผยพระวจนะต่อกระดูกนั้นเพื่อมันจะมีชีวิตอีกครั้ง เอเสเคียลบรรยายว่า “เมื่อข้าพเจ้าเผยอยู่นั้นก็มีเสียง และดูเถิด เป็นเสียงกรุกกริก กระดูกเหล่านั้นก็เข้ามาหากันตามที่ของมัน” (ข้อ 7) โดยนิมิตนี้ พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่เอเสเคียลว่าการฟื้นฟูอิสราเอลจะเกิดขึ้นได้โดยทางพระองค์เท่านั้น

เมื่อเรารู้สึกราวกับว่าสิ่งต่างๆในชีวิตพังทลายและไม่อาจซ่อมแซมได้นั้น พระเจ้าทรงรับรองกับเราว่า พระองค์ทำให้ชิ้นส่วนที่แตกสลายของเรากลับคืนสู่สภาพเดิมได้ พระองค์จะประทานลมหายใจและชีวิตใหม่แก่เรา

ความหวังที่ยึดไว้

หนูรู้ว่าพ่อกำลังกลับบ้านเพราะพ่อส่งดอกไม้มาให้หนู” นั่นคือคำพูดของพี่สาววัยเจ็ดขวบที่บอกกับแม่ของเราเมื่อพ่อหายตัวไปในปฏิบัติการช่วงสงคราม ก่อนที่พ่อจะไปทำภารกิจ ท่านสั่งดอกไม้ไว้ล่วงหน้าสำหรับวันเกิดของพี่สาวผม และดอกไม้เหล่านั้นมาถึงช่วงที่ท่านหายตัวไป แต่เธอพูดถูก พ่อได้กลับบ้านหลังจากสถานการณ์การต่อสู้ที่ทำร้ายจิตใจ หลายสิบปีต่อมาเธอยังคงเก็บแจกันที่ใส่ดอกไม้ไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ยึดมั่นในความหวังเสมอ

บางครั้งการยึดมั่นในความหวังไม่ใช่เรื่องง่ายในโลกที่แตกสลายเต็มไปด้วยบาปนี้ พ่อไม่ได้กลับบ้านทุกครั้งไป และความปรารถนาของลูกบางครั้งก็ไม่บรรลุผล แต่พระเจ้าประทานความหวังในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ในสงครามอีกช่วงเวลาหนึ่ง ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกทำนายถึงการรุกรานยูดาห์โดยพวกบาบิโลน (ฮบก.1:6; ดู 2 พกษ.24) แต่ท่านยังคงยืนยันว่าพระเจ้าทรงดีพร้อมทุกเวลา (ฮบก.1:12-13) โดยระลึกถึงพระกรุณาที่พระเจ้าทรงมีต่อประชากรของพระองค์ในอดีต ท่านประกาศว่า “แม้ต้นมะเดื่อไม่มีดอกบานหรือเถาองุ่นไม่มีผล ผลมะกอกเทศก็ขาดไป ทุ่งนามิได้เกิดอาหาร ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก และไม่มีฝูงวัวที่ในโรง ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า” (3:17-18)

นักวิชาการพระคัมภีร์บางคนเชื่อว่าชื่อฮาบากุกแปลว่า “ยึดมั่น” เรายึดพระเจ้าเป็นความหวังและความชื่นชมยินดีสูงสุดของเราได้ แม้อยู่ท่ามกลางการทดลอง เพราะพระองค์ทรงยึดเราไว้มั่นและจะไม่มีวันปล่อยเราไป

สิ่งที่พระวิญญาณเท่านั้นทรงทำได้

ระหว่างการพูดคุยถึงหนังสือเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เขียนโดย เจอร์เก้น โมลต์มานน์ นักศาสนศาสตร์ชาวเยอรมันวัยเก้าสิบสี่ปี ผู้สัมภาษณ์ถามเขาว่า “คุณกระตุ้นพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร กินยาเม็ดหรือ หรือบริษัทผลิตยา [ส่งพระวิญญาณ] มาใช่ไหม” โมลต์มานน์เลิกคิ้วที่ดกหนาขึ้น เขาส่ายศีรษะ ยิ้มกว้างและตอบด้วยสำเนียงอังกฤษว่า “ผมจะทำอะไรได้ อย่าทำอะไรเลย จงรอคอยพระวิญญาณ แล้วพระวิญญาณจะเสด็จมา”

โมลต์มานน์เน้นให้เห็นถึงความเชื่อผิดๆของเรา ที่เชื่อว่ากำลังและความเชี่ยวชาญของเราทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น พระธรรมกิจการเปิดเผยว่าพระเจ้าทรงทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น ในยุคการเริ่มต้นของคริสตจักร กลยุทธ์หรือความเป็นผู้นำอันน่าประทับใจของมนุษย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย ตรงกันข้ามพระวิญญาณเสด็จมา “เหมือนเสียงพายุกล้า” สั่นก้องทั่วตึกที่สาวกผู้หวาดกลัว หมดหนทาง และงุนงงนั่งอยู่ (2:2) ต่อมาพระวิญญาณได้ทำลายความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ทั้งหมด ด้วยการรวบรวมผู้คนที่แตกต่างกันมาร่วมกันเป็นชุมชนใหม่ เหล่าสาวกตกตะลึงเช่นเดียวกับทุกคนที่ได้เห็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำภายในตัวพวกเขา พวกเขาไม่ได้ทำให้อะไรเกิดขึ้น แต่พวกเขาตั้งต้นพูด “ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (ข้อ 4)

คริสตจักรและการร่วมมือกันของเราในโลกนี้ไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่เราทำได้ เราต้องพึ่งพาในสิ่งที่พระวิญญาณเท่านั้นทรงทำได้ สิ่งนี้ทำให้เราทั้งกล้าหาญและสงบนิ่ง ดังนั้นในวันนี้เมื่อเราเฉลิมฉลองเทศกาลเพ็นเทคอสต์ขอให้เรารอคอยและตอบสนองต่อพระวิญญาณ

สิ่งเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่

ฉันจะได้ไปแข่งในโอลิมปิกไหม นักว่ายน้ำของวิทยาลัยกังวลว่าความเร็วของเธอจะช้าเกินไป แต่เมื่อศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ เคน โอโนะศึกษาเทคนิคการว่ายน้ำของเธอ เขาเห็นวิธีที่เธอจะทำเวลาดีขึ้นได้ถึงหกวินาทีเต็มซึ่งสร้างความแตกต่างมากในการแข่งขันระดับนั้น เขาติดเซ็นเซอร์ไว้ที่หลังของนักว่ายน้ำแต่ไม่ได้เพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ช่วยให้เธอทำเวลาได้ดีขึ้นในทางกลับกันโอโนะระบุมาตรการแก้ไขเล็กๆน้อยๆที่หากนำไปใช้ อาจทำให้นักว่ายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้นในน้ำ ทำให้เกิดความแตกต่างที่จะชนะได้

การแก้ไขเล็กๆน้อยๆฝ่ายวิญญาณสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์สอนหลักการคล้ายกันนี้ให้กับชาวยิวผู้อ่อนล้าที่หลงเหลืออยู่ และกำลังสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้าขึ้นใหม่พร้อมกับเศรุบบาเบล ภายหลังจากที่พวกเขาถูกเนรเทศ แต่พระเจ้าจอมโยธาตรัสกับเศรุบบาเบลว่า “มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยพระวิญญาณของเรา” (ศคย.4:6)

ดังที่เศคาริยาห์ประกาศว่า “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” (ข้อ 10 TNCV) ผู้ที่ถูกเนรเทศกังวลว่าพระนิเวศน์นี้จะไม่เท่าเทียมกับหลังที่สร้างในสมัยกษัตริย์ซาโลมอน แต่เหมือนที่นักว่ายน้ำของโอโนะทำได้ในการแข่งโอลิมปิก โดยพิชิตเหรียญมาได้เมื่อยอมต่อการแก้ไขเล็กๆน้อยๆ ผู้ที่ร่วมสร้างพระนิเวศน์กับเศรุบบาเบลได้เรียนรู้ว่า ความพยายามที่ถูกต้องแม้เพียงเล็กน้อยกับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ก็นำมาซึ่งความปีติยินดีแห่งชัยชนะได้ หากการกระทำเล็กๆน้อยๆของเราถวายเกียรติแด่พระองค์ ในพระเจ้าสิ่งเล็กน้อยได้กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา