Category  |  ODB

เกมที่ยาวนาน

เมื่อประเทศของตูนเกิดการรัฐประหาร กองทัพเริ่มคุกคามผู้เชื่อในพระเยซูและฆ่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์มของพวกเขา เมื่อไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ครอบครัวของตูนก็กระจัดกระจายไปยังประเทศต่างๆ เป็นเวลาเก้าปีที่ตูนต้องอยู่ในค่ายอพยพและห่างไกลจากครอบครัวเขารู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา แต่ในระหว่างการพลัดพรากนั้นสมาชิกในครอบครัวสองคนได้เสียชีวิตลง และตูนเริ่มท้อแท้

นานมาแล้วมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการกดขี่อย่างโหดเหี้ยม พระเจ้าจึงทรงแต่งตั้งโมเสสให้นำผู้คนเหล่านั้น คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อท่านไปเฝ้าฟาโรห์ กษัตริย์แห่งอียิปต์รังแต่จะเพิ่มการข่มเหงต่อชนชาติอิสราเอล (อพย.5:6-9) โดยกล่าวว่า “เราไม่รู้จักพระเจ้า และยิ่งกว่านั้นเราจะไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลไปเป็นอันขาด” (ข้อ 2) ประชาชนพากันบ่นต่อว่าโมเสส ซึ่งท่านก็ไปบ่นกับพระเจ้าต่อ (ข้อ 20-23)

ท้ายที่สุดพระเจ้าได้ปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล และพวกเขาได้รับอิสรภาพที่พวกเขาต้องการ แต่ในวิถีทางและเวลาของพระเจ้า พระองค์ทรงเล่นเกมที่ยาวนานเพื่อสอนเราถึงพระลักษณะของพระองค์ และเตรียมเราสำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ตูนใช้เวลาหลายปีในค่ายอพยพให้เป็นประโยชน์ จนเขาได้รับปริญญาโทจากโรงเรียนพระคริสตธรรมในนิวเดลี ตอนนี้เขาเป็นศิษยาภิบาลให้กับผู้ลี้ภัยที่เป็นคนชาติเดียวกับเขา ผู้ซึ่งได้พบกับบ้านหลังใหม่ ตูนเป็นพยานว่า “เรื่องราวของผมในฐานะผู้ลี้ภัยเป็นเบ้าหลอมสำหรับการเป็นผู้นำในฐานะผู้รับใช้” และเขาได้พูดถึงบทเพลงของโมเสสในอพยพ 15:2 ว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์ผู้ออกรบแทนข้าพเจ้า” และวันนี้ พระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นสำหรับเราเช่นกัน

ต้องการพระคุณเป็นพิเศษ

ขณะที่เราตกแต่งสถานที่สำหรับจัดงานพิเศษที่คริสตจักร ผู้หญิงที่เป็นแม่งานก็บ่นไม่หยุดเรื่องที่ฉันไม่มีประสบการณ์ หลังจากที่เธอเดินออกไป ผู้หญิงอีกคนก็เดินเข้ามาหาฉันและพูดว่า “อย่าไปสนใจเธอเลย เธอคือบุคคลที่เราเรียกว่า E.G.R - Extra Grace Required (ต้องการพระคุณเป็นพิเศษ)”

ฉันหัวเราะ จากนั้นไม่นานฉันก็เริ่มใช้ฉายาดังกล่าวกับใครก็ตามที่ฉันมีปัญหาด้วย หลายปีต่อมาฉันได้ยินข่าวการเสียชีวิตของ E.G.R. ผู้นี้ที่คริสตจักรแห่งเดิม ศิษยาภิบาลเล่าว่าเธอเป็นคนที่รับใช้พระเจ้าอยู่เบื้องหลังและมีจิตใจโอบอ้อมอารี ฉันขอพระเจ้ายกโทษที่ไปตัดสินและนินทาเธอ รวมถึงใครก็ตามในอดีตที่ฉันเคยเรียกเขาว่า E.G.R ทั้งๆที่ตัวฉันเองนั่นแหละที่ต้องการพระคุณเป็นพิเศษมากพอๆกับผู้เชื่อคนอื่นๆ

ในเอเฟซัส 2 อัครทูตเปาโลกล่าวว่าผู้เชื่อทุกคน “ตามสันดาน...เป็นคนควรแก่พระอาชญา” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงประทานของประทานแห่งความรอดแก่เราทั้งหลายทั้งๆที่เราไม่สมควรได้รับ เป็นของประทานที่เราไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อจะได้มา “เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (ข้อ 9) แม้แต่คนเดียว

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้าในทุกช่วงเวลาของการเดินทางแห่งชีวิตที่ยาวนาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยของเรา เพื่อเราจะสามารถสะท้อนถึงพระลักษณะของพระคริสต์ ผู้เชื่อทุกคนต้องการพระคุณเป็นพิเศษ แต่เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณของพระองค์ที่มีเพียงพออยู่เสมอ (2 คร.12:9)

ความเชื่อในยามอับปาง

ในเดือนมิถุนายนค.ศ. 1965 วัยรุ่นชาวตองก้าหกคนแล่นเรือออกจากเกาะที่พวกเขาพักอาศัยเพื่อไปผจญภัย แต่เมื่อพายุพัดเสากระโดงเรือและหางเสือจนพังในคืนแรก พวกเขาจึงลอยอยู่ในทะเลหลายวันโดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม ก่อนที่เรือจะไปเกยตื้นที่เกาะอาตาซึ่งไม่มีคนอาศัยอยู่ และต้องติดอยู่ที่นั่นถึงสิบห้าเดือนกว่าจะมีคนมาเจอพวกเขา

เด็กหนุ่มเหล่านั้นช่วยกันทำงานเพื่อความอยู่รอดบนเกาะอาตา พวกเขาทำแปลงผักขนาดเล็ก ทำโพรงในต้นไม้เพื่อกักเก็บน้ำฝน หรือแม้แต่สร้างโรงยิมชั่วคราว เมื่อเด็กคนหนึ่งขาหักจากการตกหน้าผา คนอื่นๆก็เข้าเฝือกให้โดยใช้กิ่งไม้และใบไม้ เมื่อมีการโต้เถียงกัน พวกเขาจะบังคับให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกัน และทุกวันพวกเขาจะเริ่มต้นและจบลงด้วยการร้องเพลงและอธิษฐาน เมื่อเด็กๆกลับมาในสภาพที่แข็งแรงหลังจากผ่านบททดสอบที่ทรหด ครอบครัวของพวกเขาต่างพากันประหลาดใจเพราะได้จัดงานศพให้พวกเขาไปแล้ว

การเป็นผู้เชื่อในพระเยซูในศตวรรษแรกอาจเป็นประสบการณ์ที่โดดเดี่ยว การถูกข่มเหงเพราะความเชื่อและถูกตัดขาดจากครอบครัว อาจทำให้คนๆนั้นรู้สึกโดดเดี่ยว เปโตรหนุนใจคนที่อยู่ในภาวะเหมือนเรืออัปปางเช่นนี้ให้ยังคงมีวินัยและอธิษฐาน (1ปต.4:7) ให้ดูแลกันและกัน (ข้อ 8) และให้ใช้ความสามารถที่มีเพื่อทำงานให้สำเร็จ (ข้อ 10-11) ในเวลาที่เหมาะสมพระเจ้าจะนำพวกเขาผ่านการทดสอบด้วย “เข้มแข็ง มั่นคง และแน่วแน่” (5:10 TNCV)

ในช่วงเวลาของการทดลอง เราจำเป็นต้องมี “ความเชื่อในยามอับปาง” จงอธิษฐานและทำงานด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แล้วพระเจ้าจะทรงนำเราผ่านพ้นไป

ทุกความโศกเศร้า

เอมิลี่ ดิ๊กคินสันกวีแห่งศตวรรษที่ 19 เขียนว่า “ฉันวัดทุกความเศร้าโศกที่ฉันพบด้วยสายตาที่คับแคบและสำรวจ ฉันสงสัยว่ามันจะหนักเหมือนกับของฉันไหม หรือมีขนาดที่เล็กกว่าของฉัน” บทกวีนี้เป็นภาพสะท้อนที่สะเทือนใจ ถึงการที่ผู้คนแบกความบาดเจ็บที่พวกเขาถูกทำร้ายในรูปแบบต่างๆมาตลอดชีวิต ดิ๊กคินสันจบบทกวีอย่างลังเลด้วยคำปลอบโยนเพียงว่า “ความชูใจที่ทิ่มแทง” โดยเห็นภาพบาดแผลของตัวเองปรากฏอยู่ในรอยแผลของพระผู้ช่วยให้รอดบนกางเขน “ฉันยังคงรู้สึกเชื่ออย่างเหลือเกินว่า บาดแผลบางส่วนนั้น ก็เหมือนกับบาดแผลของฉัน”

วิวรณ์บรรยายภาพพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเราว่าเป็นดัง “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์” (5:6; ดูข้อ 12) บาดแผลของพระองค์ยังปรากฏให้เห็น เป็นบาดแผลที่เกิดจากการแบกรับความบาปและความสิ้นหวังของประชากรของพระองค์ (1ปต.2:24-25) เพื่อพวกเขาจะมีชีวิตและความหวังใหม่

และวิวรณ์กล่าวถึงวันข้างหน้าที่พระผู้ช่วยให้รอดจะทรง “เช็ดน้ำตาทุกๆ หยด” จากดวงตาของลูกๆของพระองค์ (21:4) พระเยซูจะไม่ช่วยให้พวกเขาเจ็บปวดน้อยลง แต่จะทรงทอดพระเนตรและใส่พระทัยในความเศร้าโศกของแต่ละคนอย่างแท้จริง ขณะที่ทรงเชื้อเชิญพวกเขาเข้าสู่ความจริงของชีวิตใหม่แห่งการเยียวยาในอาณาจักรของพระองค์ ที่ซึ่ง “ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป” (ข้อ 4) ที่ซึ่งน้ำแห่งการเยียวยาจะไหลออกมา “จากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย” (ข้อ 6; ดู 22:2)

เพราะองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงแบกทุกความเศร้าโศกของเราไว้ เราจึงสามารถพบกับการพักสงบและการเยียวยาในอาณาจักรของพระองค์ได้

ความหวังท่ามกลางความเศร้าโศก

หลุยส์เป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงและขี้เล่น เธอจะสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนที่พบเธอ เมื่ออายุได้ห้าขวบเธอเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าด้วยโรคหายาก การจากไปอย่างกะทันหันของเธอสร้างความสะเทือนใจให้กับเดย์เดย์และปีเตอร์ผู้เป็นพ่อแม่ และทุกคนที่ทำงานกับพวกเขา เราต่างก็เศร้าโศกไปกับพวกเขาด้วย

กระนั้นเดย์เดย์และปีเตอร์ก็พบพลังที่จะก้าวต่อไป เมื่อผมถามเดย์เดย์ว่า พวกเขารับมือได้อย่างไร เธอบอกว่าพวกเขาได้รับพลังมาจากการมุ่งความสนใจไปยังที่ที่หลุยส์อยู่ นั่นก็คือในอ้อมแขนอันเปี่ยมไปด้วยความรักของพระเยซู “เราชื่นชมยินดีกับลูกสาวของเราผู้ซึ่งเวลาในโลกได้หมดลง เพื่อเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” เธอกล่าว “โดยพระคุณและกำลังจากพระเจ้า เราจึงสามารถเดินผ่านความเศร้าโศกและทำในสิ่งที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เราทำต่อไปได้”

เดย์เดย์ได้รับการชูใจจากความเชื่อมั่นที่เธอมีในพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านทางพระเยซู ความหวังที่พระคัมภีร์พูดถึงนั้นไม่ได้เป็นแค่การมองโลกในแง่ดี แต่เป็นความแน่ใจอย่างแท้จริงในพระสัญญาของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่มีวันผิดสัญญา ในท่ามกลางความโศกเศร้าเราสามารถยึดมั่นในความจริงที่เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจนี้ได้ ดังที่เปาโลได้ปลอบใจผู้ที่กำลังโศกเศร้าเพราะเพื่อนที่จากไปว่า “เราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้นมากับพระองค์” (1ธส.4:14) ขอให้ความหวังนี้ทำให้เราได้รับกำลังและการชูใจแม้ในท่ามกลางความเศร้าโศกในวันนี้

ระลึกถึงในคำอธิษฐาน

มัลคอล์ม เคลาต์ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รับพระราชทานเหรียญ Maundy Money ประจำปี 2021 จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับงานปรนนิบัตรับใช้ที่มอบให้กับชายหญิงชาวอังกฤษเป็นประจำทุกปี เคลาต์ ผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีในปีนั้นที่เขาได้รับเหรียญจากการแจกพระคัมภีร์จำนวนหนึ่งพันเล่มตลอดชีวิตของเขา และเขาได้จดรายชื่อของทุกคนที่ได้รับพระคัมภีร์ไว้และอธิษฐานเผื่อพวกเขาเป็นประจำ

ความสัตย์ซื่อในการอธิษฐานของเคลาต์เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของความรักแบบที่เราพบตลอดงานเขียนของเปาโลในพันธสัญญาใหม่ เปาโลมักจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับจดหมายว่าท่านอธิษฐานเผื่อพวกเขาเป็นประจำ ท่านเขียนถึงฟีเลโมนสหายของท่านว่า “เมื่อข้าพเจ้านึกถึงท่านในคำอธิษฐาน ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ” (ฟม.1:4 TNCV) และในจดหมายถึงทิโมธี เปาโลเขียนว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในคำอธิษฐานอยู่เสมอทั้งวันทั้งคืน” (2ทธ.1:3 TNCV) ส่วนคริสตจักรในกรุงโรม เปาโลย้ำว่าท่านระลึกถึงพวกเขาในคำอธิษฐาน “เสมอ” และ “ทุกครั้ง” (รม.1:9-10 TNCV)

แม้ว่าเราอาจไม่มีผู้คนนับพันให้อธิษฐานเผื่อเหมือนเคลาต์ แต่การตั้งใจอธิษฐานเผื่อคนที่เรารู้จักนั้นมีพลัง เพราะพระเจ้าทรงตอบสนองต่อท่าทีในการอธิษฐานเช่นนั้น เมื่อพระวิญญาณทรงกระตุ้นเตือนให้อธิษฐานเผื่อใครบางคน ฉันพบว่าปฏิทินอธิษฐานแบบเรียบง่ายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ การแบ่งรายชื่อเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ในปฏิทินช่วยให้ฉันอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ ช่างเป็นการสำแดงความรักที่สวยงามเมื่อเราระลึกถึงผู้อื่นในคำอธิษฐาน

เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ

นักเขียนชื่อ สก็อต แมคไนท์ ได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ “การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ” สมัยที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ขณะที่อยู่ในค่าย ผู้เทศนาได้ท้าทายให้เขายอมให้พระคริสต์มาครอบครองชีวิตโดยการยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเวลาต่อมาขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้และอธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดยกโทษบาปของข้าพระองค์ และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเติมเต็มข้าพระองค์” บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้น เขาบอกว่า “นับตั้งแต่วินาทีนั้นเอง ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่มันแตกต่าง” จู่ๆเขาก็มีความปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน พบกับผู้เชื่อคนอื่นๆ และปรนนิบัติพระเจ้า

ก่อนที่พระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์กำชับสหายของพระองค์ “มิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา” (กจ.1:4) พวกเขาจะ “ได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช” เพื่อ “เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 8) พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู สิ่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในวันเพ็นเทคอสต์ (ดู กจ.2) แต่ในปัจจุบันสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามที่มีคนวางใจในพระคริสต์

พระวิญญาณของพระเจ้ายังคงเติมเต็มผู้ที่เชื่อในพระเยซู โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราเองก็สามารถเกิดผลได้โดยมีอุปนิสัยและความปรารถนาที่เปลี่ยนไป (กท.5:22-23) ให้เราสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปลอบโยน โน้มน้าว เป็นหุ้นส่วน และรักเรา

ห้องที่สงบเงียบ

ถ้าคุณชอบความเงียบสงบ คุณจะหลงรักห้องพักในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซต้า ที่สามารถดูดซับเสียงได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์! ห้องไร้เสียงสะท้อน ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกของออร์ฟิลด์ แล็บบอราทอรี่ส์ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สถานที่ที่เงียบที่สุดในโลก” ผู้ที่ต้องการสัมผัสพื้นที่ไร้เสียงแห่งนี้จะต้องนั่งลงเพื่อป้องกันความไม่คุ้นชินจากการที่ไม่มีเสียงรบกวน และไม่มีใครสามารถอยู่ในห้องนี้ได้นานเกินสี่สิบห้านาที

มีพวกเราน้อยคนนักที่ต้องการความเงียบขนาดนั้น แต่บางครั้งเราก็อยากจะอยู่เงียบๆในท่ามกลางโลกที่วุ่นวายสับสน แม้แต่ข่าวที่เราดูและสื่อสังคมออนไลน์ที่เราเสพก็ทำให้เกิด “เสียง” ที่ดังแข่งกันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา โดยส่วนใหญ่จะเป็นคำพูดและภาพที่กระตุ้นอารมณ์ในด้านลบ การหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้นสามารถกลบเสียงของพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย

เมื่อผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ไปเฝ้าพระเจ้าบนภูเขาโฮเรบ ท่านไม่ได้พบพระองค์ท่ามกลางพายุที่ดังสนั่นหวั่นไหว หรือแผ่นดินไหว หรือไฟ (1 พกษ.19:11-12) แต่เมื่อเอลียาห์ได้ยิน “เสียงเบาๆ” ท่านจึงเอาผ้ามาคลุมหน้าและออกมายืนที่ปากถ้ำเพื่อพบกับ “พระเจ้าจอมโยธา” (ข้อ 12-14)

จิตวิญญาณของคุณอาจโหยหาความเงียบ แต่ยิ่งไปกว่านั้น จิตวิญญาณคุณอาจจะอยากได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า จงหาห้องที่สงบเงียบในชีวิตของคุณเพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาด “เสียงเบาๆ” ของพระเจ้า (ข้อ 12)

สวมความถ่อมใจ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแฟรนไชส์อาหารแช่แข็งแห่งหนึ่งได้ปลอมตัวไปในซีรีส์ทางโทรทัศน์ชื่อเจ้านายสายสืบ โดยสวมชุดเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านสาขาหนึ่งซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของบริษัท เธอสวมวิกผมและแต่งหน้าเพื่ออำพรางตัวและสวมบทบาทเป็นพนักงาน “ใหม่” เป้าหมายของเธอคือ เพื่อดูระบบการทำงานจากภายในและในระดับปฏิบัติการว่าใช้การได้จริงๆ หรือไม่ จากการสังเกตการณ์ของเธอ ทำให้เธอแก้ปัญหาบางอย่างที่ร้านสาขากำลังเผชิญได้

พระเยซูทรง “สละทุกสิ่ง” มารับสภาพที่ต่ำต้อย (ฟป.2:7 TNCV) เพื่อแก้ปัญหาของเรา พระองค์ทรงกำเนิดเป็นมนุษย์โดยใช้ชีวิตอยู่บนโลก ทรงสอนเราเรื่องพระเจ้า และในที่สุดทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อไถ่บาปของเรา (ข้อ 8) การเสียสละนี้เผยให้เห็นถึงความถ่อมพระทัยของพระคริสต์ที่ได้สละพระชนม์ชีพของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเราด้วยใจเชื่อฟัง พระองค์ทรงใช้ชีวิตบนโลกนี้และมีประสบการณ์เช่นเดียวกับเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราถูกเรียกให้มี “ท่าทีแบบเดียวกับ” พระผู้ช่วยให้รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ของเรากับผู้เชื่อคนอื่นๆ (ข้อ 5 TNCV) พระเจ้าจะช่วยเราในการสวมความถ่อมใจ (ข้อ 3) และการมีท่าทีแบบเดียวกับพระคริสต์ (ข้อ 5) พระองค์ทรงเตือนเราให้ดำเนินชีวิตในฐานะผู้รับใช้ที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการของผู้อื่นและเต็มใจที่จะช่วยเหลือพวกเขา เมื่อพระเจ้าทรงนำเราให้รักผู้อื่นด้วยความถ่อมใจ เราก็อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าที่จะรับใช้พวกเขา และหาทางออกให้กับปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา