Category  |  ODB

เชื่อวางใจพระเจ้า

ฉันต้องการยาสองตัวอย่างเร่งด่วน ตัวแรกคือยาแก้แพ้สำหรับแม่ ส่วนอีกตัวคือยาแก้ผิวอักเสบของหลานสาว พวกเขามีอาการแย่ลงแต่ยานั้นไม่มีวางขายในร้านขายยาอีกแล้ว ฉันสิ้นหวังและหมดหนทาง ฉันอธิษฐานซ้ำไปมาว่า พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยพวกเขาด้วยเถิด

หลายสัปดาห์ต่อมาอาการป่วยของพวกเขาดีขึ้น พระเจ้าดูเหมือนจะกำลังตรัสว่า “บางเวลาเราใช้ยาในการรักษา แต่เราคือผู้ที่ควบคุมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยาเหล่านั้น อย่าไว้วางใจในยา แต่จงวางใจในเรา”

ในสดุดีบทที่ 20 กษัตริย์ดาวิดรู้สึกอบอุ่นใจในความเป็นพระเจ้าที่ทรงไว้วางใจได้ ชนชาติอิสราเอลมีกองทัพที่เข้มแข็งแต่พวกเขารู้ว่ากำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขามาจาก “พระนามพระเจ้าของเรา” (ข้อ 7) พวกเขาไว้วางใจในพระนามของพระองค์คือในผู้ที่พระองค์ทรงเป็น ในพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์และในพระสัญญาที่มั่นคงของพระองค์ พวกเขายึดมั่นในความจริงที่ว่าพระเจ้าผู้ทรงครอบครองและทรงฤทธานุภาพเหนือสถานการณ์ใดๆจะได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาและปลดปล่อยพวกเขาจากศัตรู (ข้อ 6)

แม้พระเจ้าอาจทรงใช้สิ่งของในโลกนี้เพื่อช่วยเรา แต่ในท้ายที่สุดแล้วชัยชนะเหนือปัญหาของเรามาจากพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะประทานวิธีในการแก้ปัญหา หรือประทานพระคุณเพื่อให้เราอดทนได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกท่วมท้นด้วยปัญหา แต่เราสามารถเผชิญกับมันได้ด้วยความหวังและพระคุณของพระองค์

แค่เสียงกระซิบ

กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของซุ้มทางเดินหลังคาโค้งและพูดเบาๆใส่กำแพง คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ขึ้นและผ่านหินโค้งด้านบนไปยังผู้ฟังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

โยบได้ยินเสียงกระซิบข้อความถึงท่านในขณะที่ชีวิตท่านเต็มไปด้วยเสียงรบกวนและโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียเกือบทุกอย่าง (โยบ 1:13-19; 2:7) เพื่อนๆ ของท่านแสดงความคิดเห็น ความคิดของท่านเองก็วุ่นวายสับสน และปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้าน แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติได้พูดกับท่านอย่างแผ่วเบาถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า

ความงดงามของท้องฟ้า ความลึกลับแห่งแผ่นดินโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ และความมั่นคงของเส้นขอบฟ้าทำให้โยบระลึกได้ว่าโลกนี้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า (26:7-11) แม้แต่ทะเลที่ปั่นป่วนและท้องฟ้าที่ส่งเสียงครืนก็นำท่านให้กล่าวว่า “เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ” (ข้อ 14)

หากสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกสำแดงถึงขีดความสามารถของพระเจ้าได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ย่อมยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของเรา ในเวลาของการสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวัง พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่งรวมถึงสิ่งที่ทรงทำเพื่อโยบดังที่ทรงค้ำจุนท่านไว้ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

ทักษะแห่งความเมตตา

“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต่อไปว่า “มีบางคนในโลกนี้ที่ดึงมันออกได้ ซึ่งพวกเขาเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจาก (พระเจ้า)” แคทเธอรีนได้อุทิศชีวิตในการพัฒนา “ทักษะ” นั้น และความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการเข้าอกเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีความทุกข์ยังเป็นที่จดจำได้จนถึงทุกวันนี้

ภาพของความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนถูกหนามทิ่มแทง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความอ่อนโยนในการดึงออกนั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าเราต่างมีความซับซ้อนและบาดแผล และเตือนว่าเราจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้นเพื่อจะเข้าใจตัวเองและมีความเมตตาที่แท้จริงต่อผู้อื่น

หรือดังเช่นที่อัครทูตเปาโลอธิบายไว้ เป็นภาพที่ย้ำเตือนเราว่าการรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทรงรักนั้นจำเป็นต้องมีมากกว่าความตั้งใจและความปรารถนาที่ดี คือต้อง “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (ข้อ 12) เราต้องเต็มใจที่จะทำมากกว่าการ “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี” โดยจะต้อง “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” ด้วย (ข้อ 15) เราทุกคนต้องช่วยกัน

ในโลกที่เสื่อมทรามนี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปได้โดยไม่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดและแผลเป็นถูกผนึกแน่นอยู่ในเราแต่ละคน แต่สิ่งที่ลึกยิ่งกว่าคือความรักที่เราพบในพระคริสต์ ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนเพียงพอที่จะดึงหนามเหล่านั้นออกด้วยขี้ผึ้งแห่งความเมตตา และเต็มใจจะโอบกอดทั้งเพื่อนและศัตรู (ข้อ 14) เพื่อแสวงหาการเยียวยานี้ร่วมกัน

รับใช้เพื่อเห็นแก่พระเจ้า

เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตในเดือนกันยายนปี 2022 ทหารหลายพันนายถูกส่งไปร่วมขบวนแห่พระบรมศพ บทบาทของพวกเขาแต่ละคนคงจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในหมู่ฝูงชนจำนวนมาก แต่หลายคนถือว่านั่นเป็นเกียรติยศสูงสุด ทหารคนหนึ่งกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์” สำหรับเขาแล้วความสำคัญของหน้าที่นี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ เขาทำ แต่เป็นผู้ที่ เขาทำถวายต่างหาก

คนเลวีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องใช้ในพลับพลาก็มีเป้าหมายที่คล้ายกัน วงศ์เกอร์โชน วงศ์โคฮาท และวงศ์เมรารีได้รับมอบหมายต่างจากพวกปุโรหิตให้ทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจำเจ คือ ทำความสะอาดเครื่องเรือน คันประทีป ผ้าม่าน เสา หลักหมุด และเชือกโยง (กดว.3:25-26, 28, 31, 36-37) แต่หน้าที่ของพวกเขาก็ได้รับการมอบหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากพระเจ้า คือทรงแต่งตั้งให้ “ปฏิบัติงานที่พลับพลา” (ข้อ 8) และได้รับการบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เพื่อคนรุ่นหลัง

ช่างเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมาก! ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราหลายคนทำทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่คริสตจักรอาจดูเล็กน้อยในสายตาของโลกที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและเงินเดือน แต่พระเจ้าทรงมองต่างออกไป ถ้าเราทำงานและรับใช้เพื่อเห็นแก่พระองค์ โดยพยายามทำให้ดีที่สุดและทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้จะเป็นงานที่เล็กน้อยที่สุด ถ้าเช่นนั้นงานของเราก็มีความสำคัญเพราะเรากำลังรับใช้องค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา

ข้าพระองค์เป็นผู้ใด

ในฐานะสมาชิกของกลุ่มผู้นำในพันธกิจท้องถิ่น หน้าที่หนึ่งของฉันคือการเชิญคนให้มาร่วมกับเราในฐานะหัวหน้ากลุ่มอภิปราย ในคำเชิญของฉันจะอธิบายถึงข้อผูกมัดด้านเวลาและให้ภาพคร่าวๆถึงวิธีการที่ผู้นำจะใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่มย่อยของตน ทั้งในการประชุมและระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฉันมักลังเลที่จะเรียกร้องจากคนอื่นเพราะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเสียสละในการมาเป็นผู้นำ แต่บางครั้งคำตอบของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกตื้นตัน “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ” แทนที่จะกล่าวอ้างเหตุผลดีๆ เพื่อปฏิเสธ พวกเขากลับพูดถึงความซาบซึ้งต่อพระเจ้าในทุกสิ่งที่ทรงกระทำในชีวิตของพวกเขาว่าเป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากจะตอบแทนด้วยการให้

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องถวายเพื่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้า ดาวิดตอบสนองในทำนองเดียวกันว่า “แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้” (1พศด.29:14) น้ำใจอันกว้างขวางของดาวิดถูกขับเคลื่อนด้วยความซาบซึ้งในพระราชกิจของพระเจ้าที่มีในชีวิตของท่านและประชากรอิสราเอล คำตอบของท่านแสดงให้เห็นถึงความถ่อมใจและการรับรู้ถึงความดีของพระเจ้าที่มีต่อ “คนต่างด้าวต่างแดนต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 15)

การถวายเพื่อพันธกิจของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สิน ล้วนแต่สะท้อนถึงความกตัญญูที่เรามีต่อพระองค์ผู้ประทานให้เราก่อน ทุกสิ่งที่เรามีล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 14) เราจึงสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความกตัญญูเป็นการตอบแทน

มองเห็นด้วยความเชื่อ

ในระหว่างการเดินเล่นตอนเช้าของฉัน แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำของทะเลสาบมิชิแกนในมุมที่พอดีทำให้เกิดภาพอันงดงาม ฉันขอให้เพื่อนหยุดรอขณะที่ฉันตั้งกล้องเพื่อจะถ่ายภาพ เนื่องด้วยตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทำให้ฉันมองไม่เห็นภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะกดถ่าย แต่จากที่เคยทำแบบนี้มาก่อน ฉันรู้สึกได้ว่ามันจะเป็นภาพที่งดงามมาก ฉันบอกเพื่อนว่า “เรามองไม่เห็นมันในตอนนี้ แต่ภาพถ่ายประเภทนี้จะออกมาดีเสมอ”

การดำเนินด้วยความเชื่อในชีวิตนี้ก็มักจะเหมือนกับการถ่ายรูปภาพนั้น คุณไม่สามารถเห็นรายละเอียดทุกอย่างบนหน้าจอได้เสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ภาพที่สวยงาม บางครั้งคุณก็ไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงทำงาน แต่คุณมั่นใจว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วย ดังที่ผู้เขียนฮีบรูบันทึกไว้ว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (11:1) โดยความเชื่อเราวางใจและมั่นใจในพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ

ด้วยความเชื่อ การมองไม่เห็นไม่ได้ขัดขวางเราจากการ “กดถ่ายภาพ” มันอาจแค่ทำให้เราต้องอธิษฐานมากขึ้นและแสวงหาการชี้แนะจากพระเจ้า เรายังสามารถพึ่งพาในความรู้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อมีคนดำเนินด้วยความเชื่อ (ข้อ 4-12) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเราเอง สิ่งที่พระเจ้าทรงเคยทำมาก่อน พระองค์จะทรงกระทำได้อีกครั้ง

สมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น

หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดียว ใครที่ได้ฟังดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเข้าใจถึงความทุ่มเทอย่างมากมายเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบ แต่ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารักในสิ่งที่ตนทำ ความจริงแล้วเมื่อพวกเขาเกษียณอายุในปี 1989 มีบางโอกาสที่เฟอร์แรนต์และไทเชอร์จะปรากฏตัวที่ร้านเปียโนในเมืองเพื่อบรรเลงเพลงที่แต่งแบบสดๆ พวกเขาก็แค่รักในการเล่นดนตรี

ดาวิดก็รักการเล่นดนตรี แต่ท่านร่วมทีมกับพระเจ้าเพื่อให้บทเพลงของท่านมีความหมายมากยิ่งขึ้น บทเพลงสดุดีของดาวิดยืนยันถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่พึ่งพาในพระองค์อย่างสุดใจ แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวและความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองนั้น คำสรรเสริญของท่านสำแดงถึงการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในฝ่ายวิญญาณ คือการรับรู้ในความยิ่งใหญ่และความประเสริฐของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หัวใจซึ่งอยู่เบื้องหลังคำสรรเสริญของดาวิดได้ถูกกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายในสดุดี 18:1 ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์”

ดาวิดยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 3) และหันไปหาพระองค์ “ในยามทุกข์ระทมใจ” (ข้อ 6) ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร ให้เราทำเช่นเดียวกันคือยกหัวใจขึ้นสรรเสริญและนมัสการพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงสมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น

พระพรในวันขอบคุณพระเจ้า

ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกหน้าชื่อจามัล หลังจากคุยกันจนเข้าใจว่าเขาเป็นใครแล้ว จามัลซึ่งว่างก็ถามว่าเขายังจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นได้หรือไม่ แวนด้าบอกว่า “ได้แน่นอน” จามัลจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของแวนด้า ซึ่งได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเขาทุกปีนับแต่นั้นมา คำเชิญที่ส่งผิดกลับกลายเป็นพระพรประจำปี

ความเมตตาของแวนด้าที่ได้เชิญคนแปลกหน้าให้มาร่วมรับประทานอาหารทำให้ฉันคิดถึงคำหนุนใจของพระเยซูในพระกิตติคุณลูกา ในระหว่างเสวยพระกระยาหารที่บ้านของฟาริสี “คนสำคัญ” (ลก.14:1) พระเยซูทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญนั้นแย่งกันนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ (ข้อ 7) พระองค์จึงบอกคนที่เชิญพระองค์ว่า การเชิญคนโดยคำนึงถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถตอบแทนให้ได้ (ข้อ 12) หมายความว่าพระพรจะอยู่ในวงจำกัด แทนที่จะทำอย่างนั้น พระเยซูทรงบอกเขาว่าการเชิญคนที่ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนได้จะนำมาซึ่งพระพรที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 14)

สำหรับแวนด้า การเชิญจามัลมาร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของเธอในวันขอบคุณพระเจ้าส่งผลเป็นพระพรที่ไม่คาดคิด เนื่องด้วยมิตรภาพอันยาวนานซึ่งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่แก่แวนด้าหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต เมื่อเราเอื้อมมือออกไปหาผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเราจะได้รับอะไรตอบแทน แต่เพราะความรักของพระเจ้าไหลล้นผ่านเรา เราก็จะได้รับพระพรและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก

ดาวที่ส่องแสง

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของผู้อื่น ผมเคยเดินทางไปเมืองที่มีอบายมุขหลายแห่ง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปอีก

แต่อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นเมื่อได้คุยกับคนขับแท็กซี่ในตอนเช้าวันต่อมา “ผมขอพระเจ้าทุกวันให้ส่งคนที่พระองค์อยากให้ผมช่วยมา” เขาเล่า “คนติดการพนัน โสเภณี คนจากครอบครัวที่แตกสลายเล่าปัญหาของพวกเขาให้ผมฟังทั้งน้ำตา ผมหยุดรถ ผมฟัง ผมอธิษฐานเผื่อพวกเขา นี่คือพันธกิจของผม”

หลังจากอธิบายเรื่องที่พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่ล้มลงในบาปของเรา (ฟป.2:5-8) อัครทูตเปาโลก็ได้ท้าทายผู้ที่เชื่อในพระเยซู ในขณะที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 13) และยึดมั่นใน “พระวาทะแห่งชีวิต” คือ
พระกิตติคุณ (ข้อ 16) เราจะเป็น “บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส” ผู้ “ปรากฏ...ดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ข้อ 15) ให้เราเป็นเหมือนคนขับแท็กซี่คนนั้นที่นำแสงแห่งพระเยซูเข้าไปในความมืด

นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ ดอว์สันกล่าวไว้ว่า ผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลก เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนั้น “ประกอบไปด้วยความล้ำลึกแห่งโลกฝ่ายวิญญาณ” ให้เราทูลขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยเราให้สามารถมีชีวิตที่สัตย์ซื่อในฐานะคนของพระเยซู ผู้ส่องแสงของพระองค์ไปในที่ที่มืดมิดที่สุดในโลก

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา