พระปัญญาของพระเจ้าช่วยให้รอดชีวิต
ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการเล่าความกังวลให้กับเพื่อนบ้านของหญิงชราฟัง เพื่อนบ้านคนนี้ได้แจ้งไปยังเพื่อนบ้านอีกคนซึ่งมีกุญแจบ้านสำรองของหญิงชรา พวกเขาจึงพากันเข้าไปในบ้านและพบเธอนอนอยู่บนพื้น เธอล้มเมื่อสี่วันก่อนและไม่อาจลุกขึ้นหรือขอความช่วยเหลือได้ โดยสติปัญญา ความห่วงใย และการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของพนักงานไปรษณีย์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้
พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “คนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต” (11:30 TNCV) สติปัญญาและความเข้าใจที่มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตตามพระปัญญาของพระเจ้า ไม่เพียงเป็นพรกับตัวเราเองเท่านั้นแต่กับคนที่เราพบเจอด้วย ผลของการที่เราดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และในทางของพระองค์นั้นจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีงามและมีชีวิตชีวา และผลของเรายังกระตุ้นให้เราใส่ใจผู้อื่นและดูแลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา
ดังที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตยืนยันตลอดทั้งเล่มว่าจะพบปัญญาได้จากการพึ่งพาพระเจ้า ปัญญาถือว่า “ดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้” (8:11) ปัญญาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นมีเพื่อคอยชี้นำทางให้กับเราไปตลอดชีวิต และปัญญานั้นอาจช่วยชีวิตของใครคนหนึ่งให้ได้รับชีวิตนิรันดร์
หลังวันคริสต์มาส
หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถและนั่งแท็กซี่กลับบ้านท่ามกลางหิมะกับความรู้สึก ห่อเหี่ยว
ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่หลังจากวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะจากการกินมากเกินไป หรือจู่ๆเพลงคริสต์มาสก็หายไปจากวิทยุ หรือความจริงที่ว่าของขวัญที่เราซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ลดเหลือครึ่งราคา ความมหัศจรรย์ของวันคริสต์มาสสลายหายไปได้อย่างรวดเร็ว!
พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเราเกี่ยวกับวันถัดมาหลังจากที่พระเยซูประสูติ แต่เราจินตนาการได้ว่าหลังการเดินเท้าไปยังเบธเลเฮม เบียดเสียดหาที่พัก ความเจ็บปวดของมารีย์จากการคลอดบุตรและคนเลี้ยงแกะมาหาโดยไม่บอกกล่าว (ลก. 2:4-18) มารีย์และโยเซฟคงจะหมดแรง กระนั้นเมื่อมารีย์อุ้มทารกแรกเกิดอย่างทะนุถนอม ผมจินตนาการได้ถึงการตอบสนองของเธอในการมาเยือนของทูตสวรรค์ (1:30-33) คำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42-45) และการที่เธอตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับจุดหมายของพระกุมาร (ข้อ 46-55) มารีย์ “ใคร่ครวญ” เรื่องดังกล่าวเหล่านี้อยู่ในใจ (2:19 TNCV) ซึ่งคงจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายในวันนั้นได้
เราทุกคนล้วนมีวันที่ “ห่อเหี่ยว” และเป็นไปได้กระทั่งหลังวันคริสต์มาส ให้เราเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะเผชิญวันเหล่านั้นโดยใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลกของเรา และทำให้โลกสว่างสดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์
พระสัญญาเรื่องการบังเกิดของพระคริสต์
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเชี่ยวชาญได้” คำทำนายของมอชลี่ดูน่าทึ่งในเวลานั้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ ทุกวันนี้การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือเป็นหนึ่งในทักษะแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้
ในขณะที่คำทำนายของมอชลี่เป็นจริง แต่ก็ยังมีคำทำนายที่สำคัญกว่านั้นมาก คือคำทำนายในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น มีคาห์ 5:2 ประกาศว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล” พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาบังเกิดที่เบธเลเฮมหน่วยเล็กน้อย ทรงประทานเครื่องหมายว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ดาวิด (ดู ลก.2:4-7)
พระคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ทำนายอย่างแม่นยำถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ก็ยังได้สัญญาถึงการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์เช่นกัน (กจ.1:11) พระเยซูทรงสัญญากับสาวกกลุ่มแรกว่าจะทรงเสด็จกลับมาหาพวกเขา (ยน.14:1-4)
คริสต์มาสนี้ เมื่อเราใคร่ครวญข้อเท็จจริงที่ทำนายไว้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับการมาบังเกิดของพระเยซู ขอให้เราตระหนักถึงพระสัญญาที่จะทรงเสด็จกลับมาด้วย และยอมให้พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เมื่อเราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า!
ดาวแห่งคริสตสมภพ
“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้
พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)
นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน
สามัคคีธรรมในพระเยซู
ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเลิก
คริสตจักรพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกัน ทั้งปัญหาทางใจกับเรื่องที่ต้องฟันฝ่า ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มองไปรอบๆสัก 20 นาทีหลังเลิกนมัสการและได้เห็นผู้คนมากมายยังคงเพลิดเพลินกับการใช้เวลาด้วยกัน
การสามัคคีธรรมเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ หากไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันผ่านการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่อ เราจะพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นผู้เชื่อ
ตัวอย่างเช่น เปาโลกล่าวว่าเราสามารถ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเห็นพ้องด้วย โดยบอกเราว่าอย่าละเลยการพบปะกัน เพราะเราต้อง “หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (10:25) และยังกล่าวอีกด้วยว่าเมื่ออยู่ด้วยกันเรา “จะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)
ในฐานะผู้ที่ถวายตัวเพื่อพระเยซู เมื่อเรา “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง” และ “มีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง” (1ธส.5:14) เราก็ได้เตรียมพร้อมในความสัตย์ซื่อและการรับใช้ เมื่อเราดำเนินชีวิตในทางนั้นโดยมีพระองค์ทรงช่วยเรา เราก็จะได้มีความสุขกับการมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงและได้ “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15)
กำแพงทลายลง พบความเป็นหนึ่งเดียว
ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอรมนีตะวันตก อันที่จริงนับจากปีค.ศ. 1949 จนถึงวันก่อสร้าง คาดว่ามีชาวเยอรมนีตะวันออกมากกว่า 2.5 ล้านคนหลบหนีไปทางตะวันตก ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนแห่งสหรัฐฯยืนอยู่ที่กำแพงในปีค.ศ. 1987 และกล่าวถ้อยคำอันโด่งดังว่า “จงทลายกำแพงนี้” คำกล่าวของท่านสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จบลงด้วยการทลายกำแพงในปีค.ศ. 1989 ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งด้วยความปีติยินดี
ในเอเฟซัส 2:14-15 เปาโลกล่าวถึง “กำแพง...[แห่ง]การเป็นปฏิปักษ์กัน” ที่พระเยซูทรงรื้อถอน กำแพงนั้นตั้งอยู่ระหว่างคนยิว (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก) กับคนต่างชาติ (ประชากรอื่นทั้งหมด) และเป็นเครื่องหมายกำแพงแบ่งเขตแดน ในพระวิหารเก่าที่เฮโรดมหาราชสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กำแพงนี้กั้นคนต่างชาติไว้ให้เข้ามาได้แค่ลานชั้นนอกของพระวิหาร กระนั้นพวกเขาก็มองเห็นลานด้านในได้ แต่พระเยซูทรงนำมาซึ่ง “สันติภาพ” และการคืนดีกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติ และระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง...โดย[การสิ้นพระชนม์บน]กางเขน” (ข้อ 14, 16) ด้วย “การประกาศสันติสุข” นี้ทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยความเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 17-18)
ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่แบ่งแยกเราจากกัน เมื่อพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งจำเป็นแก่เราแล้ว ให้เราฝ่าฟันที่จะใช้ทั้งชีวิตของเราประกาศสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวที่พบในพระเยซู (ข้อ 19-22)
แสงแห่งความหวัง
ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้งหมดที่ฉันต้องการในวันคริสต์มาสคือการได้อยู่กับแม่อีกวันหนึ่ง แต่ฉันกลับได้อยู่บ้าน...และแขวนกางเขนของท่านไว้บนต้นไม้เทียม
เมื่อฮาเวียร์ลูกชายของฉันเสียบปลั๊กไฟ ฉันกระซิบว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาตอบว่า “ครับแม่” ลูกชายไม่รู้ว่าฉันกำลังขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้หลอดไฟริบหรี่นี้เพื่อหันสายตาของฉันไปยังผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่ดำรงอยู่นิรันดร์คือพระเยซู
ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงความรู้สึกที่ไม่ได้แต่งเติมต่อพระเจ้า (ข้อ 1-4) ท่านยอมรับว่าตนมีจิตวิญญาณที่ “หดหู่” และ “กระสับกระส่าย” ก่อนที่จะหนุนใจผู้อ่านว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) แม้ว่าท่านจะถูกคลื่นแห่งความโศกเศร้าและความทุกข์ครอบงำ แต่ความหวังของผู้เขียนสดุดีได้ส่องประกายโดยการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต (ข้อ 6-10) ท่านสรุปจบด้วยการตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจของตนและยืนยันถึงความสามารถในการกลับสู่ความเชื่ออันบริสุทธิ์ของตน “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11)
สำหรับเราหลายคนนั้นเทศกาลคริสต์มาสนำมาซึ่งทั้งความสุขและความเศร้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้แต่ความรู้สึกซึ่งผสมปนเปกันเหล่านี้ก็สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกัน และได้รับการไถ่โดยทางพระสัญญาที่ตรัสถึงพระเยซูผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริง
ให้อภัยและไม่จดจำ
จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอได้
ภาพยนตร์ทีวีเรื่อง สายสืบความทรงจำมรณะ (Unforgettable) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำรวจหญิงที่มีโรคความจำดี ซึ่งทำให้เธอได้เปรียบมากในเกมโชว์ตอบคำถามและการแก้ปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามสำหรับจิลล์ ไพรซ์สภาวะนี้ไม่สนุกเท่าไหร่นัก เธอไม่สามารถลืมช่วงเวลาในชีวิตที่เธอถูกวิจารณ์ ประสบการณ์การสูญเสีย หรือการทำบางสิ่งที่เธอเสียใจอย่างสุดซึ้ง ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเธอ
พระเจ้าของเราทรงมีความจำดีเลิศ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกเราว่าความรู้ความเข้าใจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด แต่กระนั้นเราพบสิ่งที่ทำให้อุ่นใจที่สุดในพระธรรมอิสยาห์ “เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า...และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (43:25) พระธรรมฮีบรูเสริมเรื่องนี้ว่า “เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์โดย...พระเยซูคริสต์...และ [พระเจ้า]จะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของ[เรา]ทั้งหลายอีกต่อไป” (ฮบ.10:10,17)
เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า เราก็หยุดฉายภาพบาปนั้นซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเราได้ เราต้องปล่อยมันไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน” (อสย.43:18) ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่จดจำในเรื่องบาปของเราเพื่อต่อต้านเรา ขอให้เราจดจำความจริงในข้อนี้
บทเรียนจากรอยแผลเป็น
เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”
ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร
ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)
ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน