พระคริสต์ผู้เป็นความสว่างแท้ของเรา
“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออกจากลิฟต์ เราไม่พบใครเลยที่จะบอกทางไปยังประตูหน้าซึ่งจะได้พบแสงแดดจ้าของรัฐโคโลราโด เราตระเวนไปตามโถงทางเดินที่เปิดไฟหรี่ ในที่สุดเราก็พบชายคนหนึ่งที่เห็นความสับสนของเรา “โถงทางเดินเหล่านี้ดูเหมือนกันหมด” เขาบอก “แต่ทางออกอยู่ทางนี้” จากคำแนะนำของเขา เราก็พบประตูทางออกซึ่งนำไปสู่แสงแดดจ้าจริงๆ
พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ไม่เชื่อที่สับสนและหลงทางให้ติดตามพระองค์ออกจากความมืดฝ่ายวิญญาณ “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) ในความสว่างของพระองค์นั้น เราสามารถเห็นสิ่งกีดขวาง บาปและจุดบอดต่างๆ โดยยอมให้พระองค์ขจัดความมืดนั้นออกจากชีวิตเราขณะเมื่อพระองค์ประทานความสว่างของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของชีวิตเรา เช่นเดียวกับเสาเพลิงที่นำคนอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ความสว่างของพระคริสต์ก็นำการทรงสถิต การปกป้องและการทรงนำของพระเจ้ามาสู่เรา
ตามซึ่งยอห์นได้อธิบายไว้ พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และ “ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ 5) แทนที่จะเดินสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายไปตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาการนำทางจากพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงส่องสว่างในเส้นทางที่จะไปนั้น
ในสวน
พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่มันเป็นงานที่หนักมาก! ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน เพาะเมล็ดพันธุ์พืชและดอกไม้ ถอนวัชพืช ตัดหญ้า รดน้ำสนามและสวน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า คือสนามที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มะเขือเทศรสอร่อยและพุ่มกุหลาบพีซโรสที่สวยงาม ทุกๆปีท่านตัดกิ่งกุหลาบจนสั้นติดดิน และทุกๆปีพวกมันก็งอกขึ้นใหม่ เติมเต็มประสาทสัมผัสด้วยกลิ่นหอมและความงามของพวกมัน
ในพระธรรมปฐมกาล เราได้อ่านเรื่องสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาอาศัย เจริญรุ่งเรืองและดำเนินกับพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้า “ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน” (ปฐก.2:9) ฉันจินตนาการว่าสวนที่สมบูรณ์แบบนั้นคงมีทั้งดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอม บางทีแม้แต่กุหลาบก็คงจะไม่มีหนาม!
หลังจากอาดัมและเอวากบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนและจำเป็นต้องเพาะปลูกและดูแลสวนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการทุบทำลายดินแข็ง ต่อสู้กับหนามและอุปสรรคอื่นๆ(3:17-19,23-24) กระนั้นพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 21) และพระองค์ไม่ได้ละมนุษย์ไว้โดยปราศจากความงดงามแห่งการทรงสร้างที่จะดึงเราให้มาหาพระองค์ (รม.1:20) ดอกไม้ในสวนเตือนเราถึงความรักอย่างไม่ยั้งหยุดของพระเจ้าและพระสัญญาเรื่องการทรงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและการปลอบโยน!
อับดับแรกในรายการ
เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”
เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง
พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)
เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา
ใช้สิ่งที่คุณมีเพื่อพระคริสต์
คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาด้านการตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑ์” หอนี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ เช่น มาร์ธา พูลเลน ซึ่งได้รับการประกาศชื่อที่หอนี้ในปี 2005 เธอได้รับคำกล่าวว่าเป็น “สตรีแห่งพระธรรมสุภาษิต 31…ผู้ไม่เคยพลาดที่จะทำให้สาธารณชนรับรู้ถึงแหล่งที่มาของกำลัง การดลใจและพระพรของเธอ”
หอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บถูกกำหนดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ถ้ามีในศตวรรษที่ 1 ในอิสราเอลสตรีคนหนึ่งชื่อทาบิธาอาจเป็นผู้ที่มีชื่อประดับไว้ในหอนี้อย่างแน่นอน ทาบิธาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นช่างตัดเย็บที่ใช้เวลาเย็บเสื้อผ้าให้หญิงม่ายยากจนในชุมชนของเธอ (กจ.9:36, 39) หลังจากที่เธอป่วยและเสียชีวิต พวกสาวกจึงส่งคนไปหาเปโตรเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหรือไม่ เมื่อท่านมาถึง พวกหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ก็ชี้ให้ดูเสื้อคลุมยาวและเสื้อผ้าอื่นๆที่ทาบิธาทำไว้ให้พวกเธอ(ข้อ 39) เสื้อผ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าเธอ “ทำการอันเป็นคุณประโยชน์เสมอ” เพื่อคนยากจนในเมืองของเธอ (ข้อ 36) และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทาบิธาจึงฟื้นคืนชีวิต
พระเจ้าทรงเรียกและจัดเตรียมเราให้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบันที่มีอยู่ในชุมชนและในโลก ให้เราใช้ทักษะของเราในการรับใช้พระเยซู และดูว่าพระองค์จะใช้การกระทำแห่งความรักของเราเพื่อถักทอหัวใจและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร (อฟ.4:16)
สมอแห่งความหวังของเรา
ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นคิดว่า “ที่ๆปลอดภัย” แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ความหวัง”
เธออธิบายว่า “ความหวังคือการคาดหวังว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น” ฉันพบว่าน่าสนใจที่เธอพูดถึงเรื่อง “การคาดหวัง” สิ่งดีๆเมื่อมีปัญหามากมาย ซึ่งการไม่คาดหวังสิ่งดีใดๆดูจะง่ายกว่า แต่ทว่าพระคัมภีร์พูดถึงความหวังในแบบเดียวกับนักเรียนของฉัน หาก “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้” (ฮบ.11:1) เราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู สามารถ คาดหวังสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นได้
อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่ผู้เชื่อในพระคริสต์จะหวังได้ด้วยความมั่นใจ นั่นก็คือ “พระสัญญา…ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์” (4:1 THSV 11) สำหรับผู้เชื่อการหยุดพักที่มาจากพระเจ้านั้นรวมไปถึงสันติสุขจากพระองค์ ความมั่นใจในความรอด การไว้วางใจในกำลังของพระองค์และการรับรองถึงบ้านในอนาคตบนสวรรค์ การรับประกันของพระเจ้าและความรอดที่พระเยซูประทานคือสาเหตุที่ทำให้ความหวังนั้นเป็นเหมือนสมอที่เรายึดมั่นไว้ได้ในเวลาที่จำเป็น (6:18-20) โลกนี้ต้องการความหวัง ซึ่งก็คือความจริงและการรับรองอย่างหนักแน่นของพระเจ้าว่า ทั้งในยามดีหรือยามร้ายพระองค์จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดและจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อเราวางใจในพระองค์ เรารู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งถูกต้องในเวลาของพระองค์
ฉันเป็นใครเล่า
กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเริ่มต้นไว้ เขายังพยายามเขียนถึงเรื่องราวอันทรงพลังของพ่อที่รอดชีวิตจากสงครามกลางเมืองสองครั้ง ผมเป็นใครเล่าที่พยายามทำทั้งหมดนี้
ความหวาดหวั่นของกิซอมโบฟังดูคล้ายกับของโมเสส พระเจ้าเพิ่งมอบภารกิจให้โมเสส “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะได้พาประชากรของเรา คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10) โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า” (ข้อ 11)
หลังคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของโมเสส พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” มันคือไม้เท้า (4:2) โมเสสโยนไม้เท้าลงที่พื้นตามคำสั่งของพระเจ้า ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และโมเสสหยิบมันขึ้นซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของท่าน มันก็กลายเป็นไม้เท้าอีกครั้ง (ข้อ 4) โมเสสเผชิญหน้ากับฟาโรห์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า อันที่จริงท่านมี “พระ” องค์หนึ่งของอียิปต์คืองูอยู่ในมือของท่าน และพระทั้งหลายของอียิปต์ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้
กิซอมโบพิจารณาเรื่องโมเสสและสัมผัสได้ถึงคำตอบจากพระเจ้าว่า เจ้ามีเราและถ้อยคำของเรา เขาคิดถึงเพื่อนๆที่หนุนใจให้เขาเขียนเรื่องราวของพ่อ เพื่อคนอื่นจะเรียนรู้ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว ด้วยตัวเราเองนั้นความพยายามอย่างเต็มที่ของเราไม่เพียงพอ แต่เรารับใช้พระเจ้าผู้ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” (3:12)
วิธีที่ไม่คาดคิดของพระเจ้า
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของการตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์
พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)
พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจ พระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา
ของขวัญที่เป็นไปไม่ได้
ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญที่ใครคนหนึ่งต้องการนั้นเกินกำลังของเราที่จะให้ได้ล่ะ มีหลายคนหวังว่าเราจะมอบความสบายใจ การหยุดพัก หรือแม้แต่ความอดทนให้กับคนอื่นได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถหาซื้อและนำมาห่อผูกโบว์ให้ได้ก็คงจะดี!
ของขวัญเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมอบให้ใคร แต่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ได้ทรงมอบของขวัญที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้ให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ คือของขวัญแห่งสันติสุข ก่อนที่จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และจากเหล่าสาวกไป พระเยซูได้ปลอบใจพวกเขาโดยสัญญาว่าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะ “ทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ยน.14:26) พระองค์ทรงเสนอว่าจะมอบสันติสุขของพระองค์ให้เป็นของขวัญที่ยั่งยืนนานและไม่เสื่อมคลาย ในเวลาที่จิตใจของพวกเขาเป็นทุกข์หรือเมื่อพบเจอกับความกลัว พระองค์เองคือสันติสุขของเรากับพระเจ้า กับผู้อื่น และเป็นสันติสุขภายในเรา
เราอาจไม่มีความสามารถที่จะมอบความอดทนที่มากขึ้นเป็นพิเศษให้กับคนที่เรารัก หรือมอบสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้ตามที่เขาต้องการ เราไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะมอบสันติสุขที่เราทุกคนต้องการอย่างที่สุดเพื่อจะแบกรับความทุกข์ยากของชีวิตได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถนำเราให้พูดกับพวกเขาถึงเรื่องของพระเยซู ผู้ประทานให้และผู้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุขอันแท้จริงและยั่งยืนนาน
ยอมที่จะไว้วางใจ
เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคาดการณ์ว่าจะมีท้องฟ้าสดใสและแสงแดด “ภายในอีกหนึ่งชั่วโมง” ฉันบอกกับสามีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เราแทบจะมองไม่เห็นอะไรในระยะหนึ่งฟุตข้างหน้าเลย” แต่แน่นอนภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอกนั้นจางหายไปและเกิดเป็นท้องฟ้าสีฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดด
ขณะยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฉันคิดถึงระดับของความไว้วางใจที่มีในยามที่ฉันเห็นแต่หมอกในชีวิต ฉันถามสามีว่า “ฉันไว้วางใจพระเจ้าเฉพาะในสิ่งที่ฉันมองเห็นเท่านั้นหรือ”
เมื่อกษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์และมีผู้นำที่ชั่วร้ายบางคนขึ้นมามีอำนาจในแผ่นดินยูดาห์ อิสยาห์ได้ถามคำถามที่คล้ายกันนี้คือ เราจะไว้วางใจใครได้ แล้วพระเจ้าทรงตอบด้วยการให้นิมิตพิเศษที่ทำให้ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้า ขณะที่อิสยาห์สรรเสริญพระเจ้าว่า “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านได้กล่าวอีกว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
เมื่อความคิดของเราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า เราจะสามารถไว้วางใจพระองค์ได้แม้ในเวลาที่มืดมัวและสับสน เราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็แน่ใจได้ว่าความช่วยเหลือของพระองค์กำลังจะมาถึงเรา