สิ่งเดียวที่ต้องการ
วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในแถบชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เมื่อมีหิมะตกลงมาปกคลุมอย่างไม่คาดคิด ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลายคนพูดว่าการได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นอีกวันคือการที่พวกเขาจะได้ฝึกนั่งที่พระบาทพระคริสต์อย่างที่มารีย์ทำ พวกเขาอยากจะได้ “สิ่งซึ่งต้องการ...สิ่งเดียว” (ลก.10:42) ที่พระเยซูบอกมารธาด้วยความรักให้รับเอาไว้ นั่นคือการเลือกที่จะเข้าใกล้และเรียนรู้จากพระองค์
เมื่อพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของมารธา มารีย์ และลาซารัสนั้น มารธาไม่รู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะมา เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกโกรธที่มารีย์ไม่ช่วยเธอเตรียมการปรนนิบัติพระองค์และเพื่อนๆของพระองค์ แต่เธอลืมสิ่งสำคัญจริงๆไป คือการรับจากพระเยซูในขณะที่เธอเรียนรู้จากพระองค์ พระคริสต์ไม่ได้ดุเธอที่อยากจะปรนนิบัติพระองค์แต่ทรงเตือนว่าเธอกำลังลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป
เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้เราฉุนเฉียวหรือรู้สึกวุ่นวายสับสนเพราะต้องทำหลายอย่างให้เสร็จ ให้เราหยุดและเตือนตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลงและจินตนาการว่าเรานั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซู เราก็สามารถทูลขอให้พระองค์เติมเต็มเราด้วยความรักและชีวิตจากพระองค์ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการเป็นสาวกที่พระองค์ทรงรักได้
ไม่จดจำความบาปอีกต่อไป
ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผมจำได้ว่าตอนนั้นนึกในใจว่า นี่จะเป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยถ้าผมไม่ได้กำลังจะตาย อีกสักพักต่อมารถบรรทุกชนโครมเข้ากับเนินเขาลาดชันและกลิ้งลงไปข้างล่าง ผมคลานออกจากที่นั่งที่ถูกบี้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
รถบรรทุกพังยับเยินในเช้าของเดือนธันวาคมปีค.ศ.1992 พระเจ้าทรงไว้ชีวิตผม แต่คุณตาของผมล่ะท่านจะว่าอย่างไร ที่จริงแล้วท่านไม่เคยพูดถึงรถบรรทุกแม้แต่คำเดียว ไม่เคยเลย ไม่มีการดุด่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่มีเลย มีแต่การให้อภัยและรอยยิ้มของคุณตาที่ผมไม่เป็นอะไร
ความเมตตาของคุณตาของผมทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเยเรมีย์ 31 แม้พวกเขาจะล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้ายังทรงสัญญาที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป” (ข้อ 34)
ผมเชื่อว่าคุณตาของผมไม่เคยลืมว่าผมทำลายรถบรรทุกของท่าน แต่ท่านทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ ไม่จดจำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทำให้ผมอับอาย ไม่ให้ผมจ่ายราคาที่ผมติดค้าง คุณตาได้ทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทำ คือเลือกที่จะไม่จดจำมันอีกต่อไป ราวกับว่าความผิดที่ผมทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
นามบัตรและคำอธิษฐาน
หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นหม้ายเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความกังวลใจ เธอต้องใช้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พรากชีวิตของสามีเธอไปเพื่อจะรับเงินจากบริษัทประกัน เธอได้คุยกับตำรวจคนหนึ่งที่ตกลงว่าจะช่วยเธอ แต่เธอทำนามบัตรของเขาหาย เธอจึงอธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าช่วย และไม่นานจากนั้นขณะเธออยู่ที่โบสถ์และกำลังเดินผ่านหน้าต่าง เธอก็เห็นนามบัตรของตำรวจคนนั้นอยู่ตรงขอบหน้าต่าง เธอไม่รู้ว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่เธอรู้ว่า เพราะอะไร
เธอจริงจังในการอธิษฐาน ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงฟังคำทูลขอของเรา เปโตรกล่าวว่า “พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา” (1 ปต.3:12)
พระคัมภีร์ยกตัวอย่างถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน หนึ่งในนั้นคือเฮเซคียาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ผู้ทรงประชวร พระองค์ได้รับคำทำนายจากอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ทรงรู้ว่าควรทำอย่างไร พระองค์ทรง “อธิษฐานต่อพระเจ้า” (2 พกษ.20:2) ทันใดนั้นพระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ให้ไปบอกกับกษัตริย์ว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 5) และเฮเซคียาห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสิบห้าปี
พระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานเหมือนเรื่องนามบัตรบนขอบหน้าต่างเสมอไป แต่พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่าในยามยากลำบากนั้น เราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง พระเจ้าทรงมองเห็นเราและทรงอยู่กับเรา และทรงฟังคำอธิษฐานของเรา
ยึดพระเยซูไว้
ขณะอยู่ตรงบันไดในตึกที่ทำงาน ฉันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะที่ถาโถมเข้ามาจนต้องจับราวบันไดไว้เพราะดูเหมือนบันไดกำลังหมุน ขณะที่หัวใจเต้นแรงและขาอ่อนแรงนั้นฉันยึดราวบันไดไว้แน่นและนึกขอบคุณในความแข็งแรงของมัน ผลตรวจทางการแพทย์ชี้ว่าฉันมีภาวะโลหิตจาง แม้อาการจะไม่รุนแรงและฉันดีขึ้นแล้ว แต่ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกอ่อนแอในวันนั้นเลย
นี่เป็นเหตุผลที่ฉันชื่นชมหญิงที่แตะต้องพระเยซู เธอไม่เพียงแต่เดินฝ่าฝูงชนขณะที่อ่อนแรง แต่ยังแสดงถึงความเชื่อโดยการยอมเสี่ยงเพื่อจะสัมผัสพระองค์ด้วย (มธ.9:20-22) เธอมีเหตุผลที่จะกลัว เพราะกฎบัญญัติของยิวถือว่าเธอเป็นผู้มีมลทิน และการนำมลทินของเธอไปสู่ผู้อื่นนั้นอาจนำผลร้ายแรงมาสู่เธอ (ลนต.15:25-27) แต่ความคิดที่ว่า ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น นำให้เธอเดินต่อไป คำภาษากรีกที่แปลว่า “แตะต้อง” ในมัทธิว 9:21 นั้นไม่ได้หมายถึงการแตะเพียงผิวเผินแต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นคือ “การยึดเอาไว้” หรือ “การทำตัวให้ติด” หญิงนั้นยึดพระเยซูไว้แน่น เธอเชื่อว่าพระองค์จะรักษาเธอได้
ในท่ามกลางฝูงชนมากมายนั้น พระเยซูทรงเห็นความเชื่ออย่างสุดใจของหญิงคนหนึ่ง เช่นเดียวกัน เมื่อเรายอมเสี่ยงโดยความเชื่อและยึดพระคริสต์ไว้ในยามลำบาก พระองค์จะทรงต้อนรับเราและช่วยเหลือเรา เราสามารถเล่าเรื่องของเราให้พระองค์ฟังได้โดยไม่ต้องกลัวการปฏิเสธหรือการลงโทษ พระเยซูทรงบอกกับเราในวันนี้ว่า “ยึดเราไว้”
รองเท้าบูทนำโชค
ทอมรู้สึกถึงเสียง “คลิก” อันเยือกเย็นภายใต้รองเท้าคอมแบทของเขาเมื่อสายเกินไป เขากระโดดออกมาตามสัญชาตญาณด้วยพลังจากอะดรีนาลีน เจ้าวัตถุอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ดินไม่ระเบิด ภายหลังหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิดได้นำวัตถุระเบิดแรงสูงหนักราว 36 กิโลกรัมขึ้นมาจากจุดนั้น ทอมใส่รองเท้าบูทคู่นั้นจนมันขาด เขาเรียกมันว่า “รองเท้าบูทนำโชคของผม”
ทอมอาจยึดติดอยู่กับรองเท้าบูทคู่นั้นเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาเฉียดตายของเขา แต่หลายคนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าวัตถุต่างๆ “นำโชค” ได้ หรือแม้กระทั่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้มากกว่านั้นว่าสามารถ “ให้พร” ได้ เป็นเรื่องอันตรายเมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งของหรือแม้แต่สัญลักษณ์ว่าเป็นแหล่งพระพรของพระเจ้า
ชนชาติอิสราเอลเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยความยากลำบาก กองทัพชาวฟีลิสเตียเอาชนะพวกเขาในสงคราม เมื่ออิสราเอลใคร่ครวญถึงเหตุที่พวกเขาพ่ายแพ้ มีคนหนึ่งได้คิดถึงการนำ “หีบพันธสัญญาของพระเจ้า” มาในสนามรบ (1 ซมอ.4:3) ซึ่งดูเป็นความคิดที่ดี (ข้อ 6-9) เพราะหีบพันธสัญญาก็เป็นวัตถุที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์
แต่คนอิสราเอลมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง ด้วยตัวหีบพันธสัญญาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ เมื่อคนอิสราเอลวางความเชื่อไว้ที่วัตถุแทนการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ต่อความพ่ายแพ้ที่แย่ยิ่งกว่าครั้งแรก และศัตรูได้เอาหีบพันธสัญญาไป (ข้อ 10-11)
สิ่งของที่ใช้ย้ำเตือนให้เราอธิษฐานหรือขอบคุณพระเจ้าสำหรับความประเสริฐของพระองค์นั้นไม่เป็นอันตราย แต่มันไม่ใช่แหล่งที่มาของพระพร แหล่งพระพรนั้นคือพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
รักผ่านคำอธิษฐาน
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จอห์นเป็นคนค่อนข้างฉุนเฉียวเมื่ออยู่ที่โบสถ์ เขาอารมณ์ร้าย เรียกร้องสูง และหยาบคายอยู่บ่อยครั้ง เขาบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้รับการ “รับใช้” ที่ดีพอ และอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่ยากที่จะรัก
ดังนั้นเมื่อผมได้ยินว่าเขาเป็นมะเร็ง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะอธิษฐานเผื่อเขา จิตใจของผมเต็มไปด้วยความทรงจำถึงคำพูดร้ายๆและท่าทีที่ไม่น่ารักของเขา แต่เมื่อระลึกถึงคำสั่งของพระเยซูที่ให้เรารักกัน ผมก็อธิษฐานอย่างเรียบง่ายให้จอห์นทุกวัน ไม่กี่วันต่อมาผมพบว่าผมเริ่มคิดถึงความไม่น่ารักของเขาน้อยลง เขาคงเจ็บปวดน่าดูนะ ผมคิด เขาคงรู้สึกหลงทางอยู่แน่ๆ
จึงได้เข้าใจว่าการอธิษฐานคือการเปิดตัวเรา ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นต่อพระเจ้า โดยอนุญาตให้พระองค์ได้เข้ามาและมอบมุมมองของพระองค์ให้เรา การมอบเจตจำนงค์และความรู้สึกให้พระองค์ในคำอธิษฐานนั้นเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเปลี่ยนหัวใจของเราอย่างช้าๆแต่มั่นคง แน่นอนว่าการทรงเรียกให้รักศัตรูของพระเยซูนั้นเชื่อมโยงกับการทรงเรียกให้อธิษฐาน “จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน” (ลก.6:28)
ผมต้องยอมรับว่าผมยังต้องต่อสู้ในการคิดแง่บวกกับจอห์น แต่ด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ ผมกำลังเรียนรู้ที่จะมองเขาผ่านสายตาและหัวใจของพระเจ้า ในฐานะเป็นคนที่ควรได้รับการให้อภัยและความรัก
ชัยชนะสูงสุดของพระเยซู
ที่ค่ายทหารบางแห่งในทวีปยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งเสบียงทางอากาศที่แปลกประหลาดมาให้ทหารที่คิดถึงบ้าน นั่นคือ เปียโน พวกมันถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษโดยให้มีเหล็กแค่ 10% จากปริมาณปกติ มีการติดกาวกันน้ำชนิดพิเศษและผ่านขั้นตอนป้องกันแมลง เปียโนเหล่านั้นมีพื้นผิวขรุขระและเรียบง่าย แต่ได้มอบความบันเทิงที่สร้างกำลังใจให้ทหารที่มารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคยที่บ้านอยู่หลายชั่วโมง
การร้องเพลงโดยเฉพาะเพลงสรรเสริญนั้นเป็นทางหนึ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะพบความสงบในสงครามเช่นกัน กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงรู้ความจริงในเรื่องนี้เมื่อทรงเผชิญกับศัตรูที่บุกรุก (2 พศด.20) พระองค์ทรงกลัวจึงเรียกให้ทุกคนมาชุมนุมกันเพื่ออดอาหารและอธิษฐาน (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบสนองโดยให้พระองค์นำทหารออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและทรงสัญญาว่าพวกเขา “ไม่จำเป็น...จะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้” (ข้อ 17) เยโฮชาฟัทเชื่อในพระเจ้าและตอบสนองด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงตั้งนักร้องให้นำหน้ากองทัพและร้องสรรเสริญพระเจ้าสำหรับชัยชนะที่พวกเขาเชื่อว่าจะได้เห็น (ข้อ 21) และเมื่อเพลงสรรเสริญเริ่มขึ้น พระองค์ทรงเอาชนะศัตรูและช่วยกู้คนของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 22)
ชัยชนะไม่ได้มาในเวลาและรูปแบบที่เราต้องการเสมอไป แต่เรายังสามารถประกาศชัยชนะสูงสุดของพระเยซูที่ได้ทรงพิชิตความบาปและความตายมาแล้วเพื่อเราได้ เราเลือกที่จะพักสงบอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการนมัสการสรรเสริญได้ในท่ามกลางสงคราม
รู้จักเสียงพระผู้เลี้ยง
ตอนผมเป็นเด็กอาศัยอยู่ที่ฟาร์มในรัฐเทนเนสซี่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายอันสดใสเดินเตร่ไปกับเพื่อนสนิท เรามักจะเข้าไปในป่า ขี่ลูกม้า ไปดูสนามแข่งม้า และแอบเข้าไปในคอกม้าเพื่อดูคาวบอยฝึกม้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ยินเสียงผิวปากของพ่อที่ดังชัดเจนผ่านสายลมและเสียงพูดคุยอื่นๆ ผมจะทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่และกลับบ้าน สัญญาณนั้นชัดเจนและผมรู้ว่าพ่อกำลังเรียกผม หลายสิบปีต่อมาผมก็ยังจำเสียงนั้นได้
พระเยซูทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์เป็นผู้เลี้ยง และผู้ที่ติดตามพระองค์คือแกะ “แกะย่อมฟังเสียงของ[ผู้เลี้ยง]” พระองค์ตรัส “ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” (ยน.10:3) ในช่วงเวลาที่ผู้นำและผู้สอนหลายคนพยายามจะทำให้สาวกของพระคริสต์สับสนโดยการอ้างถึงอำนาจของตน พระเยซูตรัสว่าเสียงแห่งความรักของพระองค์ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน และแตกต่างจากเสียงอื่น “แกะก็ตาม (ผู้เลี้ยง) ไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน” (ข้อ 4)
ให้เราระมัดระวังในการฟังเสียงของพระเยซูและไม่เพิกเฉยต่อเสียงนั้นด้วยความโง่เขลา เพราะความจริงที่สำคัญยังคงอยู่ คือ พระผู้เลี้ยงทรงเรียกอย่างชัดเจน และแกะของพระองค์ฟังเสียงพระองค์ พระเยซูได้ตรัสแล้ว บางครั้งอาจโดยผ่านทางข้อพระคัมภีร์ จากคำพูดของเพื่อนผู้เชื่อ หรือการเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเราได้ยินเสียงนั้นชัดเจนแล้ว
ความพินาศถูกทำลาย
“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง
คาริตื่นแต่เช้าในวันถัดมาเพื่อจะไปดูพวกมัน เธอย้ายพืชสีเขียวที่คลุมรังอยู่ออกไปข้างๆ แต่แทนที่จะเห็นลูกนก ดวงตาของเธอก็พบเข้ากับดวงตาเรียวเล็กของงู งูเลื้อยลงมาตามผนังเข้าไปในรังนกและกินพวกมันทั้งหมด
คาริรู้สึกโกรธและใจสลาย ผมอยู่นอกเมือง เธอจึงโทรหาเพื่อนให้มาเอางูออกไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว
พระคัมภีร์พูดถึงงูอีกตัวหนึ่งที่ทิ้งความพินาศไว้ในทางของมัน งูในสวนเอเดนหลอกลวงเอวาเกี่ยวกับต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้เธอกิน “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” งูหลอก “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐก.3:4-5)
ความบาปและความตายเข้ามาในโลกเพราะผลการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของอาดัมและเอวา และการหลอกลวงจาก “งูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร” นั้นยังดำเนินต่อไป (วว.20:2) แต่พระเยซูทรงมาเพื่อ“ทำลายกิจการของมาร” (1 ยน.3:8) และโดยพระองค์เราจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า วันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5)