Category  |  ODB

สมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น

หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดียว ใครที่ได้ฟังดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเข้าใจถึงความทุ่มเทอย่างมากมายเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบ แต่ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารักในสิ่งที่ตนทำ ความจริงแล้วเมื่อพวกเขาเกษียณอายุในปี 1989 มีบางโอกาสที่เฟอร์แรนต์และไทเชอร์จะปรากฏตัวที่ร้านเปียโนในเมืองเพื่อบรรเลงเพลงที่แต่งแบบสดๆ พวกเขาก็แค่รักในการเล่นดนตรี

ดาวิดก็รักการเล่นดนตรี แต่ท่านร่วมทีมกับพระเจ้าเพื่อให้บทเพลงของท่านมีความหมายมากยิ่งขึ้น บทเพลงสดุดีของดาวิดยืนยันถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่พึ่งพาในพระองค์อย่างสุดใจ แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวและความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองนั้น คำสรรเสริญของท่านสำแดงถึงการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในฝ่ายวิญญาณ คือการรับรู้ในความยิ่งใหญ่และความประเสริฐของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หัวใจซึ่งอยู่เบื้องหลังคำสรรเสริญของดาวิดได้ถูกกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายในสดุดี 18:1 ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์”

ดาวิดยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 3) และหันไปหาพระองค์ “ในยามทุกข์ระทมใจ” (ข้อ 6) ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร ให้เราทำเช่นเดียวกันคือยกหัวใจขึ้นสรรเสริญและนมัสการพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงสมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น

พระพรในวันขอบคุณพระเจ้า

ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกหน้าชื่อจามัล หลังจากคุยกันจนเข้าใจว่าเขาเป็นใครแล้ว จามัลซึ่งว่างก็ถามว่าเขายังจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นได้หรือไม่ แวนด้าบอกว่า “ได้แน่นอน” จามัลจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของแวนด้า ซึ่งได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเขาทุกปีนับแต่นั้นมา คำเชิญที่ส่งผิดกลับกลายเป็นพระพรประจำปี

ความเมตตาของแวนด้าที่ได้เชิญคนแปลกหน้าให้มาร่วมรับประทานอาหารทำให้ฉันคิดถึงคำหนุนใจของพระเยซูในพระกิตติคุณลูกา ในระหว่างเสวยพระกระยาหารที่บ้านของฟาริสี “คนสำคัญ” (ลก.14:1) พระเยซูทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญนั้นแย่งกันนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ (ข้อ 7) พระองค์จึงบอกคนที่เชิญพระองค์ว่า การเชิญคนโดยคำนึงถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถตอบแทนให้ได้ (ข้อ 12) หมายความว่าพระพรจะอยู่ในวงจำกัด แทนที่จะทำอย่างนั้น พระเยซูทรงบอกเขาว่าการเชิญคนที่ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนได้จะนำมาซึ่งพระพรที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 14)

สำหรับแวนด้า การเชิญจามัลมาร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของเธอในวันขอบคุณพระเจ้าส่งผลเป็นพระพรที่ไม่คาดคิด เนื่องด้วยมิตรภาพอันยาวนานซึ่งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่แก่แวนด้าหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต เมื่อเราเอื้อมมือออกไปหาผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเราจะได้รับอะไรตอบแทน แต่เพราะความรักของพระเจ้าไหลล้นผ่านเรา เราก็จะได้รับพระพรและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก

ดาวที่ส่องแสง

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของผู้อื่น ผมเคยเดินทางไปเมืองที่มีอบายมุขหลายแห่ง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปอีก

แต่อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นเมื่อได้คุยกับคนขับแท็กซี่ในตอนเช้าวันต่อมา “ผมขอพระเจ้าทุกวันให้ส่งคนที่พระองค์อยากให้ผมช่วยมา” เขาเล่า “คนติดการพนัน โสเภณี คนจากครอบครัวที่แตกสลายเล่าปัญหาของพวกเขาให้ผมฟังทั้งน้ำตา ผมหยุดรถ ผมฟัง ผมอธิษฐานเผื่อพวกเขา นี่คือพันธกิจของผม”

หลังจากอธิบายเรื่องที่พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่ล้มลงในบาปของเรา (ฟป.2:5-8) อัครทูตเปาโลก็ได้ท้าทายผู้ที่เชื่อในพระเยซู ในขณะที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 13) และยึดมั่นใน “พระวาทะแห่งชีวิต” คือ
พระกิตติคุณ (ข้อ 16) เราจะเป็น “บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส” ผู้ “ปรากฏ...ดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ข้อ 15) ให้เราเป็นเหมือนคนขับแท็กซี่คนนั้นที่นำแสงแห่งพระเยซูเข้าไปในความมืด

นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ ดอว์สันกล่าวไว้ว่า ผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลก เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนั้น “ประกอบไปด้วยความล้ำลึกแห่งโลกฝ่ายวิญญาณ” ให้เราทูลขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยเราให้สามารถมีชีวิตที่สัตย์ซื่อในฐานะคนของพระเยซู ผู้ส่องแสงของพระองค์ไปในที่ที่มืดมิดที่สุดในโลก

ประเสริฐสำหรับพระเจ้า

เมื่อตอนเป็นเด็ก หมิงพบว่าพ่อของเขาเข้มงวดและห่างเหิน แม้ตอนที่หมิงป่วยและต้องไปหาหมอ พ่อก็บ่นว่าลำบาก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเสียงทะเลาะกันและได้รู้ว่าพ่อเคยต้องการให้แม่ทำแท้งเขา ความรู้สึกของการเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการติดตามเขาไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อหมิงได้มาเชื่อในพระเยซู เขาพบว่ามันยากที่เขาจะเชื่อมโยงกับพระเจ้าในฐานะพ่อ แม้เขาจะรู้จักพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตเขาก็ตาม

ถ้าเราเป็นเหมือนหมิงที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อฝ่ายโลกของเราเลย เราอาจสงสัยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย เราอาจสงสัยว่า ฉันเป็นภาระของพระองค์หรือเปล่า พระองค์ทรงห่วงใยฉันไหม แต่ในขณะที่พ่อฝ่ายโลกของเราอาจเงียบเฉยและห่างเหิน พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราจะเสด็จมาใกล้เราและตรัสว่า “เรารักเจ้า” (อสย.43:4)

ในอิสยาห์ 43 พระเจ้าตรัสในฐานะพระบิดาและองค์พระผู้สร้างเรา หากคุณสงสัยว่าพระองค์อยากจะให้คุณอยู่ในการทรงดูแลในฐานะสมาชิกครอบครัวของพระองค์หรือไม่ จงฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “จงนำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่ไกล และเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) หากคุณสงสัยว่าคุณมีค่าอย่างไรสำหรับพระองค์ จงฟังคำรับรองของพระองค์ว่า “เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4)

พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายมากจนได้ส่งพระเยซูมาเพื่อรับโทษบาป เพื่อที่เราผู้วางใจในพระองค์จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ยน.3:16) จากสิ่งที่พระองค์ตรัสและกระทำเพื่อเรา เราจึงมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าพระองค์ต้องการเราและทรงรักเรา

ผลตอบแทนล้ำค่า

ตลอดเวลาสามปีในช่วงเปิดเทอม ทุกวันคอลลีนจะสวมใส่เครื่องแต่งกายหรือหน้ากากแบบต่างๆเพื่อรอรับเด็กๆที่ลงมาจากรถโรงเรียนในตอนบ่าย ทุกคนบนรถโรงเรียนรู้สึกมีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถที่บอกว่า “เธอทำให้เด็กๆบนรถของผมมีความสุข มันดีมาก ผมชอบนะ” ลูกของคอลลีนก็เห็นด้วย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคอลลีนเริ่มรับอุปการะเด็ก เธอรู้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะต้องแยกจากพ่อแม่และต้องไปโรงเรียนใหม่ เธอจึงเริ่มสวมเครื่องแต่งกายพิเศษเพื่อรอรับพวกเขากลับบ้าน หลังจากสามวันผ่านไปเด็กๆไม่ยอมให้เธอหยุด คอลลีนจึงทำเช่นนั้นต่อไป เธอต้องลงทุนเวลาและเงินที่ร้านขายของมือสอง แต่นักข่าวเมเรดิธ เทอร์ฮาร์ได้บรรยายว่า มันนำมาซึ่ง “ผลลัพธ์ที่ล้ำค่า ซึ่งก็คือความสุข”

ข้อพระธรรมสั้นๆข้อหนึ่งในหนังสือแห่งปัญญาและคำสอนที่ชาญฉลาดซึ่งส่วนมากเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนถึงพระโอรสของพระองค์ ได้สรุปผลลัพธ์ของการเล่นมุขตลกของแม่คนนี้ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” (สภษ.17:22) เธอทำให้เด็กๆทุกคน (ไม่ว่าจะเป็นลูก ลูกบุญธรรม และเด็กในอุปการะ) มีความสุข เพราะเธอหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดจิตใจที่ชอกช้ำหมดมานะ

แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนคือพระเจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ลก.10:21; กท.5:22) พระวิญญาณจะทำให้เราสามารถส่องแสงของพระเจ้าในเวลาที่เราพยายามทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันเป็นความสุขที่นำมาซึ่งความหวังและกำลังสำหรับเผชิญการทดลอง

รวบรวมกำลังในพระเจ้า

เกรนเจอร์ แมคคอยเป็นศิลปินผู้ศึกษาและแกะสลักนกที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความอ่อนแอ และพลังของพวกมันออกมา ผลงานชิ้นหนึ่งของเขามีชื่อว่า การฟื้นกำลัง เป็นงานแกะสลักปีกขวาของนกเป็ดน้ำหางแหลมที่กางเหยียดออกในแนวตั้ง ใต้รูปแกะสลักนั้นมีแผ่นป้ายอธิบายถึงจังหวะรวบรวมกำลังของนกว่าเป็น “ท่าทางที่ทำให้นกอ่อนแอที่สุดในระหว่างการบิน แต่ก็เป็นจังหวะที่มันรวบรวมกำลังเพื่อจะบินไปข้างหน้า” เกรนเจอร์สรุปด้วยข้อพระธรรมที่ว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)

อัครทูตเปาโลเขียนข้อความเหล่านี้ถึงคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ในระหว่างฤดูกาลแห่งการทนทุกข์ที่ถาโถมใส่ท่าน เปาโลวิงวอนพระเจ้าให้กำจัดสิ่งที่ท่านเรียกว่า “หนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ความทุกข์ทนของท่านอาจจะเป็นความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายหรือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ท่านร้องทูลพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าให้เอาความทุกข์ทรมานของท่านออกไป เหมือนกับตอนที่พระเยซูทรงอยู่ในสวนคืนก่อนการถูกตรึงที่ไม้กางเขน (ลก.22:39-44) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตอบโดยการรับรองกับท่านว่าพระองค์จะประทานกำลังที่ท่านจำเป็นต้องมี เปาโลเรียนรู้ว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (2 คร.12:10)

โอ หนามเหล่านั้นที่เราพบเจอในชีวิต! เช่นเดียวกับนกที่รวบรวมกำลังเพื่อบินไปข้างหน้าฉันใด เราจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อรับมือกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ฉันนั้น ในพระกำลังของพระองค์นั้นเราจึงได้พบกำลังของเรา

เผชิญหน้าด้วยความรัก

เขาเป็นเลิศในหลายๆอย่าง แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนต่างมองเห็น แต่เพราะเขามีศักยภาพอย่างมากและสามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จเกือบทั้งหมด ความโมโหร้ายของเขาจึงไม่ได้ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เคยมีใครเผชิญหน้ากับเขาเพื่อตักเตือนอย่างจริงจัง น่าเศร้าที่สิ่งนี้ส่งผลให้มีผู้คนมากมายถูกทำร้ายตลอดเวลาหลายปี และในท้ายที่สุดมันทำให้อาชีพการงานที่ควรจะไปได้อีกไกลของพี่น้องในพระคริสต์คนนี้มาถึงจุดจบก่อนเวลาอันควร ถ้าเพียงแต่ผมเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรักเสียตั้งนานแล้ว

ในปฐมกาลบทที่ 4 พระเจ้าประทานภาพที่สมบูรณ์แบบของการเผชิญหน้ากับใครสักคนเรื่องความบาปของเขาด้วยความรัก คาอินรู้สึกขุ่นเคือง เขาเป็นชาวไร่ชาวนาและได้นำ “พืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่เขานำมา เครื่องถวายของเขาถูกปฏิเสธและเขา “โกรธแค้นนักหน้าบูดบึ้งอยู่” (ข้อ 5) พระเจ้าจึงตรัสถามเขาว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” (ข้อ 6) พระองค์จึงทรงบอกคาอินให้กลับใจจากบาปและแสวงหาสิ่งที่ดีและถูกต้อง น่าเสียดายที่คาอินเพิกเฉยต่อคำตรัสของพระเจ้าและลงมือทำสิ่งที่เลวร้าย (ข้อ 8)

เราไม่สามารถบังคับใครให้หันจากพฤติกรรมบาปได้ แต่เราพูดกับเขาด้วยความเมตตาได้ เราสามารถ “ยึดความจริงด้วยความรัก” เพื่อเราทั้งสองฝ่ายจะได้ “จำเริญขึ้นสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์” (อฟ.4:15) และเมื่อพระเจ้าประทานให้เรามีหูเพื่อที่จะฟัง เราจึงสามารถรับฟังความจริงที่เจ็บปวดจากผู้อื่นได้เช่นกัน

การผจญภัย

“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม่ได้รู้จักความสุขและความตื่นเต้นอันเหลือเชื่อที่มาพร้อมกับการติดตามพระเยซู ซึ่งเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ฉันเล่าให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซูและการค้นพบชีวิตที่แท้จริงในพระองค์

คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะอธิบายถึงการผจญภัยไปในการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ในเอเฟซัสบทที่ 1 อัครทูตเปาโลได้ทำให้เราเห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งแต่ทรงพลังของการมีชีวิตกับพระเยซู พระเจ้าประทานพระพรฝ่ายวิญญาณจากสวรรคสถานแก่เรา (ข้อ 3) ให้บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 4) ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักให้เป็นบุตรในราชวงศ์ของพระเจ้า (ข้อ 5) พระเจ้าทรงอวยพระพรเราด้วยของประทานอย่างเหลือล้นแห่งพระกรุณาและการอภัยโทษบาป (ข้อ 7-8) ให้มีความรู้ถึงความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ (ข้อ 9) และมีเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตคือ “เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” (ข้อ 12) พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาอยู่ในเราเพื่อประทานฤทธิ์อำนาจและทรงนำเรา (ข้อ 13) และเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 14)

เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา เราค้นพบว่าการได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและการติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงแสวงหาพระองค์ในวันนี้และทุกๆวันเพื่อจะมีชีวิตที่แท้จริง

เล่าถึงความดีของพระเจ้า

ในการนมัสการของคริสตจักรเรานั้นจะมีช่วงเวลาสำหรับให้สมาชิกได้เล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงทำอะไรในชีวิตของพวกเขาบ้าง เป็นที่รู้กันดีว่าป้าแลงฟอร์ดมีเรื่องขอบพระคุณพระเจ้ามากมายในคำพยานของเธอ เมื่อใดก็ตามที่ป้าเล่าถึงการที่เธอกลับใจมาเชื่อพระเจ้า เรารู้ว่าจะกินเวลาการนมัสการไปค่อนข้างมาก คำสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างงดงามนั้นพรั่งพรูออกมาจากใจ

ในทำนองเดียวกันคำพยานของผู้เขียนสดุดีบทที่ 66 ก็อัดแน่นไปด้วยการสรรเสริญ เมื่อท่านเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อประชากรของพระองค์ว่า “จงมาดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ พระราชกิจของพระองค์น่าครั่นคร้ามท่ามกลางมนุษย์” (ข้อ 5) พระราชกิจของพระองค์ได้แก่ การช่วยกู้อย่างมหัศจรรย์ (ข้อ 6) การปกปักษ์รักษา (ข้อ 9) การทดลองและการฝึกที่ส่งผลให้ประชากรของพระองค์ถูกพาไปยังที่ที่ดีกว่า (ข้อ 10-12)

แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าที่เหมือนกับของผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆ แต่ก็มีบางสิ่งที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงในการเดินทางของเราแต่ละคน เคยมีช่วงเวลาใดในชีวิตที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองให้คุณรู้จักอย่างเฉพาะเจาะจงไหม ช่วงเวลาเหล่านั้นสมควรถูกเล่าให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้ยินว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อย่างไรในชีวิตของคุณ “บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง” (ข้อ 16)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา