พึ่งพิงในพระเจ้า
ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด หน้าผา และสะพาน เราก็พบว่าตัวเองกำลังโอดครวญเพราะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากผ่านมาได้ด่านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้วก็เอนตัวพิง “ป้อม” เพื่อพักหายใจ ในทันใดนั้นมันก็เอนตามน้ำหนักของเธอ ทำให้เธอร่วงลงน้ำไป
ป้อมในสมัยพระคัมภีร์เป็นฐานที่มั่นเพื่อป้องกันและหลบภัย ต่างจากป้อมที่บอบบางในสวนน้ำ ผู้วินิจฉัย 9:50-51 บรรยายถึงการที่ประชาชนเมืองเธเบศหนีเข้าไปอยู่ใน “หอรบแห่งหนึ่ง” เพื่อซ่อนตัวจากอาบีเมเลคที่มาโจมตีเมืองของพวกเขา ในสุภาษิต 18:10 ผู้เขียนใช้ภาพของป้อมเข้มแข็งเพื่อบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์
แต่บางครั้งแทนที่จะพึ่งพิงในป้อมเข้มแข็งของพระเจ้าเมื่อเราเหนื่อยล้าหรือถูกโจมตี เรากลับแสวงหาสิ่งอื่นมาเป็นที่ป้องกันภัยและแหล่งสนับสนุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือความสะดวกสบายทางกาย เราก็ไม่ต่างจากเศรษฐีที่มองหาความเข้มแข็งในทรัพย์สินของตน (ข้อ 11) เช่นที่ป้อมเป่าลมไม่สามารถรับน้ำหนักเพื่อนของฉัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจให้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆได้ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นและทรงควบคุมในทุกสถานการณ์นั้น ได้ประทานการปลอบโยนและความปลอดภัยที่แท้จริงแก่เรา
มีพระเจ้าก็เกินพอ
เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)
นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ...พระเยซู
ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว
พระเจ้าจะไม่ลืมคุณ
ตอนยังเป็นเด็กฉันชอบสะสมแสตมป์ เมื่ออากง (ปู่หรือตาในภาษาจีน) ทราบถึงงานอดิเรกของฉัน ท่านก็เริ่มเก็บแสตมป์จากจดหมายในที่ทำงานของท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไปเยี่ยมพวกท่าน อากงจะมอบซองจดหมายที่
เต็มไปด้วยแสตมป์สวยงามหลากหลายแบบให้ฉัน ท่านบอกฉันครั้งหนึ่งว่า “ถึงอากงจะยุ่งตลอดเวลา แต่อากงจะไม่ลืมหนู”
อากงไม่ได้แสดงความรักอย่างโจ่งแจ้ง แต่ฉันสัมผัสถึงความรักของท่านได้อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่ออิสราเอลด้วยวิธีการอันล้ำลึกอย่างหาที่สุดมิได้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราก็จะไม่ลืมเจ้า” (อสย.49:15) ประชากรของพระองค์คร่ำครวญที่ต้องทนทุกข์ในบาบิโลนเนื่องจากการกราบไหว้รูปเคารพและการไม่เชื่อฟังในอดีต “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว” (ข้อ 14) แต่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้อภัยและฟื้นฟูพวกเขา (ข้อ 8-13)
“เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา” พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล ดังที่พระองค์ตรัสกับเราในวันนี้เช่นกัน (ข้อ 16) ขณะที่ฉันใคร่ครวญถึงคำยืนยันของพระองค์นั้น มันย้ำเตือนฉันอย่างลึกซึ้งถึงพระหัตถ์ที่มีรอยตะปูของพระเยซู ซึ่งได้เหยียดออกด้วยความรักเพื่อเราและเพื่อช่วยเราให้รอด (ยน.20:24-27) เช่นเดียวกับแสตมป์และคำพูดอันอ่อนโยนของอากง พระเจ้าก็ได้ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งการให้อภัยเพื่อเป็นเครื่องหมายนิรันดร์แห่งความรักของพระองค์ ให้เราขอบพระคุณสำหรับความรักที่ไม่วันเปลี่ยนแปลงของพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันลืมเรา
จงเป็นคริสตจักร
ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เดฟและคาร์ล่าใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาคริสตจักรที่จะไปร่วมนมัสการ การต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขซึ่งมีข้อจำกัดมากมายในการพบปะผู้คนยิ่งทำให้ยากเข้าไปอีก พวกเขาปรารถนาที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระกายของพระเยซู “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการหาคริสตจักร” คาร์ล่าอีเมลถึงฉัน ฉันเองก็ตระหนักถึงความปราถนาของตนที่อยากกลับไปเจอครอบครัวคริสตจักรอีกครั้ง “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการเป็นคริสตจักร” ฉันตอบ ในฤดูกาลนั้นคริสตจักรของเรา “หมุนไปรอบๆ” โดยการแจกอาหารให้กับเพื่อนบ้าน จัดนมัสการออนไลน์ และโทรหาสมาชิกทุกคนเพื่อให้การช่วยเหลือและอธิษฐานเผื่อ ฉันกับสามีก็มีส่วนร่วมแต่เรายังคงตั้งคำถามว่ามีอะไรอีกบ้างที่พอจะทำได้เพื่อจะ “เป็นคริสตจักร” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ของเรา
ในฮีบรู 10:25 ผู้เขียนเตือนผู้อ่านว่า อย่าขาด “การประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” บางทีอาจเป็นเพราะการข่มเหง (ข้อ 32-34) หรืออาจเป็นผลจากความรู้สึกท้อถอย (12:3) ผู้เชื่อในยุคแรกที่ประสบความยากลำบากจึงต้องการการสะกิดเตือนเพื่อจะยังคงความเป็นคริสตจักรไว้ได้ต่อไป
และในวันนี้ ฉันก็ต้องการการสะกิดเตือนเช่นกัน แล้วคุณล่ะต้องการไหมเมื่อสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนวิถีของเราในการมีส่วนร่วมกับคริสตจักร เราจะยังเป็นคริสตจักรต่อหรือไม่ ขอให้เราหนุนใจกันอย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างกันขึ้นในขณะที่พระเจ้าทรงนำเรา แบ่งปันสิ่งที่เรามี ส่งข้อความหนุนใจ รวมตัวกันถ้าทำได้ อธิษฐานเผื่อกัน ให้เรามาเป็นคริสตจักรร่วมกัน
อคติกับความรักของพระเจ้า
“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เราอยู่ในกลุ่มอภิปรายในชั้นเรียนเดียวกัน และผมสังเกตว่าเขาดูห่างเหิน เมื่อถามว่าผมได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่ เขาตอบว่า “เปล่าเลย...อันที่จริงคือปู่ของผมถูกฆ่าในสงคราม ผมจึงเกลียดประเทศและคนของคุณเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”
อคตินั้นมีมานานพอๆกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ สองพันปีที่แล้วเมื่อนาธานาเอลได้ยินเรื่องของพระเยซูที่ทรงประทับอยู่ที่นาซาเร็ธเป็นครั้งแรก อคติของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เขาถาม (ยน.1:46) นาธานาเอลอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนพระเยซู เขาอาจคิดว่าพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าน่าจะมาจากที่อื่น แม้แต่ชาวกาลิลีคนอื่นๆก็ดูถูกนาซาเร็ธเพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดา
แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การตอบสนองของนาธานาเอลไม่ได้ทำให้พระเยซูหยุดรักเขา และเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเป็นสาวกของพระเยซู “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า!” นาธานาเอลประกาศในเวลาต่อมา (ข้อ 49) ไม่มีอคติใดจะต้านทานความรักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้
การให้เหมือนพระคริสต์
ตอนที่ โอ.เฮนรี่นักเขียนชาวอเมริกันเขียนหนังสือ “ของขวัญจากโหราจารย์” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคริสต์มาสที่เขารักในปีค.ศ. 1905 นั้น เขากำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นจากปัญหาส่วนตัว กระนั้นเขากลับเขียนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเน้นถึงคุณลักษณะอันงดงามเหมือนพระคริสต์ นั่นคือการเสียสละ ในเรื่องภรรยาผู้ยากไร้ขายผมยาวสลวยของเธอในวันคริสต์มาสอีฟเพื่อซื้อสายนาฬิกาพกทองคำให้สามี แต่เธอกลับรู้ภายหลังว่าสามีขายนาฬิกาพกของเขาเพื่อซื้อชุดหวีสำหรับผมอันงดงามของเธอ
ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขามอบให้กันคืออะไรน่ะหรือ ก็คือการเสียสละ การกระทำของทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่
ในทำนองเดียวกันนี้ เรื่องราวที่เขาเขียนจึงได้นำเสนอของขวัญแห่งความรักของโหราจารย์ (นักปราชญ์)ที่ถวายแด่พระกุมารเยซูภายหลังการประสูติอันศักดิ์สิทธิ์ (ดู มธ.2:1,11) แต่ที่ยิ่งไปกว่าของขวัญเหล่านั้นคือ วันหนึ่งพระกุมารเยซูจะเติบโตขึ้นและประทานชีวิตของพระองค์แก่คนทั้งโลก
ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้เชื่อในพระคริสต์สามารถสำแดงถึงของประทานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้โดยการเสียสละเวลา ทรัพย์สมบัติ และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่จะถ่ายทอดความรักของเราไปสู่ผู้อื่น ดังที่อัครทูตเปาโลเขียนไว้ “พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) ไม่มีของขวัญใดจะดีไปกว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยความรักของพระเยซู
นักบุญนิค
บุคคลที่เรารู้จักกันในนามนักบุญนิโคลัส(นักบุญนิค)นี้เกิดราวปีค.ศ. 270 ในครอบครัวชาวกรีกที่ร่ำรวย น่าเศร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงไปอาศัยอยู่กับลุงที่รักและสอนให้เขาติดตามพระเจ้า เมื่อนิโคลัสยังหนุ่มมีเรื่องเล่าขานกันว่า เขาได้ยินเรื่องของสามสาวพี่น้องที่ไม่มีสินสอดสำหรับแต่งงานและใกล้จะสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยต้องการทำตามคำสอนของพระเยซูเรื่องการให้แก่ผู้ที่ขัดสน เขาจึงมอบถุงใส่เหรียญทองจากมรดกของตนให้กับพี่น้องทั้งสามคนละถุง หลายปีต่อมานิโคลัสใช้เงินที่เหลือเลี้ยงคนยากจนและดูแลผู้อื่น ในศตวรรษต่อมานิโคลัสได้รับการยกย่องเพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเขา และเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครที่เรารู้จักกันในชื่อซานตาคลอส
ในขณะที่การโฆษณาและความมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเทศกาลนี้อาจทำลายการเฉลิมฉลองของเรา แต่ประเพณีในการให้ของขวัญนั้นสืบเนื่องมาจากนิโคลัสและความเอื้อเฟื้อของเขามีพื้นฐานมาจากการอุทิศชีวิตเพื่อพระเยซู นิโคลัสรู้ว่าพระคริสต์ทรงสำแดงพระกรุณาที่เกินจะจินตนาการได้ โดยเป็นผู้มอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดคือ พระเจ้า พระเยซูเป็น “พระเจ้า [ผู้]ทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) และพระองค์ได้ประทานของขวัญแห่งชีวิตแก่เรา ในโลกแห่งความตายพระองค์ทรง “ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21)
เมื่อเราเชื่อพระเยซู การเสียสละด้วยใจกว้างขวางก็สำแดงออกมา เราจึงใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นและยินดีจัดหาสิ่งเหล่านั้นให้พวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา นี่คือเรื่องราวของนักบุญนิค แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็คือเรื่องราวของพระเจ้า
พระสัญญาที่อบอุ่นใจของพระเจ้า
หลายปีก่อนครอบครัวของเราไปเยือนโฟว์คอร์เนอร์ สถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่สี่รัฐมาบรรจบกันในจุดเดียว สามีของฉันยืนอยู่ในพื้นที่ของรัฐแอริโซน่า เอ.เจ.ลูกชายคนโตของเรากระโดดไปยืนบนรัฐยูทาห์ ฮาเวียร์ลูกชายคนเล็กจับมือฉันขณะที่เราก้าวไปยืนที่รัฐโคโลราโด เมื่อฉันขยับเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก ฮาเวียร์พูดว่า “แม่ครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ทิ้งผมไว้ที่โคโลราโด!” พวกเราอยู่ด้วยกันแต่อยู่กันคนละที่ในขณะที่เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นในทั้งสี่รัฐนั้น ตอนนี้พวกลูกชายต่างเติบโตและจากบ้านกันไปแล้ว ฉันยิ่งซาบซึ้งในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด
หลังจากที่โมเสสสิ้นชีวิต พระเจ้าทรงเรียกโยชูวาให้เป็นผู้นำและรับรองว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยขณะที่ทรงขยายเขตแดนของชนชาติอิสราเอล (ยชว.1:1-4) พระเจ้าตรัสว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5) ทรงรู้ว่าโยชูวาจะต้องต่อสู้กับความสงสัยและความกลัวในฐานะผู้นำคนใหม่ของประชากรของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงวางรากฐานแห่งความหวังไว้บนพระดำรัสเหล่านี้ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 9)
ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำเราหรือคนที่เรารักไปที่ใด แม้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระสัญญาที่อบอุ่นใจที่สุดของพระองค์ให้ความมั่นใจกับเราว่าพระองค์จะทรงอยู่ด้วยเสมอ
เงามืดและแสงสว่างของพระเจ้า
เมื่อเอเลนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอและชัคสามีต่างรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่เธอจะได้ไปอยู่กับพระเยซู ทั้งคู่ยึดมั่นพระสัญญาในสดุดี 23 ที่ว่า พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ด้วยในขณะที่พวกเขาเดินไปตามหุบเขาที่ลึกและยากลำบากที่สุดในช่วงห้าสิบสี่ปีที่อยู่ด้วยกัน พวกเขายึดความหวังในความจริงที่ว่าเอเลนพร้อมแล้วที่จะได้พบกับพระเยซู เพราะเธอได้เชื่อวางใจในพระองค์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
ในพิธีไว้อาลัยของภรรยา ชัคแบ่งปันว่าเขายังคงเดิน “ไปตามหุบเขาเงามัจจุราช” (สดด.23:4) ชีวิตในสวรรค์ของภรรยาเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ “เงามัจจุราช” ยังคงอยู่กับเขาและกับคนอื่นๆที่รักเอเลนอย่างยิ่ง
ขณะที่เราเดินไปตามหุบเขาแห่งเงามืดทั้งหลายนั้น เราจะหาแหล่งแห่งแสงสว่างได้จากที่ใด อัครทูตยอห์นประกาศว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยน.1:5) และในยอห์น 8:12 พระเยซูประกาศว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (สดด.89:15) พระเจ้าของเราทรงสัญญาว่าจะสถิตกับเราและเป็นแหล่งแห่งแสงสว่างให้กับเรา แม้ขณะที่เราเดินทางผ่านเงาที่มืดมิดที่สุด