แม่น้ำที่ต้องข้าม
เมื่อคริส แมคแคนด์เลสออกเดินทางพเนจรและเข้าไปในผืนป่าอันกว้างใหญ่ของอลาสก้า เขาคิดว่าจะกลับออกมา แต่เขาข้ามแม่น้ำเทกลานิก้าไปในเดือนเมษายน ก่อนที่น้ำแข็งจะละลายในฤดูร้อนจนกลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกรากที่ไม่อาจข้ามได้ หลายเดือนต่อมาแมคแคนด์เลสก็ไม่สามารถกลับออกมาได้ การเสียชีวิตอันน่าสลดใจของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือและภาพยนตร์
คนอิสราเอลในยุคโบราณต้องเผชิญกับการข้ามแม่น้ำครั้งสำคัญเพื่อจะได้เข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา แต่แม่น้ำ “จอร์แดนขึ้นท่วมฝั่ง” (ยชว.3:15) อันเป็นความท้าทายที่จะทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “วันนี้เราจะเริ่มยกย่องเจ้าให้เป็นใหญ่ ในสายตาของบรรดาอิสราเอล เพื่อเขาจะทราบว่า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วอย่างไร เราจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้น” (ข้อ 7)
โยชูวากล่าวกับประชาชนว่า “หีบพันธสัญญาของพระเป็นเจ้าแห่งสากลพิภพจะข้ามไปข้างหน้าท่าน ลงไปในแม่น้ำจอร์แดน” (ข้อ 11) เมื่อปุโรหิตผู้หามหีบก้าวลงไปในแม่น้ำจอร์แดน และ “น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ข้อ 15-16) ประชาชนทั้งปวงก้าวข้ามไปบนดินก้นแม่น้ำที่แห้ง (ข้อ 17)
บางครั้งเราต้องพบเจอกับ “การข้ามแม่น้ำ” คือสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ซึ่งสามารถเสริมสร้างความเชื่อของเราได้ หากเราหันไปหาผู้ที่สร้างทางข้ามนั้น การข้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการข้ามจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นการข้ามใด พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับโมเสส โยชูวา และชนชาติอิสราเอลจะทรงเตรียมทางไว้เพื่อเราเช่นกัน
ก้าวไปพร้อมกัน
ลิลเลียน โคลอนผู้เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ได้เอาชนะนักเต้นสี่ร้อยคนจนคว้าตำแหน่งซึ่งเป็นที่หมายปองในทีมนักเต้นชื่อดังระดับโลก เธอแสดงร่วมกับทีมด้วยท่าเต้นที่สอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจนกระทั่งอายุสี่สิบกว่า ปัจจุบันในวัยเจ็ดสิบปีเธอสอนการเต้นและได้ถ่ายทอดบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากความสามารถทางศิลปะขั้นสูงให้แก่บรรดานักเรียน นั่นคือการทำงานร่วมกัน “ทั้งในและนอกเวที ชีวิตของพวกเราสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง” เธอกล่าว “และเราทุกคนจะดีขึ้นเมื่อเราสนับสนุนและดูแลซึ่งกันและกัน”
อัครทูตเปาโลรู้ถึงความสำคัญของหลักการนี้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสต์ชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำยกย่องสรรเสริญนั้น คือเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เปาโลสอนบทเรียนนี้แก่ผู้เชื่อในกรุงโรม ทั้งชาวยิวและคนต่างชาติ เพื่อเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่านเขียนไว้ว่า “ขอพระเจ้าแห่งความเพียรและความชูใจ ทรงโปรดช่วยให้ท่านมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามอย่างพระเยซูคริสต์” (รม.15:5) “เพื่อท่านทั้งหลายจะได้พร้อมใจกันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 6)
การขัดแย้งกันจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ การร่วมใจกันสรรเสริญพระเจ้าโดยไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดถูกด้อยค่า จะทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์บรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริง เปาโลบันทึกไว้ว่า “เหตุฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า” (ข้อ 7) เมื่อเราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำเช่นนี้ พระองค์จะทรงดลบันดาลให้เรามีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเราก้าวไปด้วยกันและถวายพระเกียรติแด่พระองค์
ร่วมกับพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือ
เมื่อกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครองรัฐบาลอัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็วในปี 2021 และผู้คนหลายหมื่นคนติดอยู่โดยไม่มีทางหนี หลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ประชาชนทั่วไปเริ่มปฏิบัติการบางอย่างทันที รวมถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปิดตัวแคมเปญบนอินสตาแกรมเพื่อระดมทุน 7 ล้านดอลลาร์ในการจ่ายค่าเครื่องบินเช่าเหมาลำสำหรับการอพยพ “ในสถานการณ์นี้ เราได้ขจัดความขัดแย้งทางการเมืองออกไป” เขากล่าวกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง “และได้มารวมตัวกันจากทุกสาขาอาชีพเพื่อรวมพลังและช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้” พวกเขาเลือกที่จะเข้าร่วมการต่อสู้
ไม่ใช่แค่ในอัฟกานิสถานเท่านั้น ตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงหมู่บ้านต่างๆทั่วโลก ผู้คนมากมายอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าประทับใจที่ได้เห็นว่าพระเจ้าทรงมุ่งความสนพระทัยไปยังสถานที่ที่มีความทุกข์ยากและความสิ้นหวังเหล่านี้ ในท้ายที่สุดพระองค์จะทรง “ช่วยกู้คนขัดสนเมื่อเราร้องทูล คนยากจน และคนที่ไร้ผู้อุปถัมภ์” (72:12) ในเวลาและโดยวิธีของพระองค์ และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือหนึ่งในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือนั้นคือผ่านทางเรา สดุดีบทที่ 72 กล่าวถึงทั้งพระราชกิจของกษัตริย์ซาโลมอนและพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแต่พระองค์ทรงเรียกให้เราเคลื่อนไปพร้อมกับพระองค์
เมื่อเราเผชิญกับความอยุติธรรมหรือความทุกข์ทรมาน เราสามารถร่วมมือกับพระองค์เพื่อก้าวเข้าไปท่ามกลางความพังพินาศนั้น เราสามารถติดตามพระเจ้าและไปยังสถานที่ซึ่งไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือได้
หายไปแต่ได้พบแล้ว
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ฉันไปเที่ยวแถบป่าอเมซอนในประเทศเอกวาดอร์กับพ่อ เราได้นั่งเรือเร็วไปเที่ยวที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อชมทัศนียภาพและเรียนรู้เกี่ยวกับชนเผ่าท้องถิ่น พ่อผู้เป็นที่รักของฉันซื้อเครื่องประดับทำมือให้ฉันรวมถึงต่างหูคู่หนึ่ง ฉันใส่ต่างหูคู่นี้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น รวมถึงตอนที่ฉันไปเยี่ยมน้องสาวในวันเกิดของฉันด้วย พอกลับจากเดินทางฉันตกใจมากเมื่อพบว่าต่างหูข้างหนึ่งหายไป ฉันค้นหาไปทั่ว
ถึงมันจะเป็นแค่ต่างหู แต่ฉันคงต้องเดินทางไกลกลับไปถึงป่าอเมซอนจึงจะหาต่างหูมาแทนได้ ที่น่าอัศจรรย์คือเมื่อน้องสาวของฉันกลับไปที่ร้านอาหารที่เราฉลองวันเกิดของฉัน เธอเจอต่างหูข้างที่หายไปที่จุดบริการของหาย ฉันดีใจเป็นที่สุด
พระเยซูทรงเล่าคำอุปมาเรื่องหญิงคนหนึ่งที่ทำเหรียญเงินหาย เธอไม่ยอมอยู่เฉยเมื่อเหรียญที่มีค่าของเธอหายไป พระเยซูทรงถามว่า เธอ “จะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือนค้นหาให้ละเอียดจนกว่าจะพบหรือ” (ลก.15:8) และเมื่อเธอพบเหรียญเงินของเธอแล้ว เธอก็เปรมปรีดิ์เป็นอย่างยิ่ง (ข้อ 9)
พระเยซูทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีค่าเพียงใดสำหรับพระเจ้า พระองค์ “ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วย” ผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด (19:10) แม้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยหลงหาย แต่เมื่อพระเยซูทรงตามหาเราพบแล้ว สวรรค์ก็ชื่นชมยินดี
เครื่องบูชาที่ถ่อมใจ
นักบินและลูกสาวสองคนออกเดินทางจากเมืองโซดอตน่า รัฐอลาสก้าเพื่อไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ แต่เครื่องบินลำเล็กของพวกเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย หลังจากนักบินท้องถิ่นหลายคนเริ่มค้นหาเครื่องบินที่สูญหาย เทอร์รี่โกเดสก็พบซากเครื่องบินที่เกือบจะจมในทะเลสาบที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว สมาชิกครอบครัวทั้งสามคนยืนอยู่บนปีกเครื่องบินเป็นเวลาหลายชั่วโมง น่ายินดีที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้ช่วยเหลือทั้งสามคนไว้ได้ในเวลาไม่นาน โกเดสยอมเสียสละเวลาและทรัพยากรของเขาเพื่อผู้อื่น ทำให้มีคนรอดชีวิต เขาพูดถึงความพยายามของตนอย่างถ่อมตัวว่า “ผมแค่พบเครื่องบินเป็นคนแรก”
กษัตริย์ดาวิดเสียสละมากมายเพื่อคนอิสราเอล รวมถึงการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือพวกเขาจากศัตรู (1 พศด.14:8-17) จากนั้นพระองค์ได้ยินผู้เผยพระวจนะนาธันกล่าวว่า บัลลังก์ของพระองค์จะได้รับการ “สถาปนา...ไว้เป็นนิตย์” ผ่านทางสายเลือดของพระองค์ โดยพระคริสต์เป็นผู้ที่ทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จ (17:14; ดู ลก.1:30-33) ดาวิดตอบด้วยความถ่อมใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า และพงศ์พันธุ์ของข้าพระองค์เป็นอะไรเล่าที่พระองค์ทรงนำข้าพระองค์มาไกลจนถึงแค่นี้” (1 พศด.17:16) ดาวิดทราบว่าชีวิตของตนได้รับการสถาปนาโดยพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระองค์ (ข้อ 19) และเหนือสิ่งอื่นใดพระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการช่วยกู้และการทรงไถ่เพื่อดาวิดและประชากรของพระองค์ (ข้อ 20-22)
พระเยซูทรง “ถ่อมพระองค์” เป็นเครื่องบูชาสูงสุดเพื่อเรา (ฟป.2:8) เมื่อพระองค์ทรงช่วยเหลือเรา ขอให้เราอุทิศชีวิตของเราเพื่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจ
ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้พิพากษาท่านหนึ่งใช้แนวทางที่ไม่เหมือนใครเพื่อจัดการกับคดีลักขโมยในร้านค้า โดยการสั่งให้ผู้กระทำผิดล้างรถในลานจอดรถของร้านค้าในชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานบริการชุมชน เขาหวังว่าวิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งการลักขโมยในอนาคต และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำผิด เขาเน้นย้ำว่าการกระทำย่อมมีผลตามมาและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ
การตัดสินของผู้พิพากษานี้สะท้อนถึงคำสั่งในกันดารวิถี 5:6-7 ที่ว่า “[ผู้ใดที่ ]กระทำบาป...ให้ผู้นั้นสารภาพความผิดที่เขาได้กระทำ และให้เขาคืนสิ่งที่ผิดซึ่งเขาได้มานั้นเต็มตามเดิม” ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ เราได้เห็นว่าพระเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อการยอมรับผิด การสารภาพบาป และการแสวงหาการฟื้นฟู และยังเน้นย้ำความจริงอันลึกซึ้งที่ว่า การประพฤติผิดทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าผู้ทำผิดได้ “ฝ่าฝืนต่อพระเจ้า” (ข้อ 6) และทรยศต่อหลักการของชนชาติอิสราเอล
การล้างรถในที่สาธารณะทำหน้าที่เป็นเสมือนผลที่ตามมาซึ่งทำให้ถ่อมใจและส่งเสริมให้เกิดการคิดทบทวนและความรับผิดชอบ ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงเรียกอิสราเอลให้ยอมรับในบาปของตนด้วยความจริงใจ โดยสารภาพบาปและแสวงหาการอภัยโทษ อิสรภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับการกระทำของตนเอง จัดการแก้ไข และตอบรับพระคุณของพระเจ้า
วันนี้ ให้เราใช้เวลาสักครู่เพื่อใคร่ครวญถึงชีวิตที่เราดำเนินต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ เมื่อเราแสวงหาการคืนดีและการชดใช้ในกรณีที่จำเป็น (ดู มธ.5:23-24; ลก.19:8-10) พระเมตตาและการอภัยโทษของพระองค์จะฟื้นฟูเราให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์
ที่สุดปลายแผ่นดินโลก
คิริบาส ประเทศซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเพียงประเทศเดียวในโลกที่ตั้งอยู่ในเขตสี่ซีกโลก หมู่เกาะคิริบาสทั้ง 33 เกาะนี้ทอดตัวคร่อมทั้งเส้นศูนย์สูตรและเส้นเมริเดียนที่ 180 องศา และคิริบาสยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ห่างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย
เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงห่วงใยในสถานที่ห่างไกลเหล่านี้ ในขณะที่พระเยซูทรงเตรียมเหล่าสาวกสำหรับการเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระองค์ พระองค์บอกพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กจ. 1:8) “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” คือการทรงเรียกให้นำข่าวสารแห่งพระกิตติคุณไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดของโลก แต่การทรงเรียกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงที่ซึ่งพวกเขาอยู่ในขณะนั้น คือกรุงเยรูซาเล็ม และแคว้นยูเดียกับแคว้นสะมาเรียที่อยู่ใกล้เคียงด้วย
หลังจากที่พระเยซูทรงกล่าวคำอำลาแก่เหล่าสาวกแล้ว “พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา” (ข้อ 9) ทูตสวรรค์สององค์มาปรากฏและกล่าวว่า “พระเยซูองค์นี้...จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น” (ข้อ 11)
ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์เป็นข่าวที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน ความท้าทายของเราในฐานะทูตของพระองค์คือการแบ่งปันข่าวนั้น ด้วยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะได้เห็นว่าทุกคนทั้งใกล้และไกลล้วนมีโอกาสที่จะได้ยิน
กำลังเพื่อจะทนได้
มาร์กเป็นนักวิ่งมาราธอนและศิษยาภิบาลผู้ทุ่มเท เขารับใช้คริสตจักรสองแห่งในตลอดระยะเวลาสามสิบห้าปีและเพิ่งจะเกษียณอายุ ของขวัญชิ้นหนึ่งที่เขาได้รับคือรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ ผมเคยวิ่งกับมาร์กครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่ในตลอดชีวิตของมาร์ก เขาลงแข่งวิ่งระยะทาง 42.2 กิโลเมตรมาแล้วในหลายเมืองทั่วประเทศ ที่งานฉลองการเกษียณอายุของเขา ผู้คนจากชุมชนและคริสตจักรที่เขาเคยรับใช้ต่างแสดงความชื่นชมในความสัตย์ซื่อของเขา โดยฤทธิ์เดชและพระคุณของพระเจ้า มาร์กได้แข่งขันอย่างดีจนถึงที่สุด
ชีวิตนั้นเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนมากกว่าการวิ่งระยะสั้น บางครั้งเราเหนื่อยล้าและรู้สึกอยากจะยอมแพ้ แต่พระคุณและพระกำลังของพระเจ้าที่มีสำหรับผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์นั้นไม่มีวันสิ้นสุด ขณะที่อัครทูตเปาโลถูกคุมขังอยู่และใกล้จะถึงเส้นชัยของชีวิต (2 ทธ.4:6) ท่านให้กำลังใจทิโมธีบุตรฝ่ายวิญญาณของท่านว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (ข้อ 7) เส้นทางแห่งชีวิตนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ จุดใดบนการเดินทางแห่งชีวิต เราควรระลึกไว้เสมอว่าความอดทนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อนั้นสำคัญยิ่งและคุ้มค่า (ข้อ 8) พระเจ้าจะทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา (ข้อ 17) ดังนั้นโดยพระคุณของพระองค์ พระองค์ “จะทรงช่วย (เราทั้งหลาย) ให้รอดเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ของพระองค์” (ข้อ 18)
ต้นหลิวที่มีโพรง
เมื่อโทมาสกล่าวถึงเวลาอันทรงคุณค่าที่เขามีร่วมกับที่ปรึกษาอาวุโสผู้ซึ่งคอยรับฟังข้อกังวลของเขาอยู่เสมอ เขากล่าวว่า “ท่านเป็นเสมือนต้นหลิวที่มีลำต้นเป็นโพรงของผม” เมื่อฉันมองเขาด้วยสายตาที่งุงงง โทมาสอธิบายว่านี่เป็นสำนวนภาษาสโลวัก หมายถึงคนที่เก็บรักษาความลับของคุณเอาไว้ พูดง่ายๆ คือ คนๆนั้นเปรียบเสมือนต้นหลิวที่เก็บรักษาความลับเอาไว้อย่างปลอดภัยภายในลำต้น
การมีใครสักคนที่เราสามารถเล่าความลับเกี่ยวกับความกลัวและความปรารถนาในส่วนลึกให้ฟังได้ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่า ในตอนหนึ่งของพระธรรมสุภาษิตที่เน้นย้ำเรื่องพลังแห่งคำพูด บางทีกษัตริย์ซาโลมอนอาจพูดจากประสบการณ์ของพระองค์เอง ตอนที่พระองค์ยกย่องบุคคลที่มีความสุขุมรอบคอบหรือ “สงบปากสงบคำ”(สภษ.11:12 TNCV)ของตนได้ พระองค์ยังได้เปรียบเทียบบุคคลสองแบบไว้ว่า “บุคคลที่เที่ยวซุบซิบก็เผยความลับ แต่บุคคลที่ไว้วางใจได้ย่อมปิดบังสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ได้” (ข้อ 13) การเปรียบเทียบนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้เราระมัดระวังการเก็บรักษาบทสนทนาส่วนตัวให้ดี แม้ว่าเราไม่ควรจะนิ่งเงียบหากเป็นเรื่องความปลอดภัยของคนที่เราเป็นห่วงอย่างแท้จริง
ในโลกยุคดิจิตอลที่เราสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วนี้ อาจเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจ (และง่ายดาย)ที่จะเล่ารายละเอียดที่ตื่นเต้นมีสีสันเพื่อให้ผู้ฟังตอบสนอง แต่การนินทาไม่เพียงทำร้ายคนที่ไว้ใจคุณมากจนเล่าเรื่องต่างๆ ให้คุณฟังเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความสัมพันธ์เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจถูกทำลายลง เราทุกคนมุ่งมั่นที่จะเป็น “ต้นหลิวที่มีโพรง” คือเป็นคนที่ซื่อสัตย์และไว้วางใจให้รักษาความลับไว้ได้