เรียนรู้จากความผิดพลาด
ห้องสมุดแห่งความผิดพลาดได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินเหมือนในปีค.ศ. 1929 และ 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ห้องสมุดนี้มีหนังสือมากกว่าสองพันเล่มที่ช่วยให้ความรู้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง และยังทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบตามคำกล่าวของเหล่าผู้ดูแลของห้องสมุดที่ว่า “คนฉลาดมักทำเรื่องโง่ๆอยู่เสมอ” บรรดาผู้ดูแลเชื่อว่าวิธีการเดียวที่จะสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งได้คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เปาโลเตือนชาวเมืองโครินธ์ว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ต่อการทดลองและมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง คือการเรียนรู้ความผิดพลาดจากคนของพระเจ้าในอดีต ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ถือดีในสิทธิพิเศษฝ่ายวิญญาณของพวกเขา เปาโลจึงได้ใช้ความผิดพลาดของชนชาติอิสราเอลในอดีตเป็นตัวอย่างเพื่อเรียนรู้ ชนชาติอิสราเอลสาละวนอยู่กับการนับถือรูปเคารพ เลือกที่จะ “ล่วงประเวณี” บ่นเรื่องแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้า และกบฏต่อผู้นำที่พระเจ้าตั้งไว้ เพราะความบาปของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องพบกับการตีสอนของพระเจ้า (1 คร.10:7-10 THSV11) เปาโลยกเอา “ตัวอย่าง” ในประวัติศาสตร์เหล่านี้มาจากพระคัมภีร์เพื่อช่วยให้ผู้เชื่อในพระเยซูหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำกับชนชาติอิสราเอล (ข้อ 11)
ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราและของผู้อื่น เพื่อที่เราจะได้มีจิตใจที่เชื่อฟังพระองค์
รับใช้ผู้อื่นเพื่อพระเยซู
นักแสดงหญิงนิเชลล์ นิโคลส์ เป็นที่จดจำมากที่สุดในการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าในซีรีส์ดั้งเดิมของเรื่องสตาร์เทรค การได้รับบทนี้ถือเป็นความสำเร็จของตัวนิโคลส์เองที่ทำให้เธอเป็นหนึ่งในหญิงชาวอัฟริกันอเมริกันคนแรกๆในรายการทีวีสำคัญ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าคือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
จริงๆแล้วนิโคลส์ได้ลาออกจากสตาร์เทรคหลังจากซีซั่นแรก เพื่อจะกลับไปแสดงละครเวที แต่แล้วเธอก็ได้พบกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ผู้ขอร้องไม่ให้เธอลาออก เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวอัฟริกันอเมริกันได้ออกทีวีโดยรับบทเป็นคนเก่งที่ทำอะไรก็ได้แม้แต่ไปอวกาศ ด้วยการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าทำให้นิโคลส์ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงและเด็กๆผิวสีก็เป็นคนเก่งได้
สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่ยากอบและยอห์นขอพระเยซูถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดสองตำแหน่งในแผ่นดินของพระองค์ (มก.10:37) การได้ตำแหน่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จจริงๆ! พระเยซูไม่เพียงอธิบายความจริงที่แสนเจ็บปวดให้กับคำขอนี้ (ข้อ 38-40) แต่ยังทรงเรียกร้องให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายที่สูงกว่า โดยบอกว่า “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43) ผู้ติดตามของพระองค์จะไม่แสวงหาความสำเร็จสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่จะเป็นเหมือนพระองค์ คือใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อรับใช้ผู้อื่น (ข้อ 45)
นิเชลล์ นิโคลส์อยู่กับสตาร์เทรคเพื่อจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเตรียมทางให้กับคนอัฟริกันอเมริกัน ขอให้เราอย่าพึงพอใจเพียงแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ให้เราใช้ตำแหน่งที่เราได้รับไม่ว่าจะเป็นอะไรเพื่อรับใช้ผู้อื่นในพระนามของพระองค์
เพ่งมองที่พระเจ้า
ครั้งหนึ่งศิษยาภิบาลชาวสก๊อตในศตวรรษที่สิบเก้าชื่อ โธมัส ชาลเมอส์ ได้เล่าถึงตอนที่เขานั่งรถม้าไปในแถบที่ราบสูง ขณะที่รถไต่ไปตามเชิงผาแคบๆ ม้าตัวหนึ่งมีอาการตื่นกลัว และคนบังคับรถม้ากลัวว่าพวกเขาจะตกลงไปตาย จึงได้ตวัดแส้ซ้ำหลายๆครั้ง เมื่อพ้นจากอันตรายมาได้ ชาลเมอส์ถามคนบังคับรถม้าว่าทำไมเขาจึงหวดแส้อย่างรุนแรงเช่นนั้น “ผมต้องทำให้ม้าคิดถึงอย่างอื่น” เขากล่าว “ผมต้องให้พวกมันสนใจผม”
ในโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามและอันตรายรอบตัว เราทุกคนต้องการบางอย่างที่ดึงความสนใจของเรา อย่างไรก็ตาม เราต้องการมากกว่าแค่สิ่งที่เบี่ยงเบนความคิดเราโดยใช้เทคนิควิธีทางจิตวิทยา สิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามากที่สุดคือการตรึงความคิดของเราไว้กับความเป็นจริงที่ทรงพลังยิ่งกว่าความกลัวทั้งสิ้นที่เรามี ดังที่อิสยาห์กล่าวแก่ประชากรของพระเจ้าในยูดาห์ว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงคือการจดจ่อความคิดของเราที่พระเจ้า ท่านสัญญาว่า “พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) และเราสามารถ “วางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
ศานติภาพ คือของขวัญสำหรับทุกคนที่เพ่งมองที่พระเจ้า และสันติสุขของพระองค์ให้เรามากกว่าแค่วิธียับยั้งความคิดที่แย่ที่สุดของเรา สำหรับผู้ที่ยอมจำนนโดยมอบอนาคต ความหวัง และความวิตกกังวลของพวกเขาให้พระองค์ พระวิญญาณจะประทานให้เขาเหล่านั้นมีวิถีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
อดทนในพระเยซู
ตอนที่ฉันเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเมื่อหลายปีก่อน เรามีการนมัสการประจำทุกสัปดาห์ ในการนมัสการครั้งหนึ่งขณะที่นักศึกษากำลังร้องเพลง “องค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และทรงใหญ่ยิ่ง” ฉันเห็นอาจารย์ที่เรารักมากสามคนร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของพวกท่านเปล่งประกายความยินดี ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อที่พวกท่านมีต่อพระเจ้าเท่านั้น หลายปีต่อมา ขณะที่อาจารย์แต่ละท่านต้องเผชิญกับอาการป่วยระยะสุดท้าย ความเชื่อนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถอดทนได้และเป็นที่หนุนใจแก่ผู้อื่น
วันนี้ ความทรงจำถึงพวกอาจารย์ที่ร้องเพลงนั้นยังคงเป็นกำลังใจให้ฉันสู้ต่อไปเมื่อเกิดการทดลอง สำหรับฉันแล้ว เรื่องของอาจารย์นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เรื่องของพวกเขาเตือนเราถึงวิธีการทำตามสิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู 12: 2-3 บอก คือให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ “ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความริื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์” (ข้อ 2)
เมื่อเกิดการทดลอง ไม่ว่าจากการถูกข่มเหงหรือความทุกข์ยากในชีวิตซึ่งทำให้ยากที่จะไปต่อ เรามีตัวอย่างจากคนเหล่านั้นที่ยึดพระวจนะของพระเจ้าและวางใจในพระสัญญาของพระองค์ เราสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) ให้จดจำไว้ว่า พระเยซูและคนเหล่านั้นที่ล่วงหน้าไปก่อนเราสามารถอดทนได้ ผู้เขียนหนุนใจให้เรา “คิดถึงพระองค์...เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
อาจารย์ของฉันตอนนี้พวกท่านมีความสุขอยู่ในสวรรค์ และท่านน่าจะอยากบอกว่า “ชีวิตแห่งความเชื่อนั้นคุ้มค่าจริงๆ ขอจงสู้ต่อไป”
คนงานของพระเจ้า
ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นคนงานของพระองค์เถิด” ต่อมาภายหลังที่เขาออกจากค่ายไปแล้ว พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้น เขาได้งานอย่างไม่คาดฝันที่องค์กรบรรเทาทุกข์ ซึ่งเขาได้กลับมาที่ค่ายนั้นเพื่อรับใช้ผู้คนที่เขารู้จักและรัก เขาตั้งกลุ่มชมรมกีฬา ชั้นเรียนภาษา และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย “อะไรก็ได้ที่ให้ความหวังแก่ผู้คน” เขาเห็นโครงการต่างๆเหล่านี้เป็นหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่นและแบ่งปันความรักและพระปัญญาของพระเจ้า
เมื่อเรซ่าอ่านพระคัมภีร์ เขารู้สึกมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของโยเซฟในปฐมกาลทันที เขาสังเกตถึงการที่พระเจ้าทรงใช้โยเซฟให้ทำงานของพระองค์ต่อไปขณะที่ท่านอยู่ในคุก เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ พระองค์สำแดงความเมตตาและประทานความโปรดปรานให้ท่าน พัศดีได้ให้โยเซฟเป็นผู้ดูแลจนท่านเองไม่ต้องทำงานใดๆเลยเพราะพระเจ้าทรงประทาน “ความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” (ปฐก.39:23 TNCV)
พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกคุมขัง (ทั้งถูกขังจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบ) ความยากลำบาก การพลัดถิ่นฐาน ความปวดร้าวใจ หรือความโศกเศร้า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา เช่นเดียวกับที่ทรงช่วยให้เรซ่าได้รับใช้ผู้ที่อยู่ในค่ายนั้นและช่วยโยเซฟจัดการกับงานในคุก พระองค์ก็จะทรงอยู่ใกล้เราเสมอไป
คำของ่ายๆ
“อย่าลืมทำความสะอาดห้องด้านหน้าก่อนเข้านอนนะลูก” ฉันพูดกับลูกสาวคนเล็ก เธอตอบกลับมาทันทีว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ต้องทำล่ะคะ”
การต่อต้านเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นเสมอในบ้านเมื่อลูกๆยังเล็กอยู่ ฉันก็จะตอบสนองเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ไม่ต้องห่วงเรื่องพี่หรอก เพราะแม่ขอให้หนูทำ”
ในยอห์น 21 เราเห็นนิสัยแบบนี้ของมนุษย์ในท่ามกลางเหล่าสาวก พระเยซูเพิ่งจะนำเปโตรกลับคืนมา หลังจากที่ท่านปฏิเสธพระองค์ไปแล้วสามครั้ง (ดู ยน. 18:15-18, 25-27) ตอนนี้พระเยซูพูดกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด” (21:19) ซึ่งเป็นคำสั่งง่ายๆแต่เจ็บปวด แล้วพระเยซูอธิบายว่าเปโตรจะติดตามพระองค์ไปจนตัวเองต้องตาย (ข้อ 18-19)
เปโตรยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจคำพูดของพระเยซูก่อนที่ท่านจะถามไปถึงสาวกที่อยู่ด้านหลังว่า “พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร” (ข้อ 21) พระเยซูตอบว่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า” แล้วบอกว่า “เจ้าจงตามเรามาเถิด” (ข้อ 22)
บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราก็เป็นเหมือนเปโตร! เราสงสัยถึงเส้นทางความเชื่อของผู้อื่น และไม่ได้สนใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำอะไรในชีวิตของเรา ในช่วงบั้นปลายชีวิตเมื่อความตายที่พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าในยอห์น 21 ใกล้เข้ามา เปโตรอธิบายคำสั่งง่ายๆของพระคริสต์เพิ่มเติมว่า “โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลส ตัณหา อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ” (1ปต.1:14-15) แค่นี้น่าจะเพียงพอแล้วที่ทำให้เราแต่ละคน มุ่งความสนใจของเราไปที่พระเยซู ไม่ใช่ที่คนรอบข้างเรา
เสียงเรียกให้อธิษฐาน
อับราฮัม ลินคอล์นเปิดเผยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกผลักดันให้คุกเข่าลงอธิษฐาน เพราะผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว” ในช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงครามกลางเมืองในอเมริกา ประธานาธิบดีลินคอล์นไม่ได้เพียงแค่ใช้เวลาในการอธิษฐานอย่างร้อนรนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งประเทศมาร่วมกับท่านด้วย ในปีค.ศ. 1861 ท่านประกาศให้มี “วันแห่งความถ่อมใจ อธิษฐาน และอดอาหาร” และท่านก็ประกาศเช่นเดียวกันอีกในปีค.ศ. 1863 โดยกล่าวว่า “ทั้งประเทศชาติและประชาชนต่างก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันที่จะต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจสูงสุดของพระเจ้าในการลบล้างความผิด ด้วยการสารภาพความผิดบาปด้วยความเสียใจและถ่อมใจ โดยยังคงมั่นใจในความหวังว่าการกลับใจอย่างแท้จริงจะนำไปสู่พระเมตตาและการอภัย”
หลังจากที่คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปีกษัตริย์ไซรัสทรงมีประกาศว่าชนอิสราเอลคนใดก็ตามที่ต้องการกลับไปยังเยรูซาเล็มก็ให้กลับไปได้ เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นคนอิสราเอล (นหม.1:6) และเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของกษัตริย์แห่งบาบิโลน (ข้อ 11) ได้ยินว่าคนเหล่านั้นที่กลับไป “มีความลำบากและความอับอายมาก” (ข้อ 3) ท่าน “นั่งลงร้องไห้” และโศกเศร้า อดอาหารและอธิษฐานอยู่หลายวัน (ข้อ 4) ท่านปล้ำสู้อธิษฐานเพื่อชนชาติของท่านเอง (ข้อ 5-11) และต่อมา ท่านก็ขอให้คนของท่านอดอาหารและอธิษฐานด้วยเช่นกัน (9:1-37)
หลายศตวรรษต่อมาในยุคของจักรวรรดิโรมัน เปาโลร้องขอให้ผู้อ่านจดหมายของท่านอธิษฐานเพื่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงเช่นกัน (1ทธ.2:1-2) พระเจ้าของเรานั้นยังทรงสดับฟังคำอธิษฐานที่เราทูลในเรื่องต่างๆที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ
รักเกินกว่าจะนับได้
“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน และเขารู้สึกประทับใจมากจึงสนับสนุนให้เธอตีพิมพ์งานรวมบทกวีทั้งหมด แต่เนื่องจากภาษาของบทกวีสื่อถึงอารมณ์อันอ่อนไหว และเธอต้องการสงวนความเป็นส่วนตัวไว้แบร์เร็ตจึงได้จัดพิมพ์ให้ดูเหมือนว่าเป็นบทกวีที่แปลมาจากผู้เขียนชาวโปรตุเกส
บางครั้งเราอาจรู้สึกเคอะเขินเมื่อเราแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่ตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ปิดบังการแสดงความรักของพระเจ้า เยเรมีย์ได้บรรยายความรักที่พระเจ้ามีต่อคนของพระองค์ด้วยถ้อยคำอันอ่อนโยนว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม.31:3) แม้คนของพระองค์ได้หันหลังให้กับพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะนำพวกเขากลับมาสู่สภาพดีและนำพวกเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ โดยตรัสว่า “เราจะมาเพื่อให้อิสราเอลได้พักสงบ” (ข้อ 2 TNCV)
พระเยซูคือการสำแดงขั้นสูงสุดถึงความรักของพระเจ้าที่นำเรากลับมาสู่สภาพดี โดยทรงมอบสันติสุขและการหยุดพักให้แก่ผู้ที่หันมาหาพระองค์ จากรางหญ้าสู่ไม้กางเขนและสู่อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นตัวแทนความปรารถนาของพระเจ้าที่จะเรียกผู้คนในโลกที่ดื้อดึงให้มาหาพระองค์ ให้คุณอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นถึงความรักของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจน “เกินจะนับได้” รักนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และคุณจะไม่มีวันมาถึงจุดสิ้นสุดของรักนั้น
พระผู้ช่วยที่ช่วยอย่างเต็มใจ
ขณะขับรถในยามดึก นิโคลัสเห็นบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้ เขาจึงจอดรถตรงทางเข้าแล้วรีบเข้าไปในบ้านที่ไฟลุกท่วม และพาเด็กสี่คนออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นวัยรุ่นรู้ว่ายังมีเด็กอีกหนึ่งคนอยู่ข้างใน เธอจึงบอกนิโคลัส และเขาก็ไม่ลังเล ที่จะรีบกลับเข้าไปในกองเพลิงนั้น เมื่อติดอยู่บนชั้นสองกับเด็กหญิงอายุหกขวบ เขาจึงทุบหน้าต่างและกระโดดลงมายังที่ปลอดภัยโดยมีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทีมกู้ภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ นิโคลัสเลือกที่จะเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองด้วยการช่วยชีวิตเด็กๆทุกคน
นิโคลัสแสดงความกล้าหาญโดยเต็มใจจะเสียสละความปลอดภัยของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การแสดงความรักอันทรงพลังนี้สะท้อนถึงความรักที่เสียสละแบบเดียวกันที่สำแดงโดยองค์พระผู้ช่วยผู้เต็มใจมอบชีวิตของพระองค์เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและความตาย คือองค์พระเยซู “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) อัครสาวกเปาโลเน้นว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ในสภาพเนื้อหนังและทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ได้ทรงเลือกที่จะสละชีวิตของพระองค์และจ่ายราคาเพื่อบาปของเรา ซึ่งเป็นราคาที่เราไม่มีวันจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
เมื่อเราขอบพระคุณและวางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยที่ช่วยเราอย่างเต็มใจนั้น พระองค์ก็จะมอบกำลังให้เรารักผู้อื่นได้อย่างเสียสละทั้งโดยทางคำพูดและการกระทำของเรา