Category  |  ODB

วิกฤตชีวิตและความเชื่อที่หยั่งลึก

ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี

ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น

ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี

คาดหวังว่าพระเยซูจะกลับมา

พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประมาณ 11:35 น.” ในไม่ช้าพอลก็พบว่าช่างคนนั้นมีชื่อว่าเยซูจริงๆ

แต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าจะเสด็จมาในเวลาใด เมื่อพระองค์เสด็จมาในฐานะชายคนหนึ่งเมื่อสองพันปีที่แล้วและได้ทรงทนทุกข์จากโทษแห่งความบาปของเรา พระองค์ตรัสว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่รู้แน่ชัดถึง “วันนั้นหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จมา (มธ.24:36) จะมีอะไรแตกต่างจากเดิมในแต่ละวันของเราหรือไม่หากเรารู้เวลาที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังเสด็จกลับมายังโลกนี้ (ยน.14:1-3)

พระเยซูทรงเตือนให้เราเตรียมพร้อมเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ “เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44) พระองค์ทรงเตือนเราให้ “เฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (ข้อ 42)

ในวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ดังนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานผ่านตัวเรา ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ รับใช้พระเจ้าและฉวยทุกโอกาสที่มีเพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งความรักและความหวังของพระองค์ให้กับผู้อื่น

ผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าทรงสร้าง

แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ พวกเขาเข้าใจโครงสร้างของสมอง การทำงานของสมองบางส่วน และพื้นที่ในสมองที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม กระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และควบคุมอารมณ์ แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจว่าการตอบสนองทั้งหมดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมอง และความทรงจำอย่างไร ผลงานชิ้นเอกอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของพระเจ้าคือมนุษยชาตินั้นยังคงมีความเร้นลับอยู่

ดาวิดยอมรับในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบเพื่อยกย่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดเหนือกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ด้วยการที่ท่านถูก “ทอ...เข้าด้วยกันในครรภ์มารดา” (สดด.139:13) ท่านเขียนไว้ว่า “พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์” (ข้อ 14 TNCV) ผู้คนในอดีตมองพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งในครรภ์มารดาว่าเป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (ดูปญจ.11:5) แม้ด้วยความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับความซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ดาวิดยังยำเกรงและอัศจรรย์ใจในพระดำริและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า (สดด.139:17-18)

ความซับซ้อนอันน่าประหลาดและอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา การตอบสนองของเราจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการสรรเสริญ ยำเกรง และอัศจรรย์ใจ!

หลุมฝังศพของเชบนา

ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุมฝังศพของเขา “ทอดสายตาอันเย็นชา ไปยังชีวิต ไปยังความตาย คนขี่ม้าเดินทางผ่านไป”

มีการคาดเดากันมากมายถึงความหมายของประโยคนี้ บางทีอาจเป็นการที่ผู้เขียนยอมรับความเป็นจริงของทั้งชีวิตและความตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเยตส์ก็ได้ตามที่ปรารถนาทั้งสถานที่ในการฝังร่างของตนและข้อความที่สลักบนป้ายหลุมฝังศพ แต่ความจริงที่เย็นชาคือชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปโดยไม่มีเรา ผู้คนไม่สนใจในการจากไปของเรา

ในช่วงเวลาอันเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของยูดาห์ เชบนา “ผู้ดูแลราชสำนัก” ได้ทำอุโมงค์ฝังศพของตนเพื่อจะรักษามรดกของเขาไว้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่นี่ และเจ้ามีใครอยู่ที่นี่ เจ้าจึงสกัดอุโมงค์ที่นี่เพื่อตัวเจ้าเอง สกัดอุโมงค์ในที่สูง และสลักที่อยู่สำหรับตนเองในศิลา” (อสย.22:16) ผู้เผยพระวจนะบอกเขาว่า “[พระเจ้าจะทรง]ม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้าง เจ้าจะตายที่นั่น” (ข้อ 18)

เชบนาเข้าใจผิดไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ที่ซึ่งเราถูกฝังแต่คือผู้ที่เรารับใช้ คนเหล่านั้นที่รับใช้พระเยซูมีความมั่นใจอย่างเหลือล้นว่า “คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” (วว.14:13) เรารับใช้พระเจ้าผู้ห่วงใยเสมอต่อ “การจากไป” ของเรา พระองค์ทรงรอคอยการมาของเราและยินดีต้อนรับเรากลับบ้าน!

ทุกนาทีมีค่า

เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพของตนให้เพื่อนผู้โดยสารคนหนึ่งและประกาศข่าวประเสริฐให้กับทุกคนที่ยอมฟัง ขณะที่เรือจมลงและผู้คนนับร้อยรอคอยโอกาสอันน้อยนิดที่จะมีคนมาช่วย ฮาร์เปอร์ได้ว่ายน้ำจากคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่งและบอกว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31)

ในระหว่างการประชุมสำหรับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่เมืองออนทาริโอ ประเทศแคนาดา มีชายคนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้กลับใจคนสุดท้ายของจอห์น ฮาร์เปอร์” เขาปฏิเสธคำเชิญครั้งแรกของฮาร์เปอร์ และต้อนรับพระคริสต์เมื่อนักเทศน์ผู้นี้ได้ถามเขาอีกครั้ง เขามองดูขณะที่ฮาร์เปอร์ทุ่มเทช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในการพูดเรื่องพระเยซูก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและจมลงใต้พื้นน้ำอันเย็นยะเยือก

ในคำกำชับถึงทิโมธีนั้น เปาโลได้หนุนใจเขาคล้ายๆกันนี้ถึงความเร่งด่วนและการอุทิศตนในการประกาศโดยไม่เห็นแก่ตนเอง เปาโลยืนยันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน ท่านกำชับให้ทิโมธีประกาศพระวจนะด้วยความอดทนและอย่างถูกต้องแม่นยำ (2 ทธ.4:1-2) ท่านเตือนนักประกาศหนุ่มผู้นี้ให้หนักแน่นมั่นคงอยู่เสมอ แม้บางคนจะปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 3-5)

วันเวลาของเรามีจำกัด ดังนั้นทุกนาทีจึงมีค่า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาทรงเตรียมที่ในสวรรค์ไว้ให้เราแล้วในขณะที่เราประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”

การให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่

ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงการนี้้กับแม็กกี้หลานสาววัยสิบเอ็ดขวบของเรา เราก็ได้รับจดหมายที่ส่งไปรษณีย์มาจากเธอ จดหมายนั้นมีเงินอยู่ 3.45 ดอลล่าร์พร้อมกับข้อความว่า “เงินทั้งหมดที่หนูมีตอนนี้สำหรับเด็กในยูเครน แล้วหนูจะส่งมาให้อีกนะคะ”

ซูไม่ได้บอกให้แม็กกี้ช่วย แต่อาจเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำ และแม็กกี้ซึ่งรักพระเยซูและแสวงหาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้ตอบสนองการทรงนำนั้น

เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากเมื่อคิดว่าของขวัญเล็กน้อยนี้มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นภาพสะท้อนถึงคำสอนเรื่องการให้ของเปาโลใน 2 โครินธ์ 9 ประการแรก ท่านได้แนะนำว่าเราควรหว่าน “มาก” (ข้อ 6) แน่นอนว่าของขวัญแบบแม็กกี้ที่ให้ “ทั้งหมดที่มี” นั่นเป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้ออย่างมาก เปาโลเขียนอีกว่าของขวัญของเราควรให้ด้วยใจยินดีตามที่พระเจ้าทรงนำและตามที่เราให้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา “ฝืนใจ” (ข้อ 7) และท่านยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ของที่ให้แก่คนยากจน” (ข้อ 9) ด้วยการอ้างอิงถึงสดุดี 112:9

เมื่อโอกาสในการให้มาอยู่ตรงหน้า ขอให้เราทูลถามพระเจ้าว่าจะทรงให้เราตอบสนองอย่างไร เมื่อเราให้ด้วยใจกว้างขวางและด้วยใจยินดีกับผู้ที่ขัดสนตามที่พระองค์ทรงนำ เราก็ได้ให้ในแบบที่จะทำให้ “เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า” (2 คร.9:11) ซึ่งเป็นการให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่

รูปเคารพ

บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว

เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว

ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)

การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์

ความสุขใจในการให้

เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม่ได้แล้วแต่สภาพยังดีเพื่อเอาไปบริจาคให้กับพันธกิจแห่งหนึ่ง การให้ของเธอครั้งนี้กระตุ้นให้เพื่อนๆ สมาชิกในครอบครัวและแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีรองเท้ามากกว่าสองร้อยคู่ที่พวกเขาบริจาคไป!

แม้เรื่องของรองเท้าเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่ออวยพรผู้อื่น แต่เครี่กลับรู้สึกว่าครอบครัวของเธอได้รับการอวยพรมากกว่า “ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้จิตวิญญาณเราชื่นชมยินดีและช่วยให้เราสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น”

เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญที่ผู้ติดตามพระเยซูควรจะให้ด้วยใจกว้างขวาง ในระหว่างที่เดินทางไปเยรูซาเล็ม อัครทูตเปาโลได้หยุดแวะที่เมืองเอเฟซัส ท่านรู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แวะเยี่ยมคนที่คริสตจักรซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ในการกล่าวอำลากับเหล่าผู้ปกครองของคริสตจักร เปาโลเตือนพวกเขาว่าท่านเองได้ทำงานอย่างตั้งใจจริงที่จะปรนนิบัติพระเจ้า (กจ.20:17-20) และหนุนใจให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน จากนั้นท่านปิดท้ายด้วยคำตรัสของพระเยซูว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (ข้อ 35)

พระเยซูทรงต้องการให้เราให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ (ลก.6:38) เมื่อเราวางใจให้พระองค์ทรงนำ พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสให้เราได้ทำเช่นนั้น เราอาจประหลาดใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเครี่ว่าผลที่เราจะได้รับนั้นคือความสุขใจ

จงขอบพระคุณพระเจ้า

เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ้าน เธอปรุงไก่ในวันอาทิตย์และกินอาหารที่เหลือนั้นในวันจันทร์ จากนั้นพวกเขาก็ยังกินไก่อีกครั้งในวันอังคารซึ่งครั้งนั้นเป็นไก่อบ เธอเจอเนื้อปลาสองชิ้นในช่องแช่แข็ง แต่เธอรู้ว่าปลาไม่ใช่ของโปรดของสามี เธอไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้วที่จะทำเป็นอาหารเย็นได้ในเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องใช้ปลา

ขณะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เธอพูดในทำนองขอโทษสามีที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านว่า “ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ของโปรดของคุณ” สามีมองเธอและบอกว่า “ที่รัก แค่เรามีอาหารบนโต๊ะผมก็มีความสุขแล้ว”

ท่าทีนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงความสำคัญของการรู้สึกสำนึกและขอบพระคุณสำหรับการเลี้ยงดูในแต่ละวันจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม การขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันหรือก่อนมื้ออาหารเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู เมื่อพระองค์รับประทานอาหารกับสาวกสองคนหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระคริสต์ทรง “หยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา” (ลก.24:30) พระองค์ทรงขอบพระคุณพระบิดาเหมือนก่อนหน้านี้ที่ได้ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วย “ขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” (ยน.6:9) เมื่อเราขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันและสำหรับการทรงจัดเตรียมอื่นๆ ความสำนึกในพระคุณของเราสะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา