ความรักที่ติดตามไปไกล
“เราโบกมือจนพวกเขาลับสายตาไป นั่นเป็นวิธีที่บอกว่าเรารักพวกเขา” คำพูดของแม่ตอนที่ผมยังเป็นเด็กนี้ อธิบายถึงนิสัยของท่านกับพ่อเมื่อสมาชิกครอบครัวกลับมาเยี่ยมบ้านแล้วกลับไป พ่อกับแม่จะยืนข้างนอกและโบกมือให้คนที่จากไปจนกระทั่งพวกเขาลับสายตาไปไกล บางครั้งพวกท่านจะยืนตรงนั้นอยู่นาน แต่ก็ไม่เป็นไร เมื่อผมเองต้องจากบ้าน ผมจึงเข้าใจว่าทำไม
การเห็นพวกเขาโบกมือจากกระจกมองหลังทำให้ผมตื้นตันใจ และผมรู้สึกถึงความรักและความห่วงใย ผมยังคงบอกลาแขกที่มาเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยวิธีนี้เพื่อแสดงความรักต่อพวกเขา นี่เป็นนิสัยที่ผมหวังว่าลูกๆของผมจะสืบสานต่อไป
อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถแสดงความรักต่อครอบครัวของเราได้ คือการถ่ายทอดความรักของพระเจ้าตามพระคัมภีร์ เมื่อคนอิสราเอลเตรียมตัวข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าทรงสอนพวกเขาด้วยคำแนะนำแห่งชีวิตดังนี้ “จงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ [พระบัญญัติ] ไว้ในจิตในใจของท่านทั้งหลาย...จงสอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อทานนอนลงหรือลุกขึ้น” (ฉธบ.11:18-19)
ถ้อยคำเหล่านี้จะสำเร็จอย่างบริบูรณ์ในวันหนึ่งภายใต้ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเยซู ผู้ทรงสัญญาว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป” (มธ.28:20) เมื่อเราแบ่งปันความจริงและพระเมตตาของพระองค์ เราไว้วางใจได้ว่าความรักของพระองค์จะเอาชนะความห่างไกลทั้งปวงได้
การป้องกันที่ดี
ทีมบาสเกตบอลชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของหลานชายเราได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะทำแต้มในสนาม พวกเขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเกมรุก แต่หลังจากทำแต้มได้แต่ละครั้ง โค้ชก็กระตุ้นให้พวกเขารีบกลับลงสนามและเล่นเกมรับ ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ลังเลที่จะทำ ทุกคนอยากทำแต้ม แต่ดูเหมือนไม่มีใครกระตือรือร้นที่จะทุ่มเทความพยายามในการป้องกัน
โค้ชสอนพวกเขาว่ากุญแจสำคัญของเกม คือต้องคาดเดาการเคลื่อนไหวของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม การก้าวไปขวางเพื่อสกัดการส่งบอลหรือโยนบอลลงห่วงจะป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้ และช่วยให้ทีมชนะ
กลยุทธ์การป้องกันที่คาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรูนี้สามารถช่วยชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้เช่นกัน แล้วศัตรูนั้นคือใคร จดหมายฝากที่เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อในพระเยซูเตือนเราว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) ดังนั้นให้เรา “จงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี” ตามที่เปโตรได้กล่าวไว้ แท้จริงแล้วเราถูกเรียกให้ “ต่อสู้” กับศัตรูฝ่ายวิญญาณของเรา “ด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ” (ข้อ 9)
การดำเนินชีวิตที่ตื่นตัวในการป้องกันอยู่เสมอ จะนำเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูให้มีชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเกิดผลในงานที่เรามุ่งหมายจะทำเพื่ออาณาจักรของพระองค์ เมื่อนั้นหากเราเผชิญอุปสรรคฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าผู้ทรงพระคุณทั้งสิ้น “จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (ข้อ 10) พระองค์คือผู้ทรงสถาปนาเรา และผู้ทรงสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของเราไว้ในพระองค์
ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งไม่สามารถผลิตปากกาหมึกได้ตามข้อกำหนดที่ใช้ในสำนักงานรัฐบาลบางแห่งของสหรัฐฯในช่วงทศวรรษ 1960 สำนักงานบริการทั่วไปจึงได้ขอให้องค์กรอุตสาหกรรมแห่งชาติเพื่อคนตาบอด (NIB) ผลิตปากกาจำนวน 70 ล้านด้าม แม้ว่า NIB จะไม่เคยผลิตปากกามาก่อน พวกเขารับคำร้องขอและผลิตได้ตามข้อกำหนดทั้งหมด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เป็นต้นมา คนงานในโรงงานที่พิการทางสายตาได้ประกอบเครื่องเขียนที่บุคลากรทางทหารใช้กันอย่างแพร่หลาย ปากกาเหล่านี้สามารถหงายขึ้นเขียนในมุมสูงได้ ลากเส้นได้ยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรและทนต่ออุณหภูมิที่สุดขั้ว
ปฐมกาล 1:27 ย้ำเตือนเราว่ามนุษย์แต่ละคนถูกสร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า “พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” เราถูกสร้างขึ้นโดยสะท้อนถึงพระลักษณะและธรรมชาติของพระเจ้า การถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาหมายความว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตนเอง พระเจ้าตรัสว่าเรื่องราวของแต่ละคนเริ่มขึ้นจากการทรงสร้าง “ตามฉายาตามอย่างของ [พระองค์]” (ข้อ 26) ความจริงข้อนี้คือรากฐานในการเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เราก็เป็นเหมือนปากกาเหล่านั้นที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน! แม้เราอาจไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ แต่เราทุกคนต่างมีคุณค่าภายในและวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ขอให้เราภูมิใจในเรื่องราวของชีวิตเรา โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างทรงรักเราและทรงเรียกเราว่า “ดีนัก” (ข้อ 31)
ดำเนินตามวิถีของพระเจ้า
เคนคอยหลีกเลี่ยงคนงานอพยพในอาคารของเขา นิสัยและวิถีชีวิตของคนเหล่านั้นที่แตกต่างจากเขาอย่างมากทำให้เขารำคาญใจ อย่างไรก็ตามวันหนึ่ง ขณะที่เคนกำลังอธิษฐาน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า คนเหล่านั้นเป็นเพื่อนบ้านของเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่เจ้าไม่เคยแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จงคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าที่มีต่อพวกเขา
พระคัมภีร์บอกเราถึงตอนที่พระเจ้าทรงเผชิญหน้ากับชนอิสราเอลด้วยคำเตือนที่คล้ายกันนี้ว่า “จงพิจารณาดูว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร” (ฮกก.1:7) หลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ประชากรของพระองค์ได้กลับไปยังเยรูซาเล็มเพื่อรับหน้าที่สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ พระเจ้าทรง “รบเร้าจิตใจของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย” (อสร.1:1) ให้ประกาศสั่งการก่อสร้างและจัดหาเงินทองให้ (ข้อ 2-4) แต่หลังจากที่ประชาชนสร้างฐานรากเสร็จแล้ว การต่อต้านก็เพิ่มขึ้น (4:1-5) พวกเขาจึงปล่อยทิ้งโครงการนี้ไว้ถึงสิบสี่ปี
พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะฮักกัยว่า “จงพิจารณาดูว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร...นิเวศของเราพังทลายอยู่ ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน” (ฮกก.1:7, 9) พระเจ้าทรงกำลังบอกว่า “จงพิจารณาดูการดำเนินชีวิตของเจ้าว่าเป็นอย่างไร เจ้ากำลังทำตามที่เราปรารถนาให้เจ้าทำหรือไม่”
พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ (ข้อ 5-11) แต่เมื่อพวกเขากลับมาเริ่มก่อสร้างอีกครั้ง พระองค์ทรงหนุนใจพวกเขาว่า “เราอยู่กับเจ้า...อย่ากลัวเลย” (2:4-5) และพระวิหารก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่ถึงห้าปี
มีด้านใดของชีวิตที่เราต้อง “พิจารณาดู” หรือไม่ ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงและช่วยเราให้ปฏิบัติตามคำตักเตือนของพระองค์
การอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง
หลังจากความน่าสะพรึงกลัวของค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ เอลี วีเซลสูญเสียความเชื่อ “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์ทรงอยู่ที่ไหน” เขาถามเมื่อระลึกถึงความเลวร้ายที่เขาและคนอื่นๆต้องเผชิญ “ในวัยเด็ก ข้าพระองค์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากมนุษย์ แต่ข้าพระองค์คาดหวังทุกอย่างจากพระองค์”
แต่ต่อมาวีเซลก็ตระหนักได้ว่าความเชื่อของเขาไม่เคยหายไปไหน “เพราะผมเชื่อในพระเจ้า ผมจึงโกรธพระองค์” เขาบอกกับนักข่าว “และยังคงโกรธอยู่” คุณจะไม่โกรธคนที่คุณไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง
เราอาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะแสดงออกถึงความโกรธต่อพระเจ้า แต่บุคคลในพระคัมภีร์กลับทำเช่นนั้น “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์” ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์คร่ำครวญ (20:7) “พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ” ดาวิดบันทึกไว้ (สดด.13:1) “พระเจ้าทรงวางข้าไว้ในที่ที่ผิด” โยบกล่าว (19:6) โยบไม่รู้ว่าซาตานเกี่ยวข้องกับความโชคร้ายของท่าน จึงกล่าวหาว่าพระเจ้าโหดร้าย (10:3) และถึงกับเรียกพระองค์มาขึ้นศาล (31:35)! แม้ภายหลังโยบจะพบว่าความเข้าใจของท่านมีจำกัด (42:3) แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือ พระเจ้าไม่เคยตำหนิความรู้สึกของท่าน
แม้จะมีคำถาม แต่เอลี วีเซลก็ยังอธิษฐานว่า “ให้เราคืนดีกันเถิด การแยกจากพระองค์นานขนาดนี้มันสุดจะทน” เราเองก็อาจโกรธพระเจ้าที่ไม่ทรงให้ความทุกข์ทรมานในโลกของเราลดน้อยลง แต่การที่เราระบายความโกรธนั้นต่อพระเจ้าก็อาจกลายเป็นการอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะช่วยทำให้เราอยู่ใกล้พระเจ้า ผู้ทรงปรารถนาให้เรานำทั้งการสรรเสริญและความโกรธของเรามาหาพระองค์
ในสายพระเนตรของพระเจ้า
ทรีน่าได้รับบัตรฟรีสำหรับงานอีเวนท์ที่ขายบัตรหมดไปแล้ว และเธอสอดมันไว้ในพระคัมภีร์ ต่อมาลูกชายของเธอเห็นเธอค้นไปทั่วตู้เก็บอาหารอย่างลนลาน เมื่อเธออธิบายว่าเธอทำพระคัมภีร์หาย เขาจึงถามว่าทำไมเธอถึงค้นหาในตู้เก็บอาหาร “เพราะแม่หาที่อื่นทั่วแล้ว และงานจะเริ่มในอีกสามสิบนาที” เธอบอก “แม่ไม่อยากพลาดแม้แต่วินาทีเดียว” ลูกชายของเธอหัวเราะเบาๆ “หายใจเข้าลึกๆครับแม่” เขาพูด “ผมคิดว่าแม่กำลังเป็นโรคกลัวการตกเทรนด์หรือไม่ทันกระแสอยู่” เธอหัวเราะ ขณะที่ลูกชายช่วยแม่หาของ สามีของทรีน่าก็เดินเข้ามา “คุณลืมนี่ไว้ในรถ” เขาพูดพลางชูพระคัมภีร์ขึ้น
ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะชื่นชมยินดีเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่คาดคิด โอกาสดีๆ หรือโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่ความปรารถนาที่จะมีความสุขนี้ก็อาจกลายเป็นความกลัวที่จะพลาดโอกาสดีๆไปได้ง่ายๆ เราอาจถูกล่อลวงให้คิดว่าพระเจ้าเก็บบางอย่างไว้ไม่มอบให้เราหรือมองไม่เห็นเรา อย่างไรก็ตาม “ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (สดด.121:2) ทรงเป็นผู้จัดเตรียมและผู้อารักขาที่ระแวดระวังอยู่เสมอและไม่เคลิ้มไป (ข้อ 3-7) เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องทางอ้อม ความล่าช้า หรือแม้แต่การพลาดโอกาส พระเจ้าจะทรงดูแล “การเข้าออกของท่าน ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)
ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ฤดูกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ และในทุกช่วงเวลาที่แสนธรรมดาที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้สำหรับเรา เราอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ เราจะไม่พลาดสิ่งใดที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้เราได้พบเจอ
ยอมนิ่งคอยอย่างสงบ
ไม่ค่อยมีใครรู้จักแอดิเลด พอลลาร์ดมากนัก และนั่นคือประเด็นสำคัญ เธอเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่อ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ได้ต้องการให้ตนเองเป็นที่ยอมรับ เมื่ออายุสี่สิบปี เธอรู้สึกถึงการทรงเรียกอันแรงกล้าที่จะเป็นมิชชันนารีในแอฟริกา แต่ประตูนั้นกลับปิดลง ทำให้เธอท้อแท้เป็นอย่างยิ่ง กระนั้นแอดิเลดก็นึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ยรม.18:6) ต่อมาเธอได้เขียนเพลงนมัสการที่มีเนื้อร้องว่า “พระองค์เป็นช่างปั้น ข้าฯเป็นดินทราย”
พระธรรมเยเรมีย์ให้ภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในปัจจุบันอย่างมาก “และภาชนะซึ่งทำด้วยดินก็เสียอยู่ในมือของช่างหม้อ เขาจึงปั้นใหม่ให้เป็นภาชนะอีกลูกหนึ่งตามที่ช่างหม้อเห็นว่าควรทำ” (ข้อ 4) นี่คือภาพของการที่พระเจ้าทรงปั้นเราขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ที่ดีกว่าของพระองค์ ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราควรทำหรือเป็นสิ่งใด พระเจ้าอาจมีแผนการอื่นสำหรับชีวิตเรา “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)
ในที่สุด แอดิเลดก็ได้ ไปแอฟริกา แต่อาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าทรงปั้นแต่งชีวิตของเธอเพื่อให้ทำสิ่งอื่น เช่น การเขียนเพลงสรรเสริญ “แล้วแต่พระองค์เจ้า” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเรารู้สึก “ติดขัด” ในสิ่งที่เราต้องการทำ ให้เราคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังหล่อหลอมเราในช่วงเวลานั้น เราควรปล่อยให้พระเจ้าดำเนินตามน้ำพระทัยของพระองค์ โดยรอคอยและ “ยอมนิ่งคอยฟัง” พระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์
ความพยายามในการฟื้นฟู
ในเดือนเมษายนปี 2019 เกิดเพลิงไหม้ที่มหาวิหารนอทเทรอดามแห่งปารีส ซึ่งเป็นมหาวิหารจากยุคกลางอันเลื่องชื่อของเมือง ไฟได้ทำลายยอดแหลมและคานไม้โอ๊คที่ค้ำยันหลังคาตะกั่วเอาไว้ แผนการบูรณะมหาวิหารเกิดขึ้นแทบจะในทันที เงินบริจาคหลั่งไหลมาจากทั่วโลก และช่างฝีมือได้ดำเนินการบูรณะโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบเดิม รวมถึงใช้ไม้และหินชนิดเดียวกับที่ใช้ในโครงสร้างเดิม
เมื่อเนบูคัดเนสซาร์สั่งกองทัพให้เผาพระนิเวศของพระเจ้าในปี 586 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมกรุงเยรูซาเล็ม พระนิเวศถูกทำลายจนสิ้นซาก (2 พกษ.25:9) เมื่อประชาชนกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มหลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลนนานหลายทศวรรษ พวกเขา “ถวายตามใจสมัครเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อจะสร้างพระนิเวศขึ้นในที่เดิม” (อสร.2:68)
หลังจากสร้างแท่นบูชาขึ้นเป็นอันดับแรกแล้ว พวกเขา “จึงให้เงินแก่ช่างสกัดหิน และช่างไม้” และนำ “ไม้สนสีดาร์มาจากเลบานอนไปถึงทะเล” เพื่อวางเป็นรากฐานของพระวิหาร (3:7) แม้ว่าความพยายามในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ของพวกเขาจะถูกต่อต้านและถูกขัดขวาง แต่ในที่สุดภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วง และประชากรของพระเจ้าได้นมัสการในพระนิเวศของพระองค์อีกครั้ง (6:14-22)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราทั้งหลายคือพระวิหารของพระเจ้า (1 คร.3:16-17) พระเจ้าทรงใช้เราให้ฟื้นฟูเพื่อนผู้เชื่อได้เสมอ และให้เรา “ต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” ไม่ใช่ด้วยไม้หรือหิน แต่ด้วยถ้อยคำหนุนน้ำใจ การอธิษฐาน และของประทานฝ่ายวิญญาณ (1 ธส.5:11)
รับใช้เหมือนพระคริสต์
ตอนที่ผมไปเยี่ยมคนไข้คนหนึ่งในโรงพยาบาล ผมรู้สึกประทับใจกับการกระทำของแพทย์หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่กับทีมแพทย์คนอื่นๆที่ยังไม่มีประสบการณ์ แพทย์กลุ่มนั้นกำลังฟังแพทย์ผู้มากด้วยประสบการณ์อธิบายเกี่ยวกับสุขภาพของคนไข้ ทันใดนั้นคนไข้ก็ร้องบอกอย่างร้อนใจว่าเธอจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำและลุกขึ้นไม่ได้ อันที่จริงเธอรอให้ผู้ช่วยพยาบาลถูกเรียกเข้ามาในห้องไม่ไหว
ท่ามกลางความตื่นตระหนก แพทย์หนุ่มหยิบหม้อนอน (กระโถนสำหรับผู้ป่วย) มาจากชั้นและช่วยคนไข้ เมื่อผู้ช่วยพยาบาลมาถึง เธอตกใจมากที่เห็นว่ามีคนช่วยคนไข้แล้ว หัวหน้าแพทย์แสดงความชื่นชมในการช่วยเหลือของแพทย์หนุ่มผู้นี้
พระเยซูไม่ได้ยึดติดในความเป็นพระเจ้าของพระองค์และปฏิเสธที่จะช่วยเหลือมนุษย์ แม้ว่าพระองค์จะ “ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ” (ฟป.2:6) พระคริสต์ผู้ทรงสถานะของมนุษย์ได้ทรงมาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและสละพระองค์เองเพื่อเรา พระองค์ทรงเห็นว่าเราจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและได้รับความรอด จึงได้ทรงสละชีวิตของพระองค์ด้วยความถ่อมพระทัย (ข้อ 8) เปาโลเขียนไว้ว่า พระองค์ “ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส” (ข้อ 7)
เราได้รับการทรงเรียกให้เลียนแบบทัศนคติและการเสียสละของพระเยซูในความสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงช่วยเหลือเรา ให้เราถ่อมใจลงรับใช้ผู้อื่น ไม่ว่างานนั้นจะดูต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม