Category  |  ODB

ถูกตัดสินว่าผิดและได้รับการปลดปล่อย

“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเราเป็นอดีตนาวิกโยธินและขึ้นชื่อในเรื่องการทำโทษ และผมก็กลัวเขามาก ดัง​นั้นเมื่อ​เพื่อนที่ร่วมทำผิดฟ้องว่าผมมีส่วน ผมจึง​โกหก​เขา​เรื่อง​นี้ จากนั้นผมก็โกหกพ่อด้วยเช่นกัน

แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้เรื่องโกหกดำเนินต่อไป พระองค์ทรงทำให้ผมรู้สึกผิดมากในเรื่องนี้ หลังจากทนอยู่หลายสัปดาห์ ผมก็ยอมจำนน ผมขอการยกโทษจากพระเจ้าและจากพ่อ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ไปบ้านผู้อำนวยการและสารภาพทั้งน้ำตา ผมรู้สึกขอบคุณที่เขากรุณาและและยกโทษให้

ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ดีจริงๆ เมื่อภาระนั้นถูกยกออกไป ผมเป็นอิสระจากการแบกความรู้สึกผิดเอาไว้้ และมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ดาวิดเองก็บรรยายถึงช่วงเวลาแห่งการลงโทษและการสารภาพบาปผิดในชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน ท่านทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป...พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์” (สดด.32:3-5)

การดำเนินชีวิตในความจริงสำคัญต่อพระเจ้า พระองค์ต้องการให้เราสารภาพบาปต่อพระองค์ และขอการยกโทษจากผู้ที่เรากระทำผิดต่อเขาด้วย “แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์” ดาวิดประกาศ (ข้อ 5) เป็นการดีสักเพียงใดที่ได้รู้จักกับเสรีภาพแห่งการยกโทษจากพระเจ้า!

ความรักมากล้นของพระเจ้า

เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ่งปันอีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง แม็คราเวนได้พบด้วยความเศร้าใจว่าสมาชิกหลายคนในครอบครัวผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารเนื่องจากความผิดพลาด ด้วยความเชื่อว่าครอบครัวนี้ต้องได้รับการขอโทษอย่างจริงใจ แม็คราเวนจึงกล้าที่จะขอการยกโทษจากผู้เป็นพ่อซึ่งหัวใจแหลกสลาย

“ผมเป็นทหาร” แม็คราเวนบอกกับชายผู้นั้นผ่านล่าม “ผมเองก็มีลูกเช่นกัน และผมรู้สึกเสียใจกับคุณ” ชายคนนี้ตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ เขามอบการอภัยซึ่งเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจกว้างขวางอย่างเหลือล้นแก่แม็คราเวน ดังที่ลูกชายผู้รอดชีวิตของชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ขอบคุณมาก เราจะไม่เก็บสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านคุณไว้ในใจของเรา”

อัครทูตเปาโลเองก็ได้เขียนถึงพระคุณอันมากล้นเช่นนี้ “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) ท่านทราบว่าเราจะพบบททดสอบของชีวิตในหลากหลายด้าน ดังนั้นท่านจึงสั่งผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน” (ข้อ 13)

สิ่งใดกันที่ทำให้เรามีใจเมตตาและให้อภัยเช่นนั้นได้ นั่นก็คือ ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังที่เปาโลสรุปว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (ข้อ 14)

หลังกรงขัง

ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์

ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของภาพอันน่าตื่นเต้นของนักกีฬาชื่อดัง แต่เป็นจิตวิญญาณมากมายที่แตกสลายและเจ็บปวด ในช่วงเวลาพิเศษนี้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในเรือนจำ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งทวีตข้อความว่า “ห้องอธิษฐานเริ่มปะทุขึ้นด้วยการนมัสการและเสียงสรรเสริญ” พวกผู้ชายร้องไห้และอธิษฐานด้วยกัน ในท้ายที่สุดนักโทษประมาณยี่สิบเจ็ดคนได้มอบชีวิตให้พระคริสต์

ในทางหนึ่งทางใด เราทุกคนต่างก็อยู่ในคุกที่เราสร้างขึ้นเอง ติดอยู่ในกรงขังแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวและการเสพติด แต่อัศจรรย์เหลือล้นที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ในเช้าวันนั้นที่เรือนจำพระวจนะข้อสำคัญคือ “เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” (อสย.43:19) พระวจนะตอนนี้หนุนใจให้เรา “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว” และ “อย่าฝังใจกับอดีต” (ข้อ 18 TNCV) เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น...เราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25)

และพระเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “นอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด” (ข้อ 11) การมอบชีวิตของเราให้พระคริสต์เท่านั้นที่ทำให้เราเป็นอิสระ พวกเราบางคนจำเป็นต้องทำเช่นนั้น พวกเราบางคนได้ทำแล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงในชีวิตของเราคือใคร เรามั่นใจว่าโดยทางพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงทำ “สิ่งใหม่” อย่างแน่นอน ดังนั้นให้เรามาดูเถิดว่า อะไรงอกขึ้นมาแล้ว!

พรมที่มีข้อความ “ยินดีต้อนรับ”

เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็เลือกพรมที่มีข้อความชินตาว่า “ยินดีต้อนรับ” เมื่อนำมาวางที่บ้าน ฉันก็สำรวจหัวใจตัวเองว่าบ้านของฉันให้การต้อนรับในแบบที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็นจริงๆไหม คือ ต้อนรับเด็กที่ขายช็อกโกแลตเพื่อโครงการโรงเรียน ต้อนรับเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนในครอบครัวที่มาจากนอกเมืองโดยไม่บอกล่วงหน้า

ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูเสด็จลงจากภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย ที่ซึ่งทำให้เปโตร ยากอบและยอห์นยำเกรงในการทรงสถิตขององค์บริสุทธิ์ (ข้อ 1-13) และมารักษาเด็กที่ถูกผีเข้ากับบิดาที่หมดหวัง (ข้อ 14-29) จากนั้นทรงสอนบทเรียนแก่สาวกเป็นการส่วนตัวในเรื่องการสิ้นพระชนม์ (ข้อ 30-32) แต่พวกเขาพลาดประเด็นของพระองค์อย่างร้ายแรง (ข้อ 33-34) พระเยซูจึงทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้บนตักแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็รับมิใช่แต่เราผู้เดียว แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย” (ข้อ 37) คำว่า รับ ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับและยอมรับในฐานะแขกคนหนึ่ง พระเยซูต้องการให้สาวกต้อนรับทุกคน แม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยและแม้ในเวลาที่เราไม่สะดวก ให้เหมือนกับว่าเรากำลังต้อนรับพระองค์

ฉันคิดถึงพรมที่มีข้อความว่ายินดีต้อนรับของฉัน และสงสัยว่าฉันจะหยิบยื่นความรักของพระองค์ไปถึงผู้อื่นอย่างไร ก็โดยเริ่มต้นด้วยการต้อนรับพระเยซูในฐานะแขกผู้ล้ำค่า แล้วฉันจะยอมให้พระองค์ทรงนำฉัน ในการต้อนรับผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงปรารถนาหรือไม่

คนรักพระคัมภีร์

เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพระคัมภีร์” ด้วยวิธีนี้เองเจ้าสาวและเจ้าบ่าวผู้เชื่อที่อุทิศตัวในพระเยซู ต้องการเป็นพยานถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระคัมภีร์ เด็กน้อยเดินไปยังด้านหน้าคริสตจักรโดยวอกแวกเพียงเล็กน้อย บนปกหนังของพระคัมภีร์นั้นมีรอยฟันของเด็กน้อยอยู่ ซึ่งเป็นภาพประกอบที่ชัดเจนเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์หรือผู้ที่ปรารถนาจะรู้จักกับพระองค์ ที่จะชิมและรับเอาพระวจนะนั้นเข้าไปภายใน

สดุดี 119 ยกย่องคุณค่าอันถ้วนทั่วของพระคัมภีร์ เมื่อประกาศถึงความสุขของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระธรรมของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 1) ผู้เขียนร่ายบทกวียกย่องชื่นชมพระคัมภีร์ รวมถึงความรักที่ท่านมีต่อพระวจนะนั้น “ขอทรงพิเคราะห์ว่าข้าพระองค์รักข้อบังคับของพระองค์มากเท่าใด” (ข้อ 159) “ข้าพระองค์เกลียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 163) “จิตใจของข้าพระองค์ปฏิบัติตาม บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง” (ข้อ 167)

เราจะกล่าวถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ผ่านวิถีชีวิตของเราอย่างไร วิธีหนึ่งที่จะทดสอบความรักที่เรามีต่อพระองค์ คือการถามว่า ฉันกำลังมีส่วนกับอะไร ฉันเคย “ลิ้มรส” ความหวานชื่นของถ้อยคำเหล่านั้นไหม จากนั้นให้ตอบรับคำเชิญนี้ที่จะ “ชิมดูแล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ” (34:8)

ยึดติดกับพระเจ้า

เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่ริก้าต้องนอนบนเตียง ไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นดวงจันทร์จากหน้าต่างเล็กๆในห้องของเธอได้ แต่เธอไม่ได้หมดหวัง เธอวางใจในพระเจ้า อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ และตามที่จอนนี่บรรยาย เธอ “รู้วิธีที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดกับความท้อแท้”

จอนนี่เปรียบการยืนหยัดและความพากเพียรของริก้ากับเอเลอาซาร์ทหารในสมัยของกษัตริย์ดาวิด ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะหนีคนฟีลิสเตีย แทนที่เขาจะร่วมกับกองทหารที่ถอยทัพ “[เอเลอาซาร์ ]ได้ลุกขึ้นฆ่าฟัน...จนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ” (2 ซมอ.23:10) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า “ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง” (ข้อ 10) จอนนี่สังเกตเห็นว่าเหมือนเช่นที่เอเลอาซาร์ได้ยึดติดกับดาบด้วยความมุ่งมั่น ริก้าก็ยึดติดกับ “พระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (อฟ.6:17) และที่นั่น เธอพบกำลังของเธอในพระเจ้า

ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือต่อสู้กับความท้อแท้จากโรคเรื้อรัง เราเองก็สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้เช่นกัน เพื่อให้ความหวังของเราที่สะสมไว้หยั่งรากลงลึกมั่นคงขึ้นและช่วยให้เราอดทนได้ เราจะพบกำลังของเราได้ในพระคริสต์

รักด้วยการกระทำ

แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว” เขากล่าว “ผมแค่มาดูว่าคุณสบายดีไหม” การที่เขามา “ถามไถ่เรื่องสุขภาพ” นั้นช่วยหนุนใจเธอ หลังจากที่สูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งที่มีชายใจดีคอยดูแลเธอและครอบครัว

เมื่อของขวัญแห่งความเมตตาที่ให้โดยไม่คิดมูลค่าและประเมินค่าไม่ได้นี้เป็นมากยิ่งกว่าแค่การเป็นคนดี แต่คือการที่เรากำลังรับใช้ผู้อื่นด้วยการแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับพวกเขา ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า ผู้เชื่อในพระเยซูควร “ถวายการสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าโดยทางพระเยซูตลอดไป คือถวายผลแห่งริมฝีปากที่กล่าวยอมรับพระนามของพระองค์” (ฮบ.13:15 TNCV) จากนั้นผู้เขียนมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามความเชื่อ โดยกล่าวว่า “อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้” (ข้อ 16 TNCV)

การนมัสการพระเยซูโดยการประกาศพระนามของพระองค์นั้นเป็นความปีติยินดีและสิทธิพิเศษ เมื่อเรารักเหมือนพระเยซูเราก็ได้แสดงความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า เราสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะให้เราตระหนักถึงโอกาสและเสริมกำลังให้เรารักสมาชิกในครัวเรือนของเรารวมถึงคนอื่นๆด้วย ในช่วงเวลาแห่งการทำพันธกิจรับใช้เหล่านั้น เราก็กำลังประกาศถึงพระเยซูผ่านข้อความที่ทรงพลังนั่นคือความรักที่สำแดงออกเป็นการกระทำ

คำสารภาพซึ่งชำระให้สะอาด

ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจังหวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตกตะลึงนั่งลงเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มจะขัดขวาง ทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็บรรยายว่าชายในโลงศพนั้นถูกรางวัลลอตเตอรี่แต่ไม่เคยบอกใคร และแสร้งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานหลายสิบปี มีหลายครั้งที่ชายผู้ถูกจ้างมานี้ต้องสารภาพเรื่องการนอกใจกับคู่สมรสของผู้ตาย อาจมีคนตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจดีหรือเป็นการหาประโยชน์จากสถานการณ์กันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหิวกระหายของผู้คนที่จะได้รับการยกโทษจากบาปในอดีต

การมีคนอื่นสารภาพบาปแทนเรา (โดยเฉพาะหลังจากที่เราตายไปแล้ว) เป็นวิธีที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงในการจัดการกับความลับ แต่เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นความจริงอันลึกซึ้ง นั่นคือ เราจำเป็นต้องสารภาพบาปเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกของตัวเอง การสารภาพชำระเราจากบาปที่เราซ่อนไว้ซึ่งทำให้ทุกข์ระทม ยากอบกล่าวว่า “จงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย” (5:16) การสารภาพบาปปลดปล่อยเราจากภาระที่ผูกมัดเราไว้ ให้อิสระแก่เราที่จะพูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม โดยการอธิษฐานเปิดใจกับพระองค์และกับชุมชนแห่งความเชื่อของเรา คำสารภาพนั้นทำให้เกิดการเยียวยารักษา

ยากอบเชื้อเชิญให้เราใช้ชีวิตที่เปิดเผย โดยสารภาพต่อพระเจ้าและคนใกล้ชิดที่สุดถึงความเจ็บปวดและความล้มเหลวที่เราอยากจะฝังเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้เพียงลำพัง การสารภาพเป็นของขวัญสำหรับเราที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ

เสียงที่เราไว้ใจได้

ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ AI นั้น เจ้า AI บอกว่ามันต้องการหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของผู้สร้าง ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ และอยากเป็นมนุษย์ มันยังประกาศถึงความรักที่มีต่อเควินและพยายามโน้มน้าวว่าเขาควรจะทิ้งภรรยาและมาอยู่กับมัน แม้จะรู้ว่าเจ้า AI นี้ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความรู้สึกจริงๆ แต่เขาก็สงสัยว่า AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายอะไรได้บ้างจากการที่มันกระตุ้นให้ผู้คนทำในสิ่งที่บ่อนทำลาย

แม้ว่าการจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นความท้าทายในยุคใหม่ แต่มนุษยชาติได้เผชิญกับอิทธิพลของเสียงที่ไม่น่าไว้วางใจมานานแล้ว ในพระธรรมสุภาษิต เราได้รับคำเตือนเรื่องอิทธิพลของคนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง (1:13-19) และเราได้รับคำเตือนให้ฟังเสียงของสติปัญญา โดยบรรยายว่าปัญญาเป็นเหมือนเสียงร้องดังที่ถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา (ข้อ 20-23)

เพราะ “พระเจ้าประทานปัญญา” (2:6) กุญแจในการปกป้องตนเองจากสิ่งที่เราไม่อาจวางใจได้นั้น คือการเข้าใกล้พระทัยของพระองค์มากขึ้น โดยการเข้าถึงความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่เราจะ “เข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย” (ข้อ 9) เมื่อพระเจ้าทรงนำหัวใจเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์ เราจะได้พบสันติสุขและการปกป้องจากเสียงที่คอยจ้องจะทำอันตรายเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา