เมื่อการเชื่อคือการมองเห็น
“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเราก็กำลังวิ่งตามไปข้างๆโดยไม่ได้เห่า พวกมันกระโดดไปมาแบบนั้นอยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกวางหยุดและหันหน้ามามองเจ้าสุนัข พวกมันก็หยุดด้วย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ล่าและเหยื่อเลย ทั้งกวางและสุนัขกำลังเล่นด้วยกัน พวกมันสนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน!
สำหรับคาริและผมแล้ว การวิ่งเล่นตอนเช้าของพวกมันทำให้เราเห็นภาพอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องอาณาจักรของพระองค์ว่า “ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่” (อสย.65:17) และท่านกล่าวว่า “สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัว” (ข้อ 25) ไม่มีผู้ล่า ไม่มีเหยื่อ มีแต่มิตรสหาย
ดูเหมือนถ้อยคำของอิสยาห์จะแสดงให้เราเห็นว่าจะมีบรรดาสัตว์ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า และชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะ “สำหรับคนที่รักพระองค์” (1 คร.2:9) ช่างเป็นสถานที่อันงดงามจริงๆ! เมื่อเราวางใจในพระองค์ด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงเปิดดวงตาของเราสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก็คือความปลอดภัยและสันติสุขในการทรงสถิตของพระองค์ตลอดไป!
การห่วงใยอย่างฉลาด
ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพวกมันก็เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าวาฬจำนวนมากขนาดนี้ขึ้นมาเกยตื้นเพราะอะไร แต่อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ทางสังคมอันแน่นแฟ้นของพวกมัน เมื่อตัวหนึ่งเกิดปัญหา ตัวอื่นๆที่เหลือจะมาช่วย นี่คือสัญชาตญาณแห่งความห่วงใยที่กลับนำไปสู่อันตราย
พระคัมภีร์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เราช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ให้เรามีความเฉลียวฉลาดด้วยว่าจะช่วยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราช่วยฟื้นฟูใครคนหนึ่งที่ตกอยู่ในบาป เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ถูกดึงลงไปสู่บาปนั้นเสียเอง (กท.6:1) และในขณะที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน เราก็ต้องรักตนเองด้วย (มธ.22:39) สุภาษิต 22:3 กล่าวว่า “คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” นี่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีเมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกำลังจะทำให้เรามีอันตราย
เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนยากจนอย่างมากสองคนเข้ามาร่วมคริสตจักรของเรา ไม่นานพี่น้องสมาชิกที่ห่วงใยต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือพวกเขา ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธสามีภรรยาคู่นั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อผู้ที่ช่วยเหลือจะไม่ต้องเดือดร้อน พระเยซูองค์พระผู้ช่วยสูงสุดทรงใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน (มก.4:38) และพระองค์ทรงดูแลไม่ให้ความต้องการของคนอื่นๆมาแทนที่ จนความต้องการของสาวกถูกละเลย (6:31) การห่วงใยอย่างฉลาดคือการทำตามแบบอย่างของพระองค์ การดูแลสุขภาพของเราเองจะทำให้เราสามารถห่วงใยดูแลผู้อื่นได้ในระยะยาว
อะไรอยู่ในมือของเจ้า
ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงานเขียน ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันเขียนเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ตลอดเวลาหลายปีที่ฉันเดินไปในถิ่นทุรกันดารของชีวิตตัวเองนั้น ฉันได้รับกำลังใจจากเรื่องราวของโมเสสและไม้เท้าของท่านในอพยพบทที่ 4
โมเสสผู้เติบโตในวังของฟาโรห์และมีอนาคตที่สดใส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จักในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน โมเสสคงคิดว่าท่านไม่มีอะไรจะถวายให้พระเจ้า แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้ใครและสิ่งใดก็ได้เพื่อพระเกียรติของพระองค์
พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” พระองค์ตรัสว่า “โยนลงที่พื้นดินเถิด” (อพย.4:2-3) ไม้เท้าธรรมดาของโมเสสกลายเป็นงู เมื่อท่านจับงูไว้พระเจ้าก็ทรงให้กลายเป็นไม้เท้า (ข้อ 3-4) หมายสำคัญนี้ให้ไว้เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะ “ได้เชื่อว่า พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ทรงปรากฏแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 5) เหมือนเช่นโมเสสที่โยนไม้เท้าของท่านลงแล้วจับมันขึ้นมาใหม่ ฉันก็เลิกอาชีพนักข่าวเพื่อเป็นการเชื่อฟังพระเจ้า ต่อมาพระองค์ทรงนำให้ฉันหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง และบัดนี้ฉันเขียนเพื่อพระองค์
เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมายเพื่อพระเจ้าจะทรงใช้ได้ เราสามารถรับใช้พระองค์ด้วยพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานแก่เรา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน จงดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของคุณ
พระเจ้าแห่งความยุติธรรม
เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว และทำอาหารจากสิ่งที่พวกเขาปลูกในสวน องค์กรนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่าไม่มีใครควรขาดอาหาร และคนที่มีก็ควรดูแลคนที่ไม่มี ความห่วงใยที่ไรอันมีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าในเรื่องความยุติธรรมและความเมตตา
พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งในความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เราเผชิญ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความอยุติธรรมที่เลวร้ายในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอาโมสมาเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือออกจากการถูกกดขี่ในอียิปต์ บัดนี้ได้ขายเพื่อนบ้านไปเป็นทาสเพื่อแลกกับรองเท้าคู่เดียว (อมส.2:6) พวกเขาทรยศต่อผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้ถูกกดขี่ และเหยียบย่ำ “ศีรษะ” ของคนจน (ข้อ 6-7) ขณะแสร้งทำเป็นนมัสการพระเจ้าด้วยเครื่องบูชาและถือวันศักดิ์สิทธิ์ (4:4-5)
อาโมสวิงวอนประชาชนเหล่านั้นว่า “จงแสวงหาความดี อย่าแสวงหาความชั่ว เพื่อเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ได้ พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า ดังที่เจ้ากล่าวแล้วนั้น” (5:14) เราแต่ละคนก็เหมือนกับไรอันที่เคยมีประสบการณ์กับความเจ็บปวดและความอยุติธรรมในชีวิต จนสามารถเข้าใจผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “แสวงหาความดี” และร่วมกับพระเจ้าในการหว่านเมล็ดแห่งความยุติธรรมในทุกรูปแบบ
คุ้มค่าแก่การรอคอย
ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขาประสบผลสำเร็จ เขาไม่เพียงได้บินไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลาการประชุมธุรกิจสำคัญเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนั้น! ผู้โดยสารคนอื่นๆล้มเลิกความตั้งใจหรือไม่ก็หาหนทางอื่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสิร์ฟอาหารตามที่เขาต้องการทุกอย่าง สตริงเกอร์กล่าวเสริมว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องนั่งแถวหน้าสุด ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นล่ะในเมื่อผมมีเครื่องบินทั้งลำเป็นของตัวเอง” ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง
อับราฮัมเองก็ต้องอดทนกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความล่าช้าที่เนิ่นนาน ย้อนกลับไปตอนที่ท่านยังใช้ชื่อว่าอับราม พระเจ้าตรัสกับท่านว่าพระองค์จะทรงทำให้ท่าน “เป็นชนชาติใหญ่” และ “เจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร” (ปฐก.12:2-3) ปัญหาเดียวของชายวัยเจ็ดสิบห้าปี (ข้อ 4) คือ ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่ได้อย่างไรหากไม่มีทายาท และแม้ว่าบางครั้งการรอคอยจะทำให้ท่านและภรรยาคือซารายเกิดความต้องการที่จะพยายาม “ช่วย” พระเจ้าทำตามพระสัญญาของพระองค์ด้วยความคิดผิดๆ (ดู 15:2-3; 16:1-2) แต่เมื่อท่าน “มีอายุหนึ่งร้อยปี...อิสอัคบุตรชายเกิดแก่ท่าน” (21:5) ความเชื่อศรัทธาของท่านได้รับการยกย่องโดยผู้เขียนฮีบรูในเวลาต่อมา (11:8-12)
การรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก และเราอาจเหมือนกับอับราฮัมที่ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเราอธิษฐานและพักสงบอยู่ในแผนการของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามีความมุ่งมั่น ในพระองค์นั้นการรอคอยคุ้มค่าเสมอ
ดูเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น
พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น มันจะซ่อนตัวขณะอยู่ในที่โล่งโดยใช้การอำพรางตัวด้วยขนที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
คนของพระเจ้ามักจะทำตัวเป็นเหมือนนกฮูกสีเทามากจนเกินไป เราสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับโลกได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกของพระองค์ คือคนเหล่านั้นที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ “จากมวลมนุษย์โลก” ผู้ “ปฏิบัติตาม” พระวจนะของพระองค์ (ยน.17:6) พระเจ้าพระบุตรทูลขอพระเจ้าพระบิดาให้ทรงปกป้องและเสริมกำลังพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และยังคงชื่นชมยินดีเมื่อพระองค์จากไป (ข้อ 7-13) พระองค์ตรัสว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก แต่ขอปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย” (ข้อ 15) พระเยซูทรงทราบว่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกแยกไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกเขามาทำให้สำเร็จ (ข้อ 16-19)
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถช่วยเราจากการถูกล่อลวงให้กลายเป็นเจ้าแห่งการพรางตัวเพื่อจะกลมกลืนกับโลก เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกวัน เราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตในความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พระองค์จะทรงนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์โดยพระสิริทั้งสิ้นของพระองค์
ถิ่นทุรกันดาร
เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่อลิน่า อบูจัมรากล่าวว่า ถิ่นทุรกันดารคือที่ที่เราได้พบพระเจ้าและเติบโต ในคู่มือศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง ผ่านถิ่นทุรกันดาร (Through the Desert) เธอเขียนไว้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าคือการใช้ถิ่นทุรกันดารในชีวิตของเราเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” เธอกล่าวต่อว่า “เราจะพบความประเสริฐของพระเจ้าได้ในท่ามกลางความเจ็บปวด ไม่ใช่เวลาที่เราไม่มีความเจ็บปวด”
สถานการณ์แห่งความโศกเศร้า การสูญเสีย และความเจ็บปวด คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อและใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นดังที่ลิน่าได้เรียนรู้ว่า “ถิ่นทุรกันดารไม่ใช่ความผิดพลาดในแผนการของพระเจ้า แต่เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการแห่งการเติบโต [ของเรา]”
พระเจ้าทรงนำบรรดาผู้นำในพันธสัญญาเดิมหลายคนไปในทะเลทราย อับราฮัม อิสอัค และยาโคบต่างก็มีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร ในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรงเตรียมจิตใจของโมเสสและเรียกท่านให้นำชนชาติของพระองค์ออกจากการเป็นทาส (อพย.3:1-2, 9-10) และในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรง “ทราบทางที่ [ชนอิสราเอล] ได้เดิน” เป็นเวลาสี่สิบปีด้วยความช่วยเหลือและการทรงนำของพระองค์ (ฉธบ.2:7)
พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสสและคนอิสราเอลในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร และพระองค์ทรงอยู่กับคุณและฉันในถิ่นทุรกันดารของเราด้วย ในทะเลทรายนั้นเราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงมาพบเรา และนั่นคือที่ซึ่งเราได้เติบโตขึ้น
การแข่งขันด้านอวกาศ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประกาศแผนที่จะทำเช่นเดียวกัน การแข่งขันด้านอวกาศได้เริ่มต้นขึ้น โซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก (สปุตนิก) ขึ้นสู่อวกาศ และได้ส่งมนุษย์คนแรกคือ ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ การแข่งขันดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” คือนีล อาร์มสตรองบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ทำให้การแข่งขันยุติลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมาไม่นานฤดูกาลแห่งความร่วมมือได้เริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ
บางครั้งการแข่งขันก็มีข้อดีที่ผลักดันเราให้บรรลุสิ่งต่างๆที่เราอาจไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามในบางครั้งการแข่งขันก็เป็นอันตราย นี่เป็นปัญหาของคริสตจักรในเมืองโครินธ์เมื่อกลุ่มต่างๆยึดเอาพวกผู้นำคริสตจักรเป็นความหวังของพวกเขา เปาโลพยายามกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1คร.3:7) และสรุปไว้ว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงาน” (ข้อ 9)
พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่ใช่คู่แข่ง และไม่ได้มีเฉพาะพวกเรากันเองเท่านั้น แต่ร่วมกับพระเจ้าด้วย โดยการทรงเสริมกำลังและการทรงนำของพระองค์ เราสามารถรับใช้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซู เพื่อถวายพระเกียรติที่เป็นของพระองค์ไม่ใช่ของตัวเราเอง
เดินไปในเส้นทางใหม่
เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เด็กเหล่านี้พยายามอย่างหนักที่จะดึงเกรดที่ตกให้ดีขึ้น แก้ไขพฤติกรรมก่อกวน หรือตั้งใจเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองของพวกเขาพากันยิ้มแย้มและปรบมือที่เห็นลูกๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้มองข้อบกพร่องในอดีต แต่มองว่าเด็กเหล่านี้กำลังเดินไปในเส้นทางใหม่
เหตุการณ์อันน่าชื่นใจนี้สะท้อนถึงภาพที่พระบิดาในสวรรค์ทอดพระเนตรเห็นเรา คือไม่ใช่เราในวิถีชีวิตเก่า แต่เป็นเราในปัจจุบันที่อยู่ในพระคริสต์ในฐานะลูกของพระองค์ ยอห์นบันทึกไว้ว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน.1:12) ช่างเป็นมุมมองที่งดงามจริงๆ! ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงเตือนผู้เชื่อใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (อฟ.2:1) แต่แท้จริงแล้ว “เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” (ข้อ 10)
เปโตรเขียนไว้ดังนี้ว่า เราทั้งหลาย “เป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” และบัดนี้พวกเรา “เป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว” (1 ปต.2:9-10) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เส้นทางเก่าของเราไม่มีอิทธิพลเหนือเราอีก ให้เรามองเห็นตนเองอย่างที่พระเจ้าทรงเห็น และเดินไปในเส้นทางใหม่นี้