ความสุขใจในการให้
เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม่ได้แล้วแต่สภาพยังดีเพื่อเอาไปบริจาคให้กับพันธกิจแห่งหนึ่ง การให้ของเธอครั้งนี้กระตุ้นให้เพื่อนๆ สมาชิกในครอบครัวและแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีรองเท้ามากกว่าสองร้อยคู่ที่พวกเขาบริจาคไป!
แม้เรื่องของรองเท้าเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่ออวยพรผู้อื่น แต่เครี่กลับรู้สึกว่าครอบครัวของเธอได้รับการอวยพรมากกว่า “ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้จิตวิญญาณเราชื่นชมยินดีและช่วยให้เราสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น”
เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญที่ผู้ติดตามพระเยซูควรจะให้ด้วยใจกว้างขวาง ในระหว่างที่เดินทางไปเยรูซาเล็ม อัครทูตเปาโลได้หยุดแวะที่เมืองเอเฟซัส ท่านรู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แวะเยี่ยมคนที่คริสตจักรซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ในการกล่าวอำลากับเหล่าผู้ปกครองของคริสตจักร เปาโลเตือนพวกเขาว่าท่านเองได้ทำงานอย่างตั้งใจจริงที่จะปรนนิบัติพระเจ้า (กจ.20:17-20) และหนุนใจให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน จากนั้นท่านปิดท้ายด้วยคำตรัสของพระเยซูว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (ข้อ 35)
พระเยซูทรงต้องการให้เราให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ (ลก.6:38) เมื่อเราวางใจให้พระองค์ทรงนำ พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสให้เราได้ทำเช่นนั้น เราอาจประหลาดใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเครี่ว่าผลที่เราจะได้รับนั้นคือความสุขใจ
จงขอบพระคุณพระเจ้า
เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ้าน เธอปรุงไก่ในวันอาทิตย์และกินอาหารที่เหลือนั้นในวันจันทร์ จากนั้นพวกเขาก็ยังกินไก่อีกครั้งในวันอังคารซึ่งครั้งนั้นเป็นไก่อบ เธอเจอเนื้อปลาสองชิ้นในช่องแช่แข็ง แต่เธอรู้ว่าปลาไม่ใช่ของโปรดของสามี เธอไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้วที่จะทำเป็นอาหารเย็นได้ในเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องใช้ปลา
ขณะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เธอพูดในทำนองขอโทษสามีที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านว่า “ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ของโปรดของคุณ” สามีมองเธอและบอกว่า “ที่รัก แค่เรามีอาหารบนโต๊ะผมก็มีความสุขแล้ว”
ท่าทีนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงความสำคัญของการรู้สึกสำนึกและขอบพระคุณสำหรับการเลี้ยงดูในแต่ละวันจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม การขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันหรือก่อนมื้ออาหารเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู เมื่อพระองค์รับประทานอาหารกับสาวกสองคนหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระคริสต์ทรง “หยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา” (ลก.24:30) พระองค์ทรงขอบพระคุณพระบิดาเหมือนก่อนหน้านี้ที่ได้ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วย “ขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” (ยน.6:9) เมื่อเราขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันและสำหรับการทรงจัดเตรียมอื่นๆ ความสำนึกในพระคุณของเราสะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้
ถูกใจและเป็นที่รักของพระเจ้า
ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี 2009 นี้เอง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ “ถูกใจ” คือจัสติน โรเซนสไตน์กล่าวว่าเขาต้องการช่วยสร้าง “โลกที่ผู้คนเสริมสร้างกันและกันมากกว่าที่จะทำลายกัน” แต่โรเซนสไตน์กลับต้องเสียใจเมื่อสิ่งที่เขาคิดค้นอาจทำให้ผู้ใช้เสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่เป็นผลเสีย
ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ของโรเซนสไตน์สื่อถึงความต้องการตามสัญชาตญาณของเราที่อยากได้คำชมและสัมพันธภาพ เราต้องการรู้ว่ามีคนอื่นที่รู้จักเรา สังเกตเห็นเรา และแน่นอนว่าชอบ(ถูกใจ)เรา สัญลักษณ์ “ถูกใจ” เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ความโหยหาที่จะรู้จักและเป็นที่รู้จักนั้นมีมานานตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ปุ่ม “ถูกใจ” ก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารับใช้พระเจ้าผู้ซึ่งความรักของพระองค์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าปุ่มสัญลักษณ์เหล่านี้ ในเยเรมีย์ 1:5 เราได้เห็นถึงความผูกพันอันมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งของพระองค์กับผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้มาหาพระองค์ “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์”
พระเจ้าทรงรู้จักผู้เผยพระวจนะคนนี้ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์ และท่านถูกออกแบบให้มีชีวิตที่มีความหมายและเพื่อจะทำพันธกิจ (ข้อ 8-10) และพระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยการที่เราได้มารู้จักพระบิดาองค์นี้ผู้ทรงรู้จัก รัก และถูกใจในตัวเราอย่างลึกซึ้ง
กระหายและขอบพระคุณ
ผมและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะไปยังหนึ่งในสถานที่ที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือการไปเดินป่าที่แกรนด์ แคนยอน เราไม่แน่ใจว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ในตอนที่เริ่มออกเดินทาง และน้ำนั้นก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เราไม่มีน้ำเหลือเลยในขณะที่ระยะทางยังอีกไกลกว่าจะไปถึงริมหน้าผา เราเริ่มหายใจหอบสลับกับการอธิษฐาน เมื่อเลี้ยวตรงทางโค้งเรารู้สึกเหมือนมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น เราเห็นขวดน้ำสามขวดวางไว้อยู่ในรอยแยกของหินพร้อมกับข้อความเขียนว่า “รู้ว่าคุณต้องการสิ่งนี้ ขอให้ดื่มอย่างมีความสุข!” เรามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา กระซิบขอบคุณพระเจ้าเบาๆ และค่อยๆจิบน้ำนั้น แล้วจึงออกเดินทางต่อในระยะสุดท้าย ผมไม่เคยรู้สึกกระหายและรู้สึกขอบคุณมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ผู้เขียนสดุดีไม่ได้มีประสบการณ์ที่แกรนด์ แคนยอน แต่เห็นได้ชัดว่าท่านรู้ถึงปฏิกิริยาของกวางว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อมันกระหายน้ำและอาจจะรู้สึกกลัวด้วย กวาง “กระเสือกกระสน” (สดด.42:1) คำนี้ที่ทำให้นึกถึงความหิวและกระหาย จนถึงขั้นที่คุณกลัวว่าคุณอาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายของกวางว่าเหมือนกับความปรารถนาที่ท่านมีต่อพระเจ้า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (ข้อ 1)
เช่นเดียวกับน้ำที่เรากระหายหา พระเจ้าก็ทรงเป็นความช่วยเหลือในทุกเวลาของเรา เรากระหายหาพระองค์เพราะพระองค์ประทานกำลังและการฟื้นชื่นใหม่มาสู่ชีวิตที่อ่อนล้าของเรา และทรงเตรียมเราให้พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่รอเราอยู่ในการเดินทางของชีวิต
ชำระจนสะอาดโดยพระคริสต์
การเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นครั้งแรกของฉันคือที่ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อช่วยสร้างคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำ บ่ายวันหนึ่ง เราไปเยี่ยมบ้านหนึ่งในไม่กี่หลังในบริเวณนั้นซึ่งมีเครื่องกรองน้ำ เมื่อเจ้าของบ้านเทน้ำขุ่นๆจากบ่อน้ำลงไปบนที่กรอง ภายในไม่กี่นาทีสิ่งสกปรกทั้งหมดถูกกำจัดออกไปเหลือไว้แต่น้ำดื่มที่ใสสะอาด ณ ห้องนั่งเล่นของชายคนนั้น ฉันได้เห็นภาพที่สะท้อนถึงความหมายของการถูกชำระให้สะอาดโดยพระคริสต์
เมื่อเราเข้ามาหาพระเยซูในครั้งแรกพร้อมกับความผิดบาปและความอับอาย แล้วทูลขอให้พระองค์ทรงยกโทษและต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น พระองค์ก็ได้ทรงชำระเราจากความบาปและทำให้เราเป็นคนใหม่ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนน้ำขุ่นๆที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำดื่มที่ใสสะอาด เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดที่ได้รู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเพราะการเสียสละของพระเยซู (2 คธ.5:21) และรู้ว่าพระเจ้าทรงกำจัดความบาปของเราไปไกลเท่าที่ตะวันออกไกลจากตะวันตก (สดด.103:12)
แต่อัครสาวกยอห์นเตือนว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำบาปอีก เมื่อใดที่เราทำบาป เราก็มั่นใจได้จากภาพของเครื่องกรองน้ำนั้นและเราไม่ต้องกังวลเพราะรู้ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9)
ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจโดยรู้ว่าเราได้รับการชำระให้สะอาดอยู่เสมอ โดยพระคริสต์
ให้และแบ่งปันด้วยใจกว้างขวาง
เมื่อผมกับคาริภรรยาสำเร็จการศึกษานั้นเรามีหนี้หลายพันดอลล่าร์ที่ต้องเอามารวมเป็นก้อนเดียวเพื่อจะผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เราจึงสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเราไม่ได้อาศัยหรือทำงานในเมืองนั้นนานพอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมิงเพื่อนของผมซึ่งเป็นผู้ปกครองในคริสตจักรของเราฟัง “ผมขอพูดเรื่องนี้กับภรรยาของผมนะครับ” หมิงบอกผมขณะที่เดินออกประตูไป
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมิงโทรบอกว่า “ผมกับแอนอยากจะให้คุณยืมเงินที่คุณต้องใช้นั้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย” ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงตอบไปว่า “ผมคงขอให้คุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” หมิงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “คุณไม่ได้ขอสักหน่อย!” หมิงและภรรยาได้ให้เรายืมเงินด้วยความกรุณา แล้วผมกับคาริก็จ่ายคืนให้พวกเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมเชื่อว่าหมิงและภรรยามีใจกว้างขวางเพราะความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ดังที่พระคัมภีร์บอกเราว่า “คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินการของเขาด้วยความยุติธรรม” (สดด.112:5) คนเหล่านั้นที่วางใจในพระเจ้าจะมีใจที่ “ยึดแน่น” และ “แน่วแน่” (ข้อ 7-8) เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของสิ่งดีๆทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา
พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวางกับเรา โดยประทานชีวิตและการอภัยแก่เรา ดังนั้นให้เรามีใจกว้างขวางในการแบ่งปันความรักของพระองค์และสิ่งของที่เรามีให้กับผู้ที่ขัดสน
จากตำหนิสู่ความบริสุทธิ์
เมื่อตอนยังเด็ก ลูกสาวของฉันชอบเอาเนยแข็งสวิสที่มีรูพรุนมาเล่นขณะกินมื้อกลางวัน เธอจะเอาแผ่นเนยสีเหลืองอ่อนวางบนหน้าเหมือนเป็นหน้ากากและพูดว่า “ดูนี่สิคะแม่” ประกายตาสีเขียวของเธอลอดผ่านรูบนแผ่นเนยแข็ง ในฐานะคุณแม่วัยสาว หน้ากากเนยแข็งนั้นอธิบายสิ่งที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับความพยายามของตัวเองที่แม้จะทุ่มเทให้ลูกและเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่ความพยายามนั้นก็ไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ยังมีแต่รูที่เป็นตำหนิ
เราต่างปรารถนาที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เป็นชีวิตที่แยกไว้สำหรับพระเจ้าและมีคุณลักษณะที่เป็นเหมือนพระเยซู แต่เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความบริสุทธิ์ก็ดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม เหลือไว้แต่ “รูตำหนิของเรา”
ใน 2 ทิโมธี 1:6-7 เปาโลเขียนถึงบุตรที่รักของท่านคือทิโมธี โดยเตือนให้เขาดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ แล้วเปาโลยังอธิบายว่า “[พระเจ้า] ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง” (ข้อ 9 TNCV) ชีวิตเช่นนี้เป็นไปได้ไม่ใช่เพราะลักษณะนิสัยของเรา แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า เปาโลกล่าวต่อว่า “พระคุณนี้ได้ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นของเวลา” (ข้อ 9 TNCV) แล้วเราจะยอมรับพระคุณของพระองค์และดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณที่ทรงประทานให้เราได้หรือไม่
ไม่ว่าในการเลี้ยงดูลูก ในชีวิตสมรส การทำงาน หรือการรักเพื่อนบ้าน พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ใช่โดยความพยายามของเราที่จะเป็นคนดีพร้อม แต่โดยพระคุณของพระเจ้า
ความเมตตาผ่านพิซซ่า
คำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นจากแฮโรลด์ผู้นำคริสตจักรกับแพม ผู้เป็นภรรยาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้กระวนกระวายใจเช่นกัน ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของวิทยาลัยที่สอนแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนบางอย่างในพระคัมภีร์ พวกเขาจะต่อว่าฉันในเรื่องนี้ไหม
ระหว่างรับประทานพิซซ่า พวกเขาเล่าเรื่องครอบครัวพวกเขาและถามถึงครอบครัวฉัน พวกเขาฟังฉันคุยเรื่องการบ้าน เรื่องเจ้าบูชิสุนัขของฉัน และผู้ชายที่ฉันแอบชอบ แต่แล้วพวกเขาก็เตือนฉันอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับกลุ่มที่ฉันเข้าร่วมและอธิบายสิ่งที่ผิดในคำสอนของกลุ่มนั้น
คำเตือนของพวกเขานำฉันออกห่างจากคำโกหกในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์นั้นและเข้ามาใกล้ความจริงของพระคัมภีร์ ในจดหมายฝากของยูดา ท่านใช้ภาษาที่รุนแรงเกี่ยวกับผู้สอนเท็จ กระตุ้นให้ผู้เชื่อ “ต่อสู้เพื่อความเชื่อ” (ยด.1:3TNCV) ท่านเตือนคนทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น...คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆ...และปราศจากพระวิญญาณ” (ข้อ 18-19) แต่ยูดายังเรียกร้องให้ผู้เชื่อ “สำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย” (ข้อ 22 TNCV) โดยอยู่เคียงข้างพวกเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ประนีประนอมกับความจริง
แฮโรลด์และแพมรู้ว่าฉันไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่แทนที่จะตัดสินฉัน พวกเขาเสนอมิตรภาพก่อนแล้วจึงให้ปัญญา ขอพระเจ้าประทานความรักและความอดทนแบบเดียวกันนี้แก่เรา ที่จะใช้สติปัญญาและความเมตตาเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ยังสงสัยอยู่
คำพูดที่สะท้อนหัวใจเรา
คุณจะขจัดคำพูดหยาบคายออกไปได้อย่างไร โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเลือกที่จะสถาปนาคำมั่นสัญญาว่า “ไม่มีคำพูดหยาบคาย” นักเรียนปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้คำพูดหยาบคายใดๆในห้องเรียนและในบริเวณโรงเรียนของเรา” นี่เป็นความพยายามอันสูงส่ง แต่จากคำสอนของพระเยซูแล้ว ไม่มีกฎหรือคำมั่นสัญญาภายนอกใดจะสามารถกลบกลิ่นของคำพูดที่สกปรกชั่วร้ายได้
การกำจัดกลิ่นสกปรกของคำพูดที่มาจากปากของเราเริ่มด้วยการสร้างใจเราขึ้นใหม่ เฉกเช่นที่ผู้คนรู้จักชนิดของต้นไม้นั้นจากผลของมัน (ลก.6:43-44) พระเยซูตรัสว่า คำพูดของเราเป็นตัวบ่งบอกที่น่าเชื่อถือว่าใจของเราสอดคล้องกับพระองค์และทางของพระองค์หรือไม่ ผลหมายถึงคำพูดของคน “ใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ข้อ 45) พระคริสต์ทรงชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งที่ออกจากปากของเราจริงๆ อันดับแรก เราต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา
คำสัญญาภายนอกนั้นไร้ประโยชน์ที่จะยับยั้งคำพูดชั่วร้ายที่ออกมาจากใจที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจะกำจัดคำพูดชั่วร้ายได้ขั้นแรกคือโดยการเชื่อในพระเยซู (1คร.12:3) แล้วจากนั้นจึงทูลเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงเติมเต็มในเรา (อฟ.5:18) พระองค์ทรงกระทำกิจภายในเราเพื่อปลุกเร้าจิตใจและช่วยให้เราขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ (ข้อ 20) และกล่าวถ้อยคำที่เสริมสร้างและหนุนใจผู้อื่น (4:15, 29; คส.4:6)