ความหวังในการหายโรค
ความหวังครั้งใหม่ผุดขึ้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นักวิจัยชาวเยอรมันได้ค้นพบวิธีกระตุ้นการเติบโตของเส้นประสาทเพื่อให้เกิดเส้นทางประสาทเชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อและสมองขึ้นอีกครั้ง การเจริญขึ้นใหม่นี้ทำให้หนูที่เป็นอัมพาตสามารถกลับมาเดินได้ และการทดสอบจะดำเนินต่อไปเพื่อประเมินว่าการบำบัดนี้มีความปลอดภัยและได้ผลดีในมนุษย์
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พยายามทำให้สำเร็จในผู้ป่วยอัมพาตนั้น พระเยซูได้ทรงกระทำแล้วผ่านทางการอัศจรรย์ ขณะที่พระองค์เสด็จไปยังสระเบธซาธา ที่ซึ่งมีคนเจ็บป่วยมากมายมานอนรอด้วยความหวังว่าจะได้รับการรักษา พระเยซูทรงตามหาชายคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นที่ “ป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” (ยน.5:5) หลังจากตรัสถามเพื่อความแน่ใจว่าชายนั้นปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะหายโรค พระคริสต์ทรงบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน “ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรค และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป” (ข้อ 9)
เราไม่ได้มีพระสัญญาจากพระเจ้าว่าความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายทุกอย่างของเราจะได้รับการรักษา เพราะยังมีคนอื่นๆที่สระน้ำในวันนั้นที่ไม่ได้รับการรักษาจากพระเยซู แต่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าจะสามารถรับการเยียวยาจากพระองค์ คือจากความท้อแท้สู่ความหวัง จากความขมขื่นสู่พระคุณ จากความเกลียดชังสู่ความรัก จากการกล่าวร้ายสู่ความเต็มใจให้อภัย ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (หรือสระน้ำ)ใดที่จะนำการเยียวยารักษานั้นมาให้เราได้ มีเพียงความเชื่อเท่านั้น
หัวใจแห่งการรับใช้
เมื่อ “คุณลุง” เอโมรีของผมเสียชีวิต มีคำกล่าวไว้อาลัยมากมายในหลากหลายรูปแบบ แต่คำกล่าวเพื่อเป็นเกียรติเหล่านั้นมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ ลุงเอโมรีแสดงความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วยการรับใช้ผู้อื่น ไม่มีตอนไหนที่ชัดเจนไปกว่าในช่วงการรับราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ท่านทำหน้าที่เป็นเสนารักษ์ หรือแพทย์สนามที่ออกไปยังสนามรบโดยไม่มีอาวุธ ท่านได้รับเหรียญกล้าหาญระดับสูง แต่ลุงเอโมรีเป็นที่จดจำมากที่สุดในการรับใช้ด้วยใจกรุณาของท่าน ทั้งในระหว่างสงครามและหลังสงคราม
ความเสียสละของเอโมรีคือภาพของการใช้ชีวิตเช่นที่เปาโลท้าทายชาวกาลาเทีย ท่านเขียนว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด” (กท.5:13) แต่จะทำได้อย่างไร ในสภาพที่แตกสลายของเรานั้น เรามักจะให้ความสำคัญกับตัวเองมาก่อนความสำคัญของผู้อื่น แล้วความไม่เห็นแก่ตัวที่ฝืนธรรมชาติเช่นนี้มาจากที่ใดกัน
ในฟีลิปปี 2:5 เปาโลได้ให้คำหนุนใจนี้ว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” เปาโลอธิบายถึงความเต็มใจของพระคริสต์ที่ต้องพบกับความตายบนไม้กางเขนเพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อเรา เมื่อพระวิญญาณของพระองค์ทำให้เรามีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์เท่านั้น จึงจะทำให้เราแตกต่างและสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเสียสละอันสูงสุดของพระเยซูเมื่อทรงมอบพระองค์เองให้กับเรา ขอให้เรายอมต่อการทำงานของพระวิญญาณในชีวิตของเรา
วิกฤตชีวิตและความเชื่อที่หยั่งลึก
ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี
ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น
ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี
คาดหวังว่าพระเยซูจะกลับมา
พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประมาณ 11:35 น.” ในไม่ช้าพอลก็พบว่าช่างคนนั้นมีชื่อว่าเยซูจริงๆ
แต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าจะเสด็จมาในเวลาใด เมื่อพระองค์เสด็จมาในฐานะชายคนหนึ่งเมื่อสองพันปีที่แล้วและได้ทรงทนทุกข์จากโทษแห่งความบาปของเรา พระองค์ตรัสว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่รู้แน่ชัดถึง “วันนั้นหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จมา (มธ.24:36) จะมีอะไรแตกต่างจากเดิมในแต่ละวันของเราหรือไม่หากเรารู้เวลาที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังเสด็จกลับมายังโลกนี้ (ยน.14:1-3)
พระเยซูทรงเตือนให้เราเตรียมพร้อมเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ “เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44) พระองค์ทรงเตือนเราให้ “เฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (ข้อ 42)
ในวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ดังนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานผ่านตัวเรา ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ รับใช้พระเจ้าและฉวยทุกโอกาสที่มีเพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งความรักและความหวังของพระองค์ให้กับผู้อื่น
ผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าทรงสร้าง
แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ พวกเขาเข้าใจโครงสร้างของสมอง การทำงานของสมองบางส่วน และพื้นที่ในสมองที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม กระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และควบคุมอารมณ์ แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจว่าการตอบสนองทั้งหมดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมอง และความทรงจำอย่างไร ผลงานชิ้นเอกอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของพระเจ้าคือมนุษยชาตินั้นยังคงมีความเร้นลับอยู่
ดาวิดยอมรับในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบเพื่อยกย่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดเหนือกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ด้วยการที่ท่านถูก “ทอ...เข้าด้วยกันในครรภ์มารดา” (สดด.139:13) ท่านเขียนไว้ว่า “พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์” (ข้อ 14 TNCV) ผู้คนในอดีตมองพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งในครรภ์มารดาว่าเป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (ดูปญจ.11:5) แม้ด้วยความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับความซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ดาวิดยังยำเกรงและอัศจรรย์ใจในพระดำริและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า (สดด.139:17-18)
ความซับซ้อนอันน่าประหลาดและอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา การตอบสนองของเราจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการสรรเสริญ ยำเกรง และอัศจรรย์ใจ!
หลุมฝังศพของเชบนา
ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุมฝังศพของเขา “ทอดสายตาอันเย็นชา ไปยังชีวิต ไปยังความตาย คนขี่ม้าเดินทางผ่านไป”
มีการคาดเดากันมากมายถึงความหมายของประโยคนี้ บางทีอาจเป็นการที่ผู้เขียนยอมรับความเป็นจริงของทั้งชีวิตและความตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเยตส์ก็ได้ตามที่ปรารถนาทั้งสถานที่ในการฝังร่างของตนและข้อความที่สลักบนป้ายหลุมฝังศพ แต่ความจริงที่เย็นชาคือชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปโดยไม่มีเรา ผู้คนไม่สนใจในการจากไปของเรา
ในช่วงเวลาอันเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของยูดาห์ เชบนา “ผู้ดูแลราชสำนัก” ได้ทำอุโมงค์ฝังศพของตนเพื่อจะรักษามรดกของเขาไว้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่นี่ และเจ้ามีใครอยู่ที่นี่ เจ้าจึงสกัดอุโมงค์ที่นี่เพื่อตัวเจ้าเอง สกัดอุโมงค์ในที่สูง และสลักที่อยู่สำหรับตนเองในศิลา” (อสย.22:16) ผู้เผยพระวจนะบอกเขาว่า “[พระเจ้าจะทรง]ม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้าง เจ้าจะตายที่นั่น” (ข้อ 18)
เชบนาเข้าใจผิดไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ที่ซึ่งเราถูกฝังแต่คือผู้ที่เรารับใช้ คนเหล่านั้นที่รับใช้พระเยซูมีความมั่นใจอย่างเหลือล้นว่า “คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” (วว.14:13) เรารับใช้พระเจ้าผู้ห่วงใยเสมอต่อ “การจากไป” ของเรา พระองค์ทรงรอคอยการมาของเราและยินดีต้อนรับเรากลับบ้าน!
ทุกนาทีมีค่า
เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพของตนให้เพื่อนผู้โดยสารคนหนึ่งและประกาศข่าวประเสริฐให้กับทุกคนที่ยอมฟัง ขณะที่เรือจมลงและผู้คนนับร้อยรอคอยโอกาสอันน้อยนิดที่จะมีคนมาช่วย ฮาร์เปอร์ได้ว่ายน้ำจากคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่งและบอกว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31)
ในระหว่างการประชุมสำหรับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่เมืองออนทาริโอ ประเทศแคนาดา มีชายคนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้กลับใจคนสุดท้ายของจอห์น ฮาร์เปอร์” เขาปฏิเสธคำเชิญครั้งแรกของฮาร์เปอร์ และต้อนรับพระคริสต์เมื่อนักเทศน์ผู้นี้ได้ถามเขาอีกครั้ง เขามองดูขณะที่ฮาร์เปอร์ทุ่มเทช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในการพูดเรื่องพระเยซูก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและจมลงใต้พื้นน้ำอันเย็นยะเยือก
ในคำกำชับถึงทิโมธีนั้น เปาโลได้หนุนใจเขาคล้ายๆกันนี้ถึงความเร่งด่วนและการอุทิศตนในการประกาศโดยไม่เห็นแก่ตนเอง เปาโลยืนยันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน ท่านกำชับให้ทิโมธีประกาศพระวจนะด้วยความอดทนและอย่างถูกต้องแม่นยำ (2 ทธ.4:1-2) ท่านเตือนนักประกาศหนุ่มผู้นี้ให้หนักแน่นมั่นคงอยู่เสมอ แม้บางคนจะปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 3-5)
วันเวลาของเรามีจำกัด ดังนั้นทุกนาทีจึงมีค่า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาทรงเตรียมที่ในสวรรค์ไว้ให้เราแล้วในขณะที่เราประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”
การให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่
ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงการนี้้กับแม็กกี้หลานสาววัยสิบเอ็ดขวบของเรา เราก็ได้รับจดหมายที่ส่งไปรษณีย์มาจากเธอ จดหมายนั้นมีเงินอยู่ 3.45 ดอลล่าร์พร้อมกับข้อความว่า “เงินทั้งหมดที่หนูมีตอนนี้สำหรับเด็กในยูเครน แล้วหนูจะส่งมาให้อีกนะคะ”
ซูไม่ได้บอกให้แม็กกี้ช่วย แต่อาจเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำ และแม็กกี้ซึ่งรักพระเยซูและแสวงหาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้ตอบสนองการทรงนำนั้น
เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากเมื่อคิดว่าของขวัญเล็กน้อยนี้มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นภาพสะท้อนถึงคำสอนเรื่องการให้ของเปาโลใน 2 โครินธ์ 9 ประการแรก ท่านได้แนะนำว่าเราควรหว่าน “มาก” (ข้อ 6) แน่นอนว่าของขวัญแบบแม็กกี้ที่ให้ “ทั้งหมดที่มี” นั่นเป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้ออย่างมาก เปาโลเขียนอีกว่าของขวัญของเราควรให้ด้วยใจยินดีตามที่พระเจ้าทรงนำและตามที่เราให้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา “ฝืนใจ” (ข้อ 7) และท่านยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ของที่ให้แก่คนยากจน” (ข้อ 9) ด้วยการอ้างอิงถึงสดุดี 112:9
เมื่อโอกาสในการให้มาอยู่ตรงหน้า ขอให้เราทูลถามพระเจ้าว่าจะทรงให้เราตอบสนองอย่างไร เมื่อเราให้ด้วยใจกว้างขวางและด้วยใจยินดีกับผู้ที่ขัดสนตามที่พระองค์ทรงนำ เราก็ได้ให้ในแบบที่จะทำให้ “เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า” (2 คร.9:11) ซึ่งเป็นการให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่
รูปเคารพ
บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว
เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว
ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)
การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์