ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์
ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญิงวัยเก้าสิบสองปีขอตัวออกไปรับสาย แขกของเธอได้ยินเธอพูดว่า “สวัสดีจ้ะ...ใช่ แม่ไม่เป็นไร แม่กำลังฟังวิทยุอยู่...ถ้าเป็นได้ ลูกกลับมาหาแม่ตอนนี้เลยนะ...สวัสดีจ้ะ” หญิงชรากลับไปหาแขกของเธอ “แฮร์รี่ [ลูกชายฉัน] โทรมาน่ะ แฮร์รี่เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม...ฉันรู้ว่าเขาจะโทรมา เขาจะโทรหาฉันเสมอเวลาที่เหตุการณ์บางอย่างจบลง”
ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออายุมากแค่ไหน เราก็ยังอยากโทรหาพ่อแม่เพื่อฟังคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า “ลูกทำได้ดีมาก!” ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราก็ยังคงเป็นลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเสมอ
น่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่โดยทางพระเยซู เราทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้า เพราะ “ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตร” (รม.8:15) และตอนนี้เราก็เป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสต์” (ข้อ 17) เราไม่ต้องพูดกับพระเจ้าในฐานะทาส เพราะบัดนี้เรามีเสรีภาพที่จะเรียกพระเจ้าอย่างสนิทสนมว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15; ดู มก.14:36 ด้วย) เหมือนที่พระเยซูทรงเรียกหาพระเจ้าในยามที่ทรงต้องการพระองค์มากที่สุด
คุณมีข่าวอะไรที่อยากจะบอก หรือมีความต้องการอะไรไหม จงร้องหาพระองค์ผู้ทรงเป็นบ้านอันนิรันดร์ของคุณ
ของประทานแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต
ฉันกล่าวทักทายกลุ่มเยาวชนขณะที่สามีฉันแจกพระคัมภีร์ให้กับพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะใช้ของขวัญอันล้ำค่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกคุณ” คืนนั้นมีนักเรียนสองสามคนตั้งใจว่าจะอ่านพระกิตติคุณยอห์นด้วยกัน และระหว่างที่สอนเด็กกลุ่มนี้ในการประชุมประจำสัปดาห์ เรายังได้หนุนใจให้พวกเขากลับไปอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน อีกสิบกว่าปีต่อมา ฉันพบนักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ เธอบอกฉันว่า “หนูยังคงใช้พระคัมภีร์ที่คุณให้มา” โดยฉันเห็นหลักฐานนั้นจากชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อของเธอ
พระเจ้าไม่เพียงแต่ช่วยประชากรของพระองค์ให้สามารถอ่าน ท่องจำ และจดจำพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนได้ แต่ยังช่วยให้เราสามารถ “รักษาทางของตนให้บริสุทธิ์” โดยการดำเนินชีวิต “ตาม” พระวจนะของพระองค์ (สดด.119:9) พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาและเชื่อฟังพระองค์ขณะที่ทรงใช้ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและเปลี่ยนแปลงเรา (ข้อ 10-11) เราสามารถทูลขอพระเจ้าในทุกวันให้ช่วยเราได้รู้จักพระองค์และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์ (ข้อ 12-13)
เมื่อเราตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า เราจะ “ปีติยินดี” ในคำสั่งสอนของพระองค์ “มากเท่ากับในความมั่งคั่งทั้งสิ้น” (ข้อ 14-15) เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราสามารถร้องว่า “ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 16) เมื่อเราทูลขอกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นของขวัญแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่พระเจ้ามอบให้กับเรา
การตั้งค่ายของทั้งชนชาติ
เราตั้งค่ายพักแรมใต้แสงดาว โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างเรากับท้องฟ้าอันกว้างไกลในแอฟริกาตะวันตก ในฤดูแล้งนี้เราไม่จำเป็นต้องกางเต็นท์ แต่เราต้องมีไฟ “อย่าปล่อยให้ไฟดับ” พ่อพูดพร้อมกับเอาไม้เขี่ยท่อนฟืน ไฟทำให้สัตว์ป่าไม่เข้ามาใกล้เรา สิ่งทรงสร้างของพระเจ้านั้นมหัศจรรย์ก็จริง แต่คุณคงไม่อยากให้เสือดาวหรืองูเลื้อยเข้ามาในบริเวณที่คุณตั้งค่ายพักแรม
พ่อผมเคยเป็นมิชชันนารีในประเทศกาน่าตอนบน และท่านมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นคำสอน ไม่เว้นแม้กระทั่งการตั้งค่ายพักแรม
พระเจ้าทรงใช้การตั้งค่ายเพื่อสอนประชากรของพระองค์เช่นกัน คนอิสราเอลต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่ทำจาก “ต้นมะงั่ว ใบอินทผลัม กิ่งไม้ที่มีใบมาก กิ่งต้นไค้” เป็นเวลาเจ็ดวัน ปีละหนึ่งครั้ง (ลนต.23:40) มีจุดประสงค์สองประการสำหรับเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “ทุกคนที่เป็นชาวพื้นเมืองอิสราเอลให้เข้าอยู่ในเพิง เพื่อชาติพันธุ์ของเจ้าจะได้ทราบว่า เมื่อเราพาคนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น เราได้ให้เขาอยู่ในเพิง” (ข้อ 42-43) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นงานรื่นเริงด้วย “เจ้าจงปีติยินดีอยู่เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 40)
การตั้งค่ายอาจไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับคุณ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวอิสราเอลตั้งค่ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระองค์ด้วยความปีติยินดี เรามักจะลืมความหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของวันหยุดเทศกาลของเรา เทศกาลต่างๆอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงพระลักษณะที่เปี่ยมไปด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสรรสร้างความสนุกสนานขึ้นด้วยเช่นกัน
รับใช้เพื่อให้คนพอใจ
แอนดรูว์ การ์ดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทของเขานั้น เขาอธิบายว่า “ในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะแขวนป้ายข้อความที่แสดงถึงเป้าหมายว่า ‘เรารับใช้ตามความพอใจของประธานาธิบดี’ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีหน้าที่เอาใจประธานาธิบดี หรือทำให้เขาหรือเธอมีความสุข แต่หน้าที่ของเราคือบอกถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรู้เพื่อจะทำงานของตัวเอง” และงานที่ว่าก็คือการปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา
ในบทบาทและความสัมพันธ์มากมายที่เรามี เรามักจะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ แทนที่จะเสริมสร้างกันขึ้นให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามที่อัครทูตเปาโลมักจะเตือนเราในเอเฟซัสบทที่ 4 ว่า “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ” (ข้อ 11-13) ในข้อ 15-16 เปาโลสรุปถึงแนวโน้มของการที่เรามักจะทำให้ทุกคนพอใจ โดยย้ำว่าเราต้องใช้ของประทานควบคู่ไปกับการ “พูดความจริงด้วยใจรัก” เพื่อที่ “ร่างกายทั้งสิ้น[จะ]...จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก”
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราจะรับใช้ผู้คนเพื่อเสริมสร้างพวกเขาและเพื่อให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำให้คนอื่นพอใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยในขณะที่พระองค์ทรงทำงานผ่านเรา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคริสตจักรของพระองค์
เป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า
“ทำไมหนูถึงได้อมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ แต่เขาได้รสองุ่น” หลานสาววัยหกขวบของฉันถาม หลานสาวและหลานชายสอนฉันตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่า เด็กๆมักจะเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาได้รับกับสิ่งที่คนอื่นได้รับ นี่หมายความว่าในฐานะป้าที่รักหลาน ฉันต้องใช้วิจารณญาณให้ดี!
บางครั้งฉันก็เปรียบเทียบสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ฉันกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้ผู้อื่นเช่นกัน “ทำไมฉันถึงได้สิ่งนี้ และเขาได้สิ่งนั้น” ฉันถามพระเจ้า คำถามของฉันทำให้นึกถึงสิ่งที่ซีโมนเปโตรถามพระเยซูที่ทะเลสาบกาลิลี พระเยซูเพิ่งจะประทานการฟื้นฟูและการให้อภัยแก่เปโตรที่ได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้ทรงกำลังบอกเปโตรว่าท่านจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการพลีชีพเพื่อความเชื่อ (ยน.21:15-19) แต่แทนที่จะตอบรับคำเชิญให้ติดตามพระเยซู เปโตรกลับถามว่า “พระองค์เจ้าข้า คนนี้ [ยอห์น] จะเป็นอย่างไร” (ข้อ 21)
พระเยซูตรัสตอบว่า “เป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า” และตรัสอีกว่า “เจ้าจงตามเรามาเถิด” (ข้อ 22) ฉันเชื่อว่าพระเยซูจะตรัสแบบนี้กับเราเช่นกัน เมื่อพระองค์ประทานการทรงนำในชีวิตด้านใดด้านหนึ่งของเรา พระองค์ทรงปรารถนาให้เราไว้วางใจในพระองค์ เราไม่ต้องเปรียบเทียบเส้นทางของเรากับเส้นทางของคนอื่น แต่เราจะติดตามพระองค์เท่านั้น
เป็นเวลากว่าสามสิบปีที่อัครสาวกเปโตรติดตามพระเจ้าในฐานะผู้นำที่กล้าหาญของคริสตจักรยุคแรก ประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้ว่าท่านโอบรับความตายภายใต้จักรพรรดิเนโรผู้ชั่วร้ายอย่างไม่เกรงกลัว ขอให้เราติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงและไม่สงสัย และไว้วางใจในความรักและการทรงนำของพระองค์เช่นกัน
คุณเป็นที่รัก
สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน และฉันได้สูญเสียคนที่รับฟังฉันเพียงคนเดียวไป ฉันร้องไห้ทุกวัน”
เมื่อมีคนพบข้อความนั้น เธอได้นำชอล์กเขียนพื้นมาที่สวนสาธารณะ และขอให้ผู้คนเขียนข้อความถึงแอลลี่ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆทิ้งข้อความให้กำลังใจไว้มากมาย เช่น “พวกเรารักคุณ” “พระเจ้ารักคุณ” “คุณเป็นที่รัก” ครูใหญ่กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีเล็กน้อยที่เราจะสามารถเข้าถึงและอาจช่วยเติมเต็ม ช่องว่างในใจของเธอ แอลลี่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน เพราะในช่วงหนึ่งของชีิวิตเราต่างเคยเผชิญหรือจะต้องเผชิญกับความเศร้าและความทุกข์ทรมาน”
วลีที่ว่า “คุณเป็นที่รัก” ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำอวยพรแสนงดงามที่โมเสสกล่าวกับคนอิสราเอลเผ่าเบนยามินก่อนที่ท่านจะสิ้นใจว่า “คนที่พระเจ้าทรงรักจะอาศัยอยู่กับพระองค์อย่างปลอดภัย” (ฉธบ.33:12) โมเสสเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของพระเจ้า ท่านเอาชนะชนชาติที่เป็นศัตรู ได้รับพระบัญญัติสิบประการ และท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเจ้า ท่านจากไปโดยบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงมองพวกเขาอย่างไร คำว่า คนที่พระเจ้าทรงรัก สามารถนำมาใช้กับเราได้เช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสว่า “พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16)
เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้เราอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในความจริงที่ว่า ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนเป็น “ที่รัก” ของพระองค์ เราจึงสามารถรักผู้อื่นได้เหมือนเช่นที่เพื่อนใหม่ของแอลลี่ทำ
มองเห็นอนาคตแห่งความหวัง
หลังจากพายุเฮอริเคนแคทรีน่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในปี 2005 เมืองนิวออร์ลีนส์ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง คือ ย่านโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด ที่ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐานได้เป็นเวลาหลายปีหลังจากที่เกิดพายุ เบอร์เนล คอตลอนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 เขาเปิดร้านขายของชำแห่งแรกในโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด หลังจากที่เกิดพายุ “ตอนที่ผมซื้อตึกนี้ทุกคนคิดว่าผมบ้าไปแล้ว” คอตลอนเล่า แต่ “ลูกค้าคนแรกร้องไห้เพราะเธอ...ไม่คิดว่า [ชุมชน]จะกลับคืนมาได้” แม่ของคอตลอนบอกว่าลูกชายของเธอ “มองเห็นสิ่งที่ฉันไม่เห็น ฉันดีใจที่ [เขา]...ลองเสี่ยงทำเช่นนั้น”
พระเจ้าทรงกระทำให้ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มองเห็นอนาคตแห่งความหวังที่ไม่คาดฝันในขณะเผชิญหน้ากับหายนะ เมื่อเห็น “คนจนและคนขัดสนแสวงน้ำ และไม่มี” (อสย.41:17) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “ทำถิ่นทุรกันดารให้เป็นสระน้ำ และที่ดินแห้งเป็นน้ำพุ” (ข้อ 18) เมื่อประชากรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งแทนที่จะหิวและกระหาย พวกเขาจะรู้ว่า “พระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้” (ข้อ 20)
พระองค์ยังเป็นองค์ผู้ทรงรังสรรค์การฟื้นฟู ทรงกระทำการเพื่อให้เกิดอนาคตที่ “สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย” (รม.8:21) ขณะเมื่อเราวางใจในความประเสริฐของพระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรามองเห็นอนาคตที่มีความหวัง
การเดินทางของชีวิต
ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนจากหลากหลายความเชื่อออกเดินทางแสวงบุญในแต่ละปี สำหรับผู้คนมากมายในหลายยุคที่ผ่านมานั้นการไปแสวงบุญคือ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับการอวยพร เป้าหมายคือการไปยังวัด โบสถ์ ศาลเจ้า หรือจุดหมายปลายทางอื่นๆที่จะสามารถขอพรได้
อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนเคลติกในอังกฤษกลับมองเรื่องการเดินทางแสวงบุญแตกต่างออกไป พวกเขาออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายเข้าไปในป่า หรือปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามน้ำในมหาสมุทร การแสวงบุญสำหรับพวกเขาคือการไว้วางใจพระเจ้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย การอวยพรใดๆนั้นไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางแต่พบได้ตลอดการเดินทาง
ฮีบรู 11 เป็นพระธรรมตอนสำคัญสำหรับชาวเคลต์ เนื่องจากชีวิตในพระคริสต์คือการละทิ้งทางของโลกไว้เบื้องหลังและออกเดินทางอย่างคนต่างถิ่นไปยังเมืองของพระเจ้า (ข้อ 13-16) การแสวงบุญจึงสะท้อนถึงภาพการเดินทางชีวิตของพวกเขา การไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูพวกเขาในตลอดเส้นทางที่ยากลำบากและยังไม่มีใครเคยไปมาก่อน ทำให้ผู้แสวงบุญได้พัฒนาความเชื่อศรัทธาแบบเดียวกับวีรบุรุษในสมัยโบราณ (ข้อ 1-12)
นี่เป็นบทเรียนที่ดีที่เราต้องเรียนรู้ไม่ว่าเราจะต้องออกเดินทางจริงๆหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู ชีวิตคือการเดินทางไปยังเมืองสวรรค์ของพระเจ้า เป็นทางซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ ทางตัน และการทดลอง ในขณะที่เราเดินไปนั้น ขอให้เราไม่พลาดไปจากพระพรที่จะได้พบกับการทรงเลี้ยงดูของพระเจ้าไปตลอดเส้นทาง
เรียนรู้ร่วมกัน
หลายปีก่อนที่จะมีการใช้โปรแกรมซูมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อนคนหนึ่งขอให้ฉันประชุมกับเธอทางวิดีโอคอลเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการบางอย่าง ข้อความในอีเมลของฉันทำให้เธอรับรู้ได้ว่าฉันสับสน เธอจึงแนะนำให้ฉันหาวัยรุ่นสักคนมาช่วยในการเตรียมใช้วิดีโอคอล
คำแนะนำของเธอชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน เราเห็นสิ่งนี้ในเรื่องราวของนางรูธและนาโอมี รูธมักได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกสะใภ้ผู้ภักดีที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดของตนเพื่อติดตามนาโอมีกลับไปที่เบธเลเฮม (นรธ.1:16-17) เมื่อพวกเธอมาถึง รูธพูดกับนาโอมีว่า “ขอให้ฉันไปที่ทุ่งนาเพื่อจะเก็บรวงข้าวตก [สำหรับเรา]” (2:2) เธอช่วยเหลือแม่สามีผู้ซึ่งต่อมาได้ช่วยให้เธอแต่งงานกับโบอาส คำแนะนำที่นาโอมีบอกแก่รูธทำให้โบอาสดำเนินการเพื่อซื้อที่นาของญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว และรับเธอมา “เป็นภรรยา [ของเขา]” (4:9-10)
แน่นอนว่าเราให้ความเคารพในคำแนะนำของผู้ที่แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตแก่คนรุ่นหลัง แต่เรื่องของรูธกับนาโอมีทำให้เราตระหนักว่าการแบ่งปันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ทั้งจากผู้ที่อายุน้อยกว่าเราและผู้ที่อายุมากกว่าเรา ให้เรามาช่วยกันพัฒนาความสัมพันธ์แห่งความรักและภักดีระหว่างคนต่างวัยกันเถิด สิ่งนี้จะเป็นพรแก่เราและผู้อื่น และช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้