เพิ่มพูนความรู้ในเรื่องพระเจ้า
ทันทีที่ฉันกระโดดลงไปในสระ น้ำก็เข้ามาเต็มในแว่นตาว่ายน้ำจนฉันมองแทบไม่เห็น แม้ฉันจะไม่เคยเรียนว่ายน้ำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ฉันก็พยายามว่ายไปอย่างช้าๆสองรอบในการแข่งขันที่ฉันอยากลองเข้าร่วม หลายปีต่อมา หลังจากที่ฉันได้เรียนว่ายน้ำและรู้เทคนิคการหายใจและการว่ายอย่างถูกต้อง ฉันก็สนุกกับการเรียนท่าว่ายน้ำสำหรับการแข่งขันทั้งสี่ท่า
ช่างแตกต่างเหลือเกินเมื่อเราได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง หลักการเดียวกันนี้ก็เหมือนการอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเราเข้าใจบริบทและความหมายของสิ่งที่เรากำลังอ่าน เราก็จะเติบโตขึ้นในความเชื่อและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้อย่างถูกต้อง
เปาโลต้องการให้ทิโมธียืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ หลีกเลี่ยงการทุ่มเถียงกันและไม่ถูกหลอกลวงจากพวกสอนเท็จ ในจดหมายฉบับที่สอง อัครทูตท่านนี้กระตุ้นทิโมธีให้ศึกษาพระคัมภีร์ “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)
เมื่อฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคการว่ายน้ำที่ถูกต้อง ฉันก็กลายเป็นนักว่ายน้ำที่ดีขึ้น ในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจพระวจนะและแนวคิดในพระคัมภีร์ เราจะเติบโตขึ้นในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งทำให้เรามีสติปัญญามากขึ้นและจำแนกความจริงจากความเท็จได้ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์นั้น ขอให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ “เพื่อ [เรา]จะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (3:17)
พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนเป็นนิตย์
ช่วงต้นทศวรรษ 1900 ชาร์ลส์ ชวาบนักธุรกิจเหล็กกล้าผู้ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจสร้างคฤหาสน์ที่อาจจะหรูหราที่สุดในนิวยอร์ก ซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1906 บนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทในฝรั่งเศส มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งย่านของเมือง มีสวนที่เขียวชะอุ่ม ห้องโถงขนาดใหญ่และตกแต่งภายในอย่างหรูหรา คฤหาสน์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตึกสูงระฟ้าซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแมนฮัตตันในไม่ช้า แม้จะมีความยิ่งใหญ่อลังการ แต่หลังจากชวาบเสียชีวิต คฤหาสน์นี้ก็ประสบปัญหาในการหาผู้ซื้อ มันใหญ่โตเกินไป แพงเกินไปและไม่สอดคล้องกับความนิยมในเวลานั้น สิ่งปลูกสร้างบนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์นี้ถูกรื้อถอนในปี ค.ศ. 1948 ทั้งคฤหาสน์และตัวเขาต่างก็เลือนหายไป
ไม่ยากที่เราจะเห็นความเป็นจริงในฝ่ายโลก เช่น ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยานและคฤหาสน์ที่ถูกกำหนดให้เลือนหายไป ถ้อยคำในอิสยาห์ 40 เตือนเราว่า “บรรดามนุษย์และสัตว์ก็เป็นเหมือนต้นหญ้า และความงามทั้งสิ้นของมันก็เหมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา” (ข้อ 6) อิสยาห์บอกประชาชนให้อดทนต่อการตีสอนของพระเจ้าเพราะความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขา เมื่อทรงตีสอนแล้ว พระองค์จะทรงปลอบโยนพวกเขา (ข้อ 1-2) สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวเกี่ยวกับมนุษย์ ต้นหญ้า และดอกไม้นั้นคือความจริง (ข้อ 6-7) แล้วความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าล่ะเป็นอย่างไร ความจริงนั้นจะยั่งยืนกว่าบรรดามนุษย์ คฤหาสน์ ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยาน ตลอดจนเกียรติยศทั้งหลาย ใช่แล้ว “พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)
เป็นการดีที่จะระลึกเสมอว่าเราเปราะบางเพียงใด และเป็นการฉลาดที่จะจดจำว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นยั่งยืนเป็นนิตย์
พระเยซูที่สำแดงอยู่ภายในเรา
หลังจากแม่ของจอห์นนี่ อีเรคสัน ทาดาเสียชีวิต จอห์นนี่ครุ่นคิดถึงร่างกายของเราซึ่งเป็นเสมือน “ภาชนะดิน” ที่บรรจุสิ่งมีค่าคือการสถิตอยู่ของพระคริสต์ เธอคิดถึงสิ่งของในสมัยปัจจุบันที่จะใช้อธิบายถึงร่างกายของเราในโลกนี้ได้ เช่น กล่องกระดาษแข็ง เธอรู้ว่า “กล่อง[ร่างกาย]” ของแม่ถูกใช้งานมีมุมที่เก่าชำรุดและเวลานี้ก็ว่างเปล่า แต่เธอสะท้อนให้เห็นว่า นี่เป็นกล่องที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขา เป็น “ภาชนะที่สิ่งมีค่าคือพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตอยู่”
ดังที่จอห์นนี่ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่ติดตามพระเยซูได้ให้พระองค์ส่องสว่างผ่านพวกเขา บ่อยครั้งในแบบที่เป็นประกายงดงามผ่านรอยยับย่นและรูต่างๆ ในยามที่กล่องของพวกเขาผุพังลงตามกาลเวลา ในเรื่องนี้เธอเข้าใจความหมายของเปาโลเกี่ยวกับของมีค่าที่ปรากฏใน “ภาชนะดิน” เพราะนั่นจะเผยให้เห็นว่า “ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” (2 คร.4:7) แม้ว่าเปาโลจะ “ถูกขนาบรอบข้าง” และ “จนปัญญา” กับสิ่งที่ท่านทนทุกข์ แต่ก็ไม่ถึงกับ “กระดิกไม่ไหว” หรือ “ไม่ถึงตาย” (ข้อ 8-9) และท่านรู้ว่าโดยทางร่างกายที่ต้องทนทุกข์ของท่านนั้น ชีวิตของพระคริสต์จะถูกสำแดงให้เห็น
“กล่อง” กระดาษของคุณเป็นอย่างไร คุณอาจรู้สึกว่ารอยยับขยายใหญ่ขึ้น ขณะคุณคร่ำครวญภายใต้ความกดดันของความเจ็บปวดหรือโรคภัยไข้เจ็บ แต่จงรู้ว่าพระเยซูถูกสำแดงให้เห็นภายในกายของคุณ (ข้อ 10) เมื่อคุณยอมจำนนต่อพระองค์ พระองค์จะทรงส่องสว่างผ่านคุณ เพื่อผู้ที่อยู่ในความมืดจะได้รับความรักและชีวิตของพระองค์
สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า
นาฟี่และคัมรานเข้าร่วมการก่อรัฐประหาร พวกเขาต่อสู้อยู่หลายปี เมื่อฝ่ายของตนชนะ พวกเขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานนั่งโต๊ะในเมืองหลวง แต่กลับไม่เป็นไปด้วยดีเพราะแทบไม่มีอะไรให้ทำ พวกเขาจึงหันไปเล่นอินเทอร์เน็ต นาฟี่เล่าว่าเพื่อนร่วมพรรคหลายคน “รวมถึงตัวผมเองด้วยติดอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะทวิตเตอร์” คัมรานเสริมว่า “บททดสอบและความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างนั้น[สงคราม]แต่เป็นตอนนี้ ตอนนั้นมันง่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างซับซ้อนกว่ามาก” เขาอ้างอิงถึงสิ่งล่อใจต่างๆที่พบเจอในอินเทอร์เน็ตแล้วเสริมว่า “หลายคน...ดำดิ่งลงสู่สิ่งเหล่านี้ที่ดูเหมือนหวานชื่น แต่จริงๆแล้วเป็นหลุมพรางที่ขมขื่น”
คัมรานพูดถูกว่า เรามักจะถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดเมื่อเรารู้สึกสบายใจจนไม่ระมัดระวัง เหมือนกับที่เขาเป็นหลังจากสงคราม เราพบคำเตือนในพระคัมภีร์ที่คล้ายกันในเรื่องราวการล่วงประเวณีของดาวิดกับบัทเชบา ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อดาวิดส่งคนอื่นไปทำสงครามแต่ตนเองยังคงอยู่ในเมืองหลวง ดาวิดเปรียบเสมือนชายไร้วินัยที่กำลังเล่นอินเทอร์เน็ต เมื่อพระองค์ “ลุกขึ้นจากพระแท่น และดำเนินอยู่บนดาดฟ้าหลังคาพระราชวัง” (2 ซมอ.11:2) พระองค์ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย และเมื่อ“ทอดพระเนตรเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำอยู่” พระองค์ก็ไม่หันหลังกลับ (ข้อ 2-3)
เราหลีกเลี่ยงเรื่องที่น่าผิดหวังหลังสงครามได้โดยระลึกไว้ว่าเราคงอยู่ในภาวะสงคราม “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่...ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” ดังนั้นในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา ขอให้เรา “รับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้” และเตรียมพร้อมที่จะ “[ยืนหยัด]อยู่อย่างมั่นคง” (อฟ.6:12-13)
ความสว่างแห่งชีวิต
ในปี ค.ศ. 1905 ชายหนุ่มมอมแมมคนหนึ่งเก็บตัวอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาทำการทดลองที่ซับซ้อนทางความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้านักฟิสิกส์ผู้นี้ได้ทำการคำนวณใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สี่เดือนต่อมาชายผู้นี้ได้เขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับการทำงานของโลกขึ้นมาใหม่เกือบทั้งหมด ชายผู้นี้คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาอายุยี่สิบหกปี
แม้จะมีปัญญายิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ยิ่งข้าพเจ้าเรียนรู้มากเท่าใด ข้าพเจ้าก็ยิ่งตระหนักว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้อะไรอีกมาก”
พระคัมภีร์มักกล่าวถึงความใหญ่ยิ่งของพระเจ้าที่สะท้อนให้เห็นในการทรงสร้าง “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า” (สดด.19:1) และในพระธรรมโยบที่บันทึกไว้ก่อนคำพูดของไอน์สไตน์ว่า “ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์” (โยบ 11:7-8)
แต่พระสิริแห่งการทรงสร้างของพระเจ้านั้นใหญ่ยิ่งกว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่...พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” (ยน.1:1,14)ไม่มีการคำนวณใดทางคณิตศาสตร์ที่จะอธิบายพระราชกิจพิเศษของพระเจ้าในพระเยซูที่เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ “ที่นั่น” ในจักรวาลที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา พระวาทะทรงอยู่ท่ามกลางเรา ทรงเป็นความสว่างแห่งชีวิต (1:4) เป็นผู้ที่เราจะรู้จักพระองค์ได้อย่างสนิทสนมและเป็นส่วนตัว
สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน
หลังจากที่ย่าทวดคลาร่าเสียชีวิต รายการอธิษฐานยาวสามเมตรของท่านซึ่งมีรายชื่อผู้ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นประจำ ได้กลายเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว ในนั้นมีรายชื่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ บุคคลที่เพื่อนๆของท่านได้อธิษฐานเผื่อ ตลอดจนนักประกาศ ศิษยาภิบาลและพันธกิจต่างๆที่มีชื่อเสียง สมาชิกใหม่ๆของครอบครัว และหัวข้อที่ขอให้อธิษฐานเผื่อซึ่งเขียนด้วยลายมือไว้ที่ขอบกระดาษ ฉันรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็นชื่อของแม่อยู่ในรายการที่เพิ่มเข้ามาเมื่อท่านยังเป็นเด็ก
อัครทูตเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรยุคแรกว่า “จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยาก และสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน” (รม.12:12 TNCV) ท่านตักเตือนผู้เชื่อให้ทำหลายสิ่งซึ่งเป็นการกระทำที่แสดงถึงความรัก เช่น การเกลียดชังความชั่วและรักความดี (ข้อ 9) ให้เกียรติคนอื่นมากกว่าตนเอง (ข้อ 10) รับใช้พระเจ้าอย่างกระตือรือร้น (ข้อ 11) และมีอัธยาศัยไมตรี (ข้อ 13) การทำความดีเหล่านี้จะไร้ค่าหากปราศจากความรักของพระคริสต์ที่กระทำกิจอยู่ภายในเรา นั่นคือที่มาของการอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ เปาโลร้องเรียกมิตรสหายให้ “ร่วมในการดิ้นรนต่อสู้ของข้าพเจ้าด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้าพเจ้า” (15:30 TNCV) คำขอที่เฉพาะเจาะจงให้ท่านจะรอดพ้นจากผู้ข่มเหงและได้รับการต้อนรับที่ดีในกรุงเยรูซาเล็ม (ข้อ 31-32) เป็นสิ่งที่อยู่ในรายการของเปาโล บางทีรายการเหล่านั้นอาจลงเอยอยู่ในรายการอธิษฐานส่วนตัวของย่าทวดสักคนหนึ่งในกรุงโรมเช่นกัน
คำอธิษฐานเสริมกำลังให้เราดำเนินชีวิตในแบบที่ “ชนะความชั่วด้วยความดี” (12:21) แม้ว่าเราอาจไม่เห็นผลที่ตามมาทุกครั้ง แต่การอธิษฐานนั้นเป็นการส่งทอดมรดกแห่งความสัตย์ซื่อให้กับคนรุ่นต่อๆไป
เติมพลังด้วยความเชื่อ
เ จ. ดี. เป็นพยานถึงเรื่องอันน่าทึ่งที่เขาได้พบระหว่างเดินทางไปเยือนหลายประเทศในแอฟริกา เขาส่งข้อความถึงเราจากภาคตะวันออกของแซมเบียรวมถึงรูปถ่ายจำนวนมากของเหล่าสตรีผู้เปี่ยมด้วยความเชื่อที่ได้นำเสนอแผนสามปีของตนในการประกาศข่าวประเสริฐ “นี่เป็นหนึ่งในการนำเสนอกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิต แทนที่จะใช้ไวท์บอร์ด พวกเขากลับวาดภาพบนพื้น แทนที่จะแจกสำเนาสวยๆของสิ่งที่จะทำ พวกเขากลับแสดงแผนของตนบนกระดาษโปสเตอร์ยับๆที่มีสองคนถือไว้ มันน่าทึ่งมาก!”
พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่พระเยซูทรงให้คุณค่า มัทธิว 15:21-28 กล่าวถึงอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่สภาพของลูกสาวได้ผลักดันให้หญิงคนหนึ่งแสวงหาพระองค์ “พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิด ลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิงอยู่ เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก” (ข้อ 22) และ “ความเชื่อของ[เธอ]ก็มาก” (ข้อ 28) เป็นความเชื่อในพระเยซูที่ตรงกันข้ามกับการขาดความเชื่อของผู้นำชาวยิวผู้ซึ่งจิตใจห่างไกลจากพระเจ้า (ข้อ 8) แม้ว่าพระคริสต์ทรงรู้ว่าคนกลุ่มนี้สืบเชื้อสายจากอับราฮัม แต่พระองค์กลับทรงยกย่องหญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งผู้ซึ่งมีความเชื่อแบบอับราฮัม
สิ่งใดที่ผลักดันให้คุณมองหาพระเยซูในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการส่วนตัว ของครอบครัวหรือของชุมชน หรืออะไรก็ตามที่กระตุ้นให้คุณมาหาพระเยซู ขอให้คุณมาหาพระองค์ แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนล้าไม่มีกำลัง จงมาหาพระองค์ เพราะขนาดของความเชื่อที่คุณมีไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเป้าหมายของความเชื่อ นั่นคือพระเยซูและพระเยซูผู้เดียว
ชีวิตและความตาย
นอกจากการเข้าร่วมพิธีและลงนามในนโยบายต่างๆภายหลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว บรรดาประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ยังต้องพบกับความจริงอันโหดร้าย นั่นคือพวกเขาจะต้องเริ่มวางแผนงานศพของตนเอง วิธีนี้จะทำให้ประเทศชาติเตรียมความพร้อมในการจัดงานพิธีรำลึกเมื่อพวกเขาจากไป จอร์จ เอช.ดับเบิลยู.บุช ถูกถามว่ารู้สึก “แปลก” ไหมที่ต้องวางแผนงานศพของตนเอง เขาตอบว่า “คุณก็จะชินกับมัน” นักประวัติศาสตร์จะจารึกถึงสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ตัวประธานาธิบดีเองกลับต้องวางแผนในส่วนของพิธีศพตามธรรมเนียมของตน ตลอดจนวิธีที่อยากให้ผู้คนจดจำพวกเขา
ความตายนั้นเป็นความจริงอันน่ากลัวที่เราทุกคนต้องเผชิญ กษัตริย์ซาโลมอนผู้แสวงหาความหมายของชีวิตในความสุขสบาย ในการงานและความรู้ แต่กลับพบความว่างเปล่า ตรัสว่า “ไปยังเรือนที่มีการไว้ทุกข์ก็ดีกว่าไปยังเรือนที่มีการเลี้ยงกัน” (ปญจ.7:2) สถานการณ์เชิงลบให้มุมมองที่กว้างไกลกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข หากเราได้เผชิญกับความจริงในเรื่องความตายแล้ว เราก็จะเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ดีขึ้น ในข้อ 2 กล่าวเสริมว่า “ความตายเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ควรใส่ใจในข้อนี้” (TNCV) เราจึงควรไตร่ตรองและวางแผนในเรื่องนี้
ความพรักพร้อมเกิดขึ้นเมื่อเราได้รับการอภัยบาปจากพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราและทรงเป็นขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต้องตายเพราะความตายเกิดขึ้นเมื่ออาดัมมนุษย์คนแรกไม่เชื่อฟังพระเจ้าและเราได้ดำเนินตามทางของเขา แต่ “คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น” (1 คร.15:22)
ไม่กลัวจุดจบของโลก
ในปี ค.ศ. 1859 ได้เกิดพายุสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อเหตุการณ์แคร์ริงตัน ที่ก่อให้เกิดการรบกวนสนามแม่เหล็กอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าได้รบกวนระบบโทรเลข เว็บไซต์ชื่อ Space.com ระบุว่า “มีการคาดการณ์ว่าพายุที่มีขนาดเท่ากับเหตุการณ์แคร์ริงตันนี้ หากเกิดขึ้นในปัจจุบันอาจก่อให้เกิดจุดจบของอินเทอร์เน็ต”
คำว่า จุดจบของโลก เป็นคำบอกเหตุที่ทำให้เราสนใจ คำนี้เป็นชื่อพระธรรมวิวรณ์ในภาษากรีก (apokalypsis) แต่คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงหายนะหรือจุบจบของโลกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปิดออก การเผยให้รู้ ตามความหมายของชื่อพระธรรมวิวรณ์
พระธรรมเล่มนี้เริ่มต้นว่า “วิวรณ์ของพระเยซูคริสต์” (วว.1:1) วิวรณ์เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า ซึ่งเป็นคำที่ยอห์นใช้อธิบายถึงพระองค์มากกว่ายี่สิบห้าครั้งในพระธรรมเล่มนี้ และยังเผยให้เห็นพระคริสต์ในฐานะผู้ซึ่ง “พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวเพลิง พระบาทของพระองค์ดุจทองสัมฤทธิ์ เกลี้ยงเหมือนกับว่าได้หลอมให้บริสุทธิ์แล้ว พระสุรเสียงของพระองค์ดุจเสียงน้ำมากหลาย” (ข้อ 14-15) เมื่อยอห์นเห็นพระเมษโปดกของพระเจ้าเป็นครั้งแรก ท่าน “ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว” (ข้อ 17) แต่พระเมษโปดกแตะตัวท่านแล้วตรัสว่า “อย่ากลัวเลย...เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17-18)
แทนที่จะกลัวจุบจบใดๆของโลก เราสามารถรักพระธรรมวิวรณ์ที่เผยให้เห็นพระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตายและได้รับพระเกียรติ พระองค์คือผู้เดียวที่เรานมัสการ