Category  |  ODB

ยัติภังค์ที่มีความหมาย

ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วงปีที่อยู่ระหว่างการเกิด - การเสียชีวิตของท่าน ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีและไม่ค่อยดีนักในความสัมพันธ์ของเรา ฉันสรรเสริญพระเจ้าในวันที่แม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ทรง “เปลี่ยนแปลง” ฉัน ฉันขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อด้วยกัน และสำหรับผู้คนที่แบ่งปันว่าแม่ได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตาอย่างไร แม่ที่ไม่สมบูรณ์แบบของฉันมีความสุขกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่ดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู

ไม่มีผู้เชื่อพระเยซูคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถทำให้เรา “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (คส.1:10) ตามที่อัครทูตเปาโลบอก คริสตจักรในโคโลสีเป็นที่รู้จักในเรื่องความเชื่อและความรัก (ข้อ 3-6) พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน “ปัญญาและ...ความเข้าใจ” และเสริมกำลังพวกเขาให้ “เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (ข้อ 9-10) ในขณะที่เปาโลอธิษฐานเผื่อและชื่นชมผู้เชื่อเหล่านั้น ท่านก็ได้ประกาศพระนามของพระเยซูผู้ที่ “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” (ข้อ 14)

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ถึงพระเจ้า ในการรักพระองค์และผู้อื่น ในการประกาศข่าวประเสริฐ และชื่นชมยินดีกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู

พระราชาที่มองไม่เห็น

ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้ชม ตัวละครที่เป็นพระราชาซึ่งเล็งถึงพระเจ้าปรากฏบนเวทีเกือบตลอดการแสดง พระองค์สวมชุดสีขาวและสกัดกั้นการโจมตีจากศัตรูอย่างแข็งขัน โอบอุ้มผู้ที่เจ็บปวดอย่างอ่อนโยน และเตือนคนอื่นๆให้ทำความดี ถึงพระราชาจะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้แต่ตัวละครหลักที่เป็นมนุษย์กลับไม่สามารถมองเห็นพระราชาได้ จะเห็นก็เพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากการะกระทำของพระราชาเท่านั้น

พวกเราดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าองค์กษัตริย์ที่แท้จริงทรงกระทำกิจอยู่ในชีวิตของเราแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์หรือไม่ ในเวลาที่เป็นทุกข์ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นนิมิตของผู้ส่งสารจากสวรรค์ (ดนล.10:7) ซึ่งถูกส่งมาโดยตรงเพื่อตอบคำอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 12) ผู้ส่งสารอธิบายว่าการสู้รบฝ่ายวิญญาณทำให้มาถึงช้า และมีทูตอีกองค์ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือ (ข้อ 13) เรื่องนี้เตือนให้ดาเนียลระลึกว่า ถึงแม้ท่านจะมองไม่เห็นพระเจ้าแต่ท่านก็ถูกรายล้อมด้วยหลักฐานที่แสดงถึงการดูแลและเอาใจใส่ของพระองค์ “บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย” ผู้ส่งสารให้กำลังใจท่าน (ข้อ 19) ในตอนจบของผู้แสวงบุญ เมื่อตัวละครหลักไปถึงประตูสวรรค์หลังจากผ่านความทุกข์ยากมากมาย เขาร้องออกมาด้วยความยินดีเป็นครั้งแรกว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นพระราชาแล้ว!” วันหนึ่งเราจะได้เห็นพระองค์ด้วยดวงตาใหม่ของเราบนสวรรค์ แต่ในวันนี้เราสามารถคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเราได้

การนมัสการที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง

ซูซี่นั่งร้องไห้อยู่นอกห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล คลื่นแห่งความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอจนทำอะไรไม่ถูก ปอดเล็กๆของลูกชายตัวน้อยวัยสองเดือนของเธอเต็มไปด้วยของเหลว ทีมแพทย์บอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเด็กแล้วแต่ไม่อาจรับรองผลที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะนั้นเธอบอกว่าเธอ “รู้สึกถึงการสะกิดเตือนอย่างอ่อนโยนและอ่อนหวานของพระวิญญาณ ให้ [เธอ] นมัสการพระเจ้า” เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องเพลง จึงเปิดเพลงนมัสการจากโทรศัพท์ตลอดสามวันต่อมาในโรงพยาบาล ขณะที่นมัสการเธอได้พบความหวังและสันติสุข ในวันนี้ประสบการณ์นั้นสอนเธอว่า “การนมัสการไม่ได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้า แต่มันจะเปลี่ยนคุณอย่างแน่นอน”

ขณะเผชิญสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ดาวิดร้องทูลพระเจ้าในคำอธิษฐานและคำสรรเสริญ (สดด.30:8) ผู้เขียนอรรถาธิบายพระคัมภีร์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เขียนสดุดีอธิษฐาน “ขอพระคุณที่มาจากการสรรเสริญและการเปลี่ยนแปลง” พระเจ้าทรงเปลี่ยน “การไว้ทุกข์ [ของดาวิด]เป็นการเต้นรำ” และท่านประกาศว่าจะ “ถวายโมทนาแด่ [พระเจ้า] เป็นนิตย์” ในทุกๆสถานการณ์ (ข้อ 11-12) แม้การสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาที่เจ็บปวดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง จากความกลัวสู่ความเชื่อ และพระองค์จะทรงใช้ตัวอย่างของเราเพื่อหนุนใจและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นด้วย (ข้อ 4-5)

ลูกชายตัวน้อยของซูซี่ฟื้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้งโดยพระคุณพระเจ้า แม้ว่าทุกความท้าทายในชีวิตจะไม่ได้จบลงอย่างที่เราหวัง แต่พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงและเติมเต็มเราด้วยความยินดีได้อีกครั้ง (ข้อ 11) เมื่อเรานมัสการพระองค์แม้ในความเจ็บปวดของเรา

ด้วยวิธีการง่ายๆ

ตอนที่เอลซี่ป่วยเป็นมะเร็งเธอเตรียมพร้อมที่จะกลับไปบ้านบนสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระเยซู แต่เธอกลับมาหายดี แม้โรคร้ายจะทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ และยังทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยังให้เธอมีชีวิตอยู่ “ข้าพระองค์จะทำการดีอะไรได้อีก” เธอถามพระองค์ “ข้าพระองค์มีเงินและความสามารถไม่มาก และยังเดินไม่ได้ ข้าพระองค์จะทำประโยชน์ให้พระองค์ได้อย่างไร”

แต่แล้วเธอก็พบวิธีง่ายๆในการรับใช้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทำความสะอาดบ้านที่เป็นผู้อพยพ เธอซื้ออาหารให้หรือไม่ก็มอบเงินเล็กน้อยให้ทุกครั้งที่พบพวกเขา เงินที่ให้อาจจะน้อยนิดแต่มีส่วนช่วยพวกคนงานในการยังชีพได้ ขณะที่ทำเช่นนั้น เธอพบว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเธอผ่านญาติมิตรที่มอบของขวัญและเงินให้เธอ ทำให้เธอสามารถเป็นพรกับผู้อื่นต่อได้

เมื่อเธอแบ่งปันเรื่องราวนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเอลซี่ได้นำการทรงเรียกที่ให้รักซึ่งกันและกันใน 1 ยอห์น 4:19 มาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” เช่นเดียวกับความจริงในกิจการ 20:35 ที่ย้ำเตือนเราว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”

เอลซี่ให้เพราะเธอได้รับและเธอก็ได้รับการหนุนน้ำใจเมื่อให้ออกไป เธอไม่ได้ใช้อะไรมากมายไปกว่าหัวใจที่รักและขอบพระคุณ และความเต็มใจที่จะให้ในสิ่งที่เธอมี ซึ่งพระเจ้าก็ทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านั้นกลับมาให้ในวงจรแห่งการให้และการรับอันงดงาม ขอให้เราทูลขอพระองค์จะประทานหัวใจที่สำนึกในพระคุณ และมีใจกว้างขวางในการให้ตามที่พระองค์ทรงนำเรา!

พระเยซูทรงขจัดรอยเปื้อน

“นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า!” ผมตะโกนขณะค้นหาเสื้อเชิ้ตในเครื่องอบผ้า ผมเจอมัน และ...เจออย่างอื่นด้วย

เสื้อเชิ้ตสีขาวของผมมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวง อันที่จริงมันดูเหมือนลายเสือจากัวร์เพราะรอยหมึกเลอะเปื้อนทุกสิ่ง ชัดเจนว่าผมไม่ได้ตรวจดูกระเป๋าก่อน หมึกที่ซึมออกจากปากกาจึงเลอะผ้าทุกชิ้น

พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่ารอยเปื้อนเพื่อบรรยายถึงความบาป รอยเปื้อนที่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้าของสิ่งใดก็ตามทำลายของสิ่งนั้น และนี่คือวิธีที่พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เพื่ออธิบายถึงความบาป และเตือนประชากรของพระองค์ว่าพวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะชำระล้างรอยเปื้อนของบาปได้ “ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัวด้วยน้ำด่างและใช้สบู่มาก แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา” (ยรม.2:22)

แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ความบาปไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ ในอิสยาห์ 1:18 เราได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์จะทรงชำระเราจากรอยเปื้อนของความบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ”

ผมไม่สามารถขจัดรอยหมึกออกจากเสื้อเชิ้ต เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถลบรอยเปื้อนแห่งความบาปของผมออกไปได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงชำระเราในพระคริสต์ เช่นที่ 1 ยอห์น 1:9 ยืนยันว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”

ดำเนินชีวิตต่อได้

ผู้คนนับพันอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลเอ๊ด ด็อบสันเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 2000 หลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขาอธิษฐานขอการรักษาด้วยความเชื่อพระเจ้าจะทรงตอบทันที หลังจากต่อสู้กับโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของเอ๊ดลีบฝ่อไปทีละน้อยมาเป็นเวลาสิบสองปี (และสามปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต) มีคนถามเอ๊ดว่าอะไรที่ทำให้พระเจ้ายังไม่รักษาเขาให้หาย “ไม่มีคำตอบที่ดีหรอก ผมจึงไม่ถาม” เขาตอบ ลอร์น่าภรรยาของเอ๊ดเสริมว่า “หากคุณเอาแต่หมกมุ่นกับการหาคำตอบ คุณคงจะดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้”

คุณสัมผัสได้ถึงความยำเกรงพระเจ้าจากคำพูดของเอ๊ดและลอร์น่าหรือไม่ พวกเขารู้ว่าพระปัญญาของพระองค์อยู่เหนือสติปัญญาของพวกเขา แต่เอ๊ดก็ยอมรับว่า “ผมพบว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้” เขาเข้าใจว่าโรคนี้จะทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และเขาไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาใหม่อะไรอีกในวันรุ่งขึ้น

เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจ่อกับปัจจุบัน เอ๊ดติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ในรถ บนกระจกในห้องน้ำ และข้างเตียง “พระองค์ได้ตรัสว่า ‘เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย’ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว’” (ฮบ.13:5-6) เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มกังวล เขาจะท่องข้อพระคัมภีร์นี้ซ้ำๆเพื่อช่วยนำความคิดกลับมาจดจ่อที่ความจริง

ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น บางทีวิธีการของเอ๊ดอาจช่วยให้เราเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นโอกาสที่จะไว้วางใจ

ที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า

หลังจากที่ภรรยาของเฟร็ดเสียชีวิต เขารู้สึกว่าตนเองจะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้ตราบใดที่ยังคงได้ทานอาหารเช้าทุกวันจันทร์กับเพื่อนๆ ผองเพื่อนวัยเกษียณช่วยยกชูจิตใจของเขา เมื่อใดก็ตามที่ความเศร้ามาเยือน เฟร็ดจะคิดถึงครั้งถัดไปที่จะได้สนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง โต๊ะหัวมุมของพวกเขาเป็นสถานที่หลบภัยจากความโศกเศร้าของเฟร็ด

แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพบปะนี้ก็ยุติลง เพื่อนบางคนป่วย บ้างก็เสียชีวิต ความว่างเปล่าทำให้เฟร็ดแสวงหาการปลอบประโลมจากพระเจ้าที่เขาเคยพบเมื่อวัยเยาว์ “ตอนนี้ผมทานอาหารเช้าคนเดียวแล้ว” เขาบอก“แต่ผมเตือนตัวเองให้ยึดมั่นในความจริงว่าพระเยซูทรงอยู่กับผม และเมื่อผมออกจากร้านอาหาร ผมก็ไม่ต้องเผชิญกับวันที่เหลือตามลำพัง”

เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เฟร็ดค้นพบความปลอดภัยและการปลอบประโลมในการทรงสถิตของพระเจ้า “ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์...ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” (สดด.91:2) เฟร็ดได้รู้จักความปลอดภัยซึ่งไม่ใช่แค่ที่หลบซ่อนตัว แต่เป็นการทรงสถิตอันมั่นคงของพระเจ้าที่เราจะวางใจและพักสงบได้ (ข้อ 1) ทั้งเฟร็ดและผู้เขียนสดุดีพบว่าพวกเขาไม่ต้องเผชิญวันที่ยากลำบากเพียงลำพัง เราเองก็มั่นใจในการปกป้องและความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้เช่นกัน เมื่อเราหันมาหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ พระองค์สัญญาว่าจะทรงตอบและอยู่กับเรา (ข้อ 14-16)

เมื่อชีวิตประสบความยากลำบาก เรามีที่หลบภัยหรือ “โต๊ะหัวมุม” ที่จะไปหรือไม่ ที่เหล่านั้นไม่คงอยู่ตลอดไปแต่พระเจ้าทรงอยู่ถาวรนิรันดร์ ทรงรอคอยที่เราจะเข้าไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเรา

เวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง

คริสตจักรเดิมของเราในรัฐเวอร์จิเนียจะประกอบพิธีบัพติศมาในแม่น้ำริวานน่าซึ่งมักจะมีแสงแดดอันอบอุ่นแต่ทว่าน้ำกลับเย็นจัด หลังจบการนมัสการในวันอาทิตย์ พวกเราจะพากันขึ้นรถและเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเมืองที่พวกเพื่อนบ้านชอบมาเล่นจานร่อน และเด็กๆไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น ภาพของพวกเราที่เดินไปริมแม่น้ำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ขณะยืนอยู่ในน้ำที่เย็นเยือก ผมจะกล่าวข้อพระคัมภีร์และจุ่มตัวผู้ที่กำลังจะรับบัพติศมาลงในน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่สำแดงถึงความรักของพระเจ้า เมื่อพวกเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ โดยเปียกโชกไปทั้งตัวนั้น เสียงแสดงความยินดีและเสียงปรบมือก็ดังขึ้น เมื่อเดินกลับขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อนๆ และครอบครัวจะโอบกอดผู้ที่เพิ่งรับบัพติศมาไว้จนทุกคนเปียกไปตามๆกัน เรารับประทานเค้ก เครื่องดื่ม และของว่างด้วยกัน เพื่อนบ้านที่มองมาไม่ได้เข้าใจทุกครั้งไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขารู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลอง

ในลูกา 15 เรื่องของบุตรน้อยหลงหายที่พระเยซูตรัส (ข้อ 11-32) เปิดเผยว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกลับมาหาพระเจ้าก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเฉลิมฉลอง ทุกครั้งที่มีคนตอบรับคำเชิญของพระเจ้า นั่นคือเวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง เมื่อบุตรชายที่ละทิ้งบิดาไปหวนกลับมา ผู้เป็นบิดารีบสั่งการให้แต่งตัวเขาด้วยเสื้อคลุมอย่างดี แหวนที่ส่องประกายแวววาว และรองเท้าคู่ใหม่ “จงเอาลูกวัวอ้วนพีมา” เขาสั่ง “จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด” (ข้อ 23) งานเลี้ยงใหญ่ที่ครึกครื้นซึ่งทุกคนสามารถมาร่วมสนุกได้ คือวิธีที่เหมาะสมสำหรับการมาร่วม “เฉลิมฉลองกัน” (ข้อ 24)

เครื่องมือแห่งความดี

เมื่ออาชญากรถูกจับกุมตัว พนักงานสอบสวนได้ถามผู้กระทำผิดว่าเหตุใดเขาจึงทำร้ายผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางพยานมากมาย คำตอบนั้นน่าตกใจ “ผมรู้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ทำอะไรหรอก เพราะพวกเขาไม่เคยทำเลย” คำให้การนั้นแสดงถึงภาพของสิ่งที่เรียกว่า “การรู้เห็นต่อการกระทำผิด” หรือการเลือกที่จะเพิกเฉยต่ออาชญากรรมแม้คุณจะรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น

อัครทูตยากอบกล่าวถึงการรู้เห็นต่อการกระทำผิดอีกแบบที่คล้ายกัน โดยบอกว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” (ยก.4:17)

โดยความรอดอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ประทานแก่เรานั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้เป็นตัวแทนของความดีในโลก เอเฟซัส 2:10 ยืนยันว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” การดีนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับความรอด แต่เป็นผลจากการที่หัวใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในชีวิตของเรา พระวิญญาณยังประทานของประทานฝ่ายวิญญาณแก่เรา เพื่อเตรียมเราให้ทำสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นใหม่ในเราให้สำเร็จ (ดู 1 คร.12:1-11)

ในฐานะฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์และรับการเสริมกำลังจากองค์พระวิญญาณ เพื่อเราจะสามารถเป็นเครื่องมือแห่งความดีของพระองค์ได้ ในโลกที่ต้องการพระองค์อย่างยิ่งนี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา