ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เมื่อทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยแฟย์เลย์ ดิกคินสัน (เอฟดียู) ได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลระดับวิทยาลัย แฟนๆบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมที่เป็นรอง ทีมไม่คิดว่าพวกตนจะผ่านรอบแรกไปได้ แต่พวกเขาก็ทำได้ และในเวลานี้พวกเขาได้ยินเพลงประจำทีมของตนดังมาจากอัฒจันทร์ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีวงดนตรีมาด้วย วงดนตรีของมหาวิทยาลัยเดย์ตันได้ฝึกเล่นเพลงของทีม เอฟดียูก่อนการแข่งขันไม่กี่นาที พวกเขาจะเล่นเพลงที่พวกเขารู้จักก็ย่อมได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะฝึกเล่นเพลงนั้นเพื่อช่วยโรงเรียนอื่นและทีมอื่น
สิ่งที่วงดนตรีนี้ทำสามารถมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่บรรยายไว้ในพระธรรมฟีลิปปี เปาโลบอกคริสตจักรในยุคแรกที่เมืองฟีลิปปีรวมถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ให้ดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือ “คิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ในการจะทำเช่นนี้ อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้พวกเขาละทิ้งการชิงดีกัน และคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นก่อนประโยชน์ของตนเอง
การมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นมากกว่าตัวเราคงไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ เปาโลเขียนไว้ว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3) แทนที่จะสนใจแต่ตัวเราเอง เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4)
เราจะส่งเสริมผู้อื่นได้อย่างไร ก็โดยการคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเล่นเพลงประจำทีมของพวกเขา หรือให้ความช่วยเหลือตามที่พวกเขาต้องการ
ยิ่งกว่าครอบครัว
จอนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อย่างเป็นทางการในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เดวิดพี่ชายของเขาดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อจอนตามประสาพี่น้องว่า เขาเคยคว่ำจอนลงกับพื้นตอนเล่นมวยปล้ำด้วยกันสมัยเป็นเด็ก ชีวิตของจอนประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขายังคงเป็นน้องชายของเดวิดเสมอ
การทำให้ครอบครัวประทับใจนั้นเป็นเรื่องยาก แม้คุณจะเป็นพระเมสสิยาห์ก็ตาม พระเยซูทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางคนนาซาเร็ธ พวกเขาจึงยากจะเชื่อว่าพระองค์เป็นบุคคลพิเศษ แต่พวกเขาก็ยังประหลาดใจในพระองค์ “การมหัศจรรย์อย่างนี้สำเร็จได้ด้วยมือของเขาเองหนอ คนนี้เป็นช่างไม้ บุตรนางมารีย์มิใช่หรือ” (มก.6:2-3) พระเยซูตรัสว่า “ผู้เผยพระวจนะจะไม่ขาดความนับถือ เว้นแต่ในเมืองของตน ท่ามกลางญาติพี่น้องของตน และในวงศ์วานของตน” (ข้อ 4) คนเหล่านี้รู้จักพระเยซูดี แต่พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
บางทีคุณอาจเติบโตมาในครอบครัวที่รักพระเจ้า ส่วนหนึ่งในความทรงจำแรกๆของคุณคือการไปโบสถ์และร้องเพลงสรรเสริญ พระเยซูทรงเป็นเหมือนคนในครอบครัวมาตลอด หากคุณเชื่อและติดตามพระองค์ พระเยซูก็คือครอบครัวของคุณ พระองค์ “ไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียก[เรา]ว่าเป็นพี่น้องกัน” (ฮบ.2:11) พระเยซูทรงเป็นพี่ชายคนโตของเราในครอบครัวของพระเจ้า (รม.8:29) นี่เป็นเอกสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับเราอาจทำให้พระองค์ดูธรรมดา เพียงเพราะบางคนเป็นคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่พิเศษ
คุณไม่ดีใจหรือที่พระเยซูทรงเป็นครอบครัวและเป็นยิ่งกว่าครอบครัว ขอให้พระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและพิเศษมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณติดตามพระองค์ในวันนี้
ถูกตัดสินว่าผิดและได้รับการปลดปล่อย
“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเราเป็นอดีตนาวิกโยธินและขึ้นชื่อในเรื่องการทำโทษ และผมก็กลัวเขามาก ดังนั้นเมื่อเพื่อนที่ร่วมทำผิดฟ้องว่าผมมีส่วน ผมจึงโกหกเขาเรื่องนี้ จากนั้นผมก็โกหกพ่อด้วยเช่นกัน
แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้เรื่องโกหกดำเนินต่อไป พระองค์ทรงทำให้ผมรู้สึกผิดมากในเรื่องนี้ หลังจากทนอยู่หลายสัปดาห์ ผมก็ยอมจำนน ผมขอการยกโทษจากพระเจ้าและจากพ่อ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ไปบ้านผู้อำนวยการและสารภาพทั้งน้ำตา ผมรู้สึกขอบคุณที่เขากรุณาและและยกโทษให้
ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ดีจริงๆ เมื่อภาระนั้นถูกยกออกไป ผมเป็นอิสระจากการแบกความรู้สึกผิดเอาไว้้ และมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ดาวิดเองก็บรรยายถึงช่วงเวลาแห่งการลงโทษและการสารภาพบาปผิดในชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน ท่านทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป...พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์” (สดด.32:3-5)
การดำเนินชีวิตในความจริงสำคัญต่อพระเจ้า พระองค์ต้องการให้เราสารภาพบาปต่อพระองค์ และขอการยกโทษจากผู้ที่เรากระทำผิดต่อเขาด้วย “แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์” ดาวิดประกาศ (ข้อ 5) เป็นการดีสักเพียงใดที่ได้รู้จักกับเสรีภาพแห่งการยกโทษจากพระเจ้า!
ความรักมากล้นของพระเจ้า
เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ่งปันอีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง แม็คราเวนได้พบด้วยความเศร้าใจว่าสมาชิกหลายคนในครอบครัวผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารเนื่องจากความผิดพลาด ด้วยความเชื่อว่าครอบครัวนี้ต้องได้รับการขอโทษอย่างจริงใจ แม็คราเวนจึงกล้าที่จะขอการยกโทษจากผู้เป็นพ่อซึ่งหัวใจแหลกสลาย
“ผมเป็นทหาร” แม็คราเวนบอกกับชายผู้นั้นผ่านล่าม “ผมเองก็มีลูกเช่นกัน และผมรู้สึกเสียใจกับคุณ” ชายคนนี้ตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ เขามอบการอภัยซึ่งเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจกว้างขวางอย่างเหลือล้นแก่แม็คราเวน ดังที่ลูกชายผู้รอดชีวิตของชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ขอบคุณมาก เราจะไม่เก็บสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านคุณไว้ในใจของเรา”
อัครทูตเปาโลเองก็ได้เขียนถึงพระคุณอันมากล้นเช่นนี้ “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) ท่านทราบว่าเราจะพบบททดสอบของชีวิตในหลากหลายด้าน ดังนั้นท่านจึงสั่งผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน” (ข้อ 13)
สิ่งใดกันที่ทำให้เรามีใจเมตตาและให้อภัยเช่นนั้นได้ นั่นก็คือ ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังที่เปาโลสรุปว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (ข้อ 14)
หลังกรงขัง
ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์
ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของภาพอันน่าตื่นเต้นของนักกีฬาชื่อดัง แต่เป็นจิตวิญญาณมากมายที่แตกสลายและเจ็บปวด ในช่วงเวลาพิเศษนี้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในเรือนจำ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งทวีตข้อความว่า “ห้องอธิษฐานเริ่มปะทุขึ้นด้วยการนมัสการและเสียงสรรเสริญ” พวกผู้ชายร้องไห้และอธิษฐานด้วยกัน ในท้ายที่สุดนักโทษประมาณยี่สิบเจ็ดคนได้มอบชีวิตให้พระคริสต์
ในทางหนึ่งทางใด เราทุกคนต่างก็อยู่ในคุกที่เราสร้างขึ้นเอง ติดอยู่ในกรงขังแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวและการเสพติด แต่อัศจรรย์เหลือล้นที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ในเช้าวันนั้นที่เรือนจำพระวจนะข้อสำคัญคือ “เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” (อสย.43:19) พระวจนะตอนนี้หนุนใจให้เรา “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว” และ “อย่าฝังใจกับอดีต” (ข้อ 18 TNCV) เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น...เราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25)
และพระเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “นอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด” (ข้อ 11) การมอบชีวิตของเราให้พระคริสต์เท่านั้นที่ทำให้เราเป็นอิสระ พวกเราบางคนจำเป็นต้องทำเช่นนั้น พวกเราบางคนได้ทำแล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงในชีวิตของเราคือใคร เรามั่นใจว่าโดยทางพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงทำ “สิ่งใหม่” อย่างแน่นอน ดังนั้นให้เรามาดูเถิดว่า อะไรงอกขึ้นมาแล้ว!
พรมที่มีข้อความ “ยินดีต้อนรับ”
เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็เลือกพรมที่มีข้อความชินตาว่า “ยินดีต้อนรับ” เมื่อนำมาวางที่บ้าน ฉันก็สำรวจหัวใจตัวเองว่าบ้านของฉันให้การต้อนรับในแบบที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็นจริงๆไหม คือ ต้อนรับเด็กที่ขายช็อกโกแลตเพื่อโครงการโรงเรียน ต้อนรับเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนในครอบครัวที่มาจากนอกเมืองโดยไม่บอกล่วงหน้า
ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูเสด็จลงจากภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย ที่ซึ่งทำให้เปโตร ยากอบและยอห์นยำเกรงในการทรงสถิตขององค์บริสุทธิ์ (ข้อ 1-13) และมารักษาเด็กที่ถูกผีเข้ากับบิดาที่หมดหวัง (ข้อ 14-29) จากนั้นทรงสอนบทเรียนแก่สาวกเป็นการส่วนตัวในเรื่องการสิ้นพระชนม์ (ข้อ 30-32) แต่พวกเขาพลาดประเด็นของพระองค์อย่างร้ายแรง (ข้อ 33-34) พระเยซูจึงทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้บนตักแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็รับมิใช่แต่เราผู้เดียว แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย” (ข้อ 37) คำว่า รับ ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับและยอมรับในฐานะแขกคนหนึ่ง พระเยซูต้องการให้สาวกต้อนรับทุกคน แม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยและแม้ในเวลาที่เราไม่สะดวก ให้เหมือนกับว่าเรากำลังต้อนรับพระองค์
ฉันคิดถึงพรมที่มีข้อความว่ายินดีต้อนรับของฉัน และสงสัยว่าฉันจะหยิบยื่นความรักของพระองค์ไปถึงผู้อื่นอย่างไร ก็โดยเริ่มต้นด้วยการต้อนรับพระเยซูในฐานะแขกผู้ล้ำค่า แล้วฉันจะยอมให้พระองค์ทรงนำฉัน ในการต้อนรับผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงปรารถนาหรือไม่
คนรักพระคัมภีร์
เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพระคัมภีร์” ด้วยวิธีนี้เองเจ้าสาวและเจ้าบ่าวผู้เชื่อที่อุทิศตัวในพระเยซู ต้องการเป็นพยานถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระคัมภีร์ เด็กน้อยเดินไปยังด้านหน้าคริสตจักรโดยวอกแวกเพียงเล็กน้อย บนปกหนังของพระคัมภีร์นั้นมีรอยฟันของเด็กน้อยอยู่ ซึ่งเป็นภาพประกอบที่ชัดเจนเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์หรือผู้ที่ปรารถนาจะรู้จักกับพระองค์ ที่จะชิมและรับเอาพระวจนะนั้นเข้าไปภายใน
สดุดี 119 ยกย่องคุณค่าอันถ้วนทั่วของพระคัมภีร์ เมื่อประกาศถึงความสุขของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระธรรมของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 1) ผู้เขียนร่ายบทกวียกย่องชื่นชมพระคัมภีร์ รวมถึงความรักที่ท่านมีต่อพระวจนะนั้น “ขอทรงพิเคราะห์ว่าข้าพระองค์รักข้อบังคับของพระองค์มากเท่าใด” (ข้อ 159) “ข้าพระองค์เกลียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 163) “จิตใจของข้าพระองค์ปฏิบัติตาม บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง” (ข้อ 167)
เราจะกล่าวถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ผ่านวิถีชีวิตของเราอย่างไร วิธีหนึ่งที่จะทดสอบความรักที่เรามีต่อพระองค์ คือการถามว่า ฉันกำลังมีส่วนกับอะไร ฉันเคย “ลิ้มรส” ความหวานชื่นของถ้อยคำเหล่านั้นไหม จากนั้นให้ตอบรับคำเชิญนี้ที่จะ “ชิมดูแล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ” (34:8)
ยึดติดกับพระเจ้า
เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่ริก้าต้องนอนบนเตียง ไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นดวงจันทร์จากหน้าต่างเล็กๆในห้องของเธอได้ แต่เธอไม่ได้หมดหวัง เธอวางใจในพระเจ้า อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ และตามที่จอนนี่บรรยาย เธอ “รู้วิธีที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดกับความท้อแท้”
จอนนี่เปรียบการยืนหยัดและความพากเพียรของริก้ากับเอเลอาซาร์ทหารในสมัยของกษัตริย์ดาวิด ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะหนีคนฟีลิสเตีย แทนที่เขาจะร่วมกับกองทหารที่ถอยทัพ “[เอเลอาซาร์ ]ได้ลุกขึ้นฆ่าฟัน...จนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ” (2 ซมอ.23:10) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า “ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง” (ข้อ 10) จอนนี่สังเกตเห็นว่าเหมือนเช่นที่เอเลอาซาร์ได้ยึดติดกับดาบด้วยความมุ่งมั่น ริก้าก็ยึดติดกับ “พระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (อฟ.6:17) และที่นั่น เธอพบกำลังของเธอในพระเจ้า
ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือต่อสู้กับความท้อแท้จากโรคเรื้อรัง เราเองก็สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้เช่นกัน เพื่อให้ความหวังของเราที่สะสมไว้หยั่งรากลงลึกมั่นคงขึ้นและช่วยให้เราอดทนได้ เราจะพบกำลังของเราได้ในพระคริสต์
รักด้วยการกระทำ
แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว” เขากล่าว “ผมแค่มาดูว่าคุณสบายดีไหม” การที่เขามา “ถามไถ่เรื่องสุขภาพ” นั้นช่วยหนุนใจเธอ หลังจากที่สูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งที่มีชายใจดีคอยดูแลเธอและครอบครัว
เมื่อของขวัญแห่งความเมตตาที่ให้โดยไม่คิดมูลค่าและประเมินค่าไม่ได้นี้เป็นมากยิ่งกว่าแค่การเป็นคนดี แต่คือการที่เรากำลังรับใช้ผู้อื่นด้วยการแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับพวกเขา ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า ผู้เชื่อในพระเยซูควร “ถวายการสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าโดยทางพระเยซูตลอดไป คือถวายผลแห่งริมฝีปากที่กล่าวยอมรับพระนามของพระองค์” (ฮบ.13:15 TNCV) จากนั้นผู้เขียนมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามความเชื่อ โดยกล่าวว่า “อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้” (ข้อ 16 TNCV)
การนมัสการพระเยซูโดยการประกาศพระนามของพระองค์นั้นเป็นความปีติยินดีและสิทธิพิเศษ เมื่อเรารักเหมือนพระเยซูเราก็ได้แสดงความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า เราสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะให้เราตระหนักถึงโอกาสและเสริมกำลังให้เรารักสมาชิกในครัวเรือนของเรารวมถึงคนอื่นๆด้วย ในช่วงเวลาแห่งการทำพันธกิจรับใช้เหล่านั้น เราก็กำลังประกาศถึงพระเยซูผ่านข้อความที่ทรงพลังนั่นคือความรักที่สำแดงออกเป็นการกระทำ