การอัศจรรย์ “ในสิ่งเล็กน้อย”
ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้แกะสลักรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผ่นลายไม้ทรงกลมอยู่ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ และมีประโยคที่สลักไว้ว่า “การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำนั้น บางอย่างก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ” แผ่นป้ายนั้นแขวนอยู่ในบ้านของเราเป็นเวลาสี่สิบห้าปีแล้ว เตือนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั้งการจ่ายบิล การจัดหาอาหาร การรักษาโรคหวัด ล้วนเป็นบันทึกอันน่าประทับใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
เศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ได้รับถ้อยคำที่คล้ายกันจากพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์เศคาริยาห์ เกี่ยวกับการบูรณะกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารขึ้นใหม่ หลังกลับจากการเป็นเชลยของบาบิโลน ช่วงเวลาของกระบวนการจึงเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคนอิสราเอลรู้สึกท้อแท้มากขึ้น “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” พระเจ้าประกาศ (ศคย.4:10 TNCV) พระองค์ทรงทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จผ่านทางเราและบางครั้งโดยที่ไม่มีเรา “‘มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ข้อ 6)
เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับงานของพระเจ้าที่ดูเหมือนเล็กน้อยซึ่งทรงกระทำภายในเราและรอบๆตัวเรา ขอให้เราจดจำไว้ว่าการอัศจรรย์บางอย่างของพระองค์อาจ “เล็กน้อย” แต่พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เพื่อก่อให้เกิดพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์
สุขภาพของหัวใจ
หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดในร่างกายที่ยาวประมาณ 97,000 กิโลเมตร! ด้วยภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญและเป็นงานที่หนัก เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมสุขภาพของหัวใจจึงเป็นศูนย์กลางของความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายทุกส่วน วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สนับสนุนให้เราสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเพราะสถานภาพของหัวใจเรานั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของเรา
แม้ว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับหัวใจในร่างกายของเรา แต่พระเจ้าตรัสด้วยสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับ “หัวใจ”อีกประเภทหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึง “ศูนย์กลาง” ด้านความคิด อารมณ์ วิญญาณและศีลธรรมของความเป็นเรา เนื่องจากหัวใจเป็นหน่วยประมวลผลกลางของชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23) การรักษาใจจะช่วยเราในการพูด (ข้อ 24) ทำให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ (ข้อ 25) และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับย่างเท้าของเรา (ข้อ 27) ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือช่วงชีวิตใด เมื่อเรารักษาใจของเรา ชีวิตของเราจะได้รับการสงวนรักษา ความสัมพันธ์ของเราได้รับการปกป้อง และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ
เสาะหาและช่วยกู้
เพื่อนของฉันบางคนไปล่องเรือในช่องแคบอังกฤษโดยหวังว่าพยากรณ์อากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ลมพัดแรงขึ้นและคลื่นแปรปรวนซึ่งทำให้เรือไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงวิทยุขอความช่วยเหลือไปยัง RNLI (องค์กรกู้ภัยทางทะเล) หลังจากช่วงเวลาที่ตึงเครียด พวกเขาก็มองเห็นผู้ช่วยเหลืออยู่แต่ไกลและตระหนักด้วยความโล่งใจว่าพวกเขาจะปลอดภัยในไม่ช้า เพื่อนของฉันเล่าด้วยความซาบซึ้งใจในภายหลังว่า “ไม่ว่าผู้คนจะเพิกเฉยต่อข้อปฏิบัติทางทะเลอย่างไรก็ตาม แต่ RNLI ก็ยังคงมาช่วยกู้”
ขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ ฉันก็นึกถึงวิธีที่พระเยซูทรงนำในพันธกิจการเสาะหาและการช่วยกู้ของพระเจ้า พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อมาเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมแผนการช่วยกู้เราจากบาปและการไม่เชื่อฟังที่ได้แยกเราจากพระเจ้า เปาโลเน้นย้ำความจริงนี้เมื่อท่านเขียนถึงคริสตจักรที่กาลาเทีย “พระเยซูคริสตเจ้าของเรา...ทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย” (กท.1:3-4) เปาโลเตือนชาวกาลาเทียให้คิดถึงของขวัญแห่งชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้รับโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เพื่อพวกเขาจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆวัน
พระเยซูผู้ช่วยกู้ชีวิตของเราทั้งหลาย ทรงเต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อช่วยเราจากการหลงหาย เพราะพระองค์ทรงทำเช่นนั้น เราจึงมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า และด้วยใจสำนึกขอบพระคุณเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวเรื่องการช่วยกู้กับคนในชุมนุมชนของเราได้
ขาดความยับยั้งและสะเพร่า
ลินดิสฟาร์นหรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเกาะในอังกฤษที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนแคบๆซึ่งจะปรากฏตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง น้ำทะเลจะขึ้นสูงท่วมทางนั้นวันละสองครั้ง มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงอันตรายจากการข้ามทางในช่วงน้ำขึ้น แต่นักท่องเที่ยวมักเพิกเฉยต่อคำเตือน และมักจะลงเอยด้วยการนั่งบนหลังคารถที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือว่ายน้ำไปที่กระท่อมหลบภัยบนที่สูงเพื่อรอรับการช่วยเหลือ กระแสน้ำเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และมีคำเตือนอยู่ทั่วทุกแห่งซึ่งไม่มีทางที่คุณจะมองไม่เห็น ดังที่นักเขียนคนหนึ่งบรรยายไว้ว่า ลินดิสฟาร์นเป็น “ที่ซึ่งคนไม่ยั้งคิดพยายามจะเอาชนะกระแสน้ำ”
พระธรรมสุภาษิตบอกเราว่าการ “ขาดความยับยั้งและสะเพร่า” เป็นเรื่องโง่เขลา (14:16) คนที่ขาดความยับยั้งจะไม่สนใจสติปัญญาหรือคำแนะนำของคนฉลาด และไม่สนใจหรือไม่ระวังในการกระทำสิ่งต่างๆ (ข้อ 7-8) แต่ทว่าสติปัญญาจะทำให้เราช้าลงเพื่อที่จะฟังและไตร่ตรอง เพื่อเราจะไม่ถูกอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือความคิดครึ่งๆกลางๆนำพาไป (ข้อ 16) ปัญญาสอนให้เราตั้งคำถามที่เหมาะสมและพิจารณาผลจากการกระทำของเรา ในขณะที่คนขาดความยับยั้งจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์หรือผลที่ตามมา หรือแม้กระทั่ง ความจริง “คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังจะไปทางไหน” (ข้อ 15)
แม้ว่าบางครั้งเราจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็ว แต่เราไม่จำเป็นต้องทำโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ เมื่อเรารับเอาสติปัญญาจากพระเจ้าและนำมาปฏิบัตินั้น พระองค์จะประทานการทรงนำที่จำเป็นให้ในยามที่เราต้องการ
สหายเลิศ
ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต่างก็ชื่นชอบสนามหลังบ้าน แม่ของฉันและคุณนายซานเชซกลายมาเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรกัน ทุกวันจันทร์ทั้งคู่จะแข่งกันเป็นคนแรกในการตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนราวตากผ้ากลางแจ้ง แม่ของฉันอาจบอกว่า “เธอชนะฉันอีกแล้ว!” แต่สัปดาห์หน้าแม่จะเป็นคนแรก ทั้งคู่สนุกกับการแข่งขันกระชับมิตรประจำสัปดาห์ เป็นเวลากว่าสิบปีที่ทั้งสองได้ใช้สนามหลังบ้านร่วมกัน และยังได้แบ่งปันสติปัญญา เรื่องราวและความหวังให้แก่กันและกันอีกด้วย
พระคัมภีร์กล่าวด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณความดีของมิตรภาพเช่นนี้ ซาโลมอนแสดงความเห็นว่า “มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา” (สภษ.17:17) พระองค์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “คำเตือนสติอันอ่อนหวานของเพื่อนก็เป็นที่ให้ชื่นใจ” (27:9)
แน่ทีเดียวที่สหายเลิศของเราคือพระเยซู ทรงปลุกเร้ามิตรภาพอันเปี่ยมด้วยความรักจากเหล่าสาวกของพระองค์โดยทรงสอนว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือ การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยน.15:13) แล้วในวันถัดมาพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งนั้นบนกางเขน พระองค์ตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ข้อ 15) แล้วทรงตรัสว่า “สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน” (ข้อ 17)
ด้วยพระดำรัสเช่นนี้ พระเยซู “กำลังยกระดับผู้ฟังของพระองค์” ดังที่นักปรัชญานิโคลัส โวลเทอร์สตอร์ฟฟ์กล่าวไว้ จากมนุษย์ที่ต่ำต้อยไปสู่การเป็นสหายและคนที่ทรงไว้วางใจ ในพระคริสต์นั้นเราเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับผู้อื่น พระองค์ช่างเป็นสหายเลิศจริงๆที่สอนเราถึงความรักเช่นนี้!
การสอนที่น่าทึ่งอย่างที่สุด
โซเฟีย โรเบิร์ตส์ได้เห็นการผ่าตัดเปิดหัวใจครั้งแรกเมื่อเธออายุประมาณสิบเอ็ดปี แม้เธออาจดูเด็กไปหน่อยที่จะดูขั้นตอนทางการแพทย์เช่นนี้ แต่คุณต้องรู้ว่าพ่อของเธอ ดร.ฮาโรลด์ โรเบิร์ตส์ จูเนียร์นั้นเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ในปี 2022 โซเฟียซึ่งอายุสามสิบปีและเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ได้ร่วมทีมกับพ่อของเธอในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ประสบความสำเร็จ ฮาโรลด์กล่าวว่า “จะมีอะไรดีไปกว่านี้ ผมเคยสอนเด็กคนนี้ขี่จักรยาน...เวลานี้ผมได้สอนเธอผ่าตัดหัวใจมนุษย์ นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สุด”
แม้จะมีพวกเราไม่กี่คนที่ได้สอนทักษะการผ่าตัดให้กับเด็ก แต่ซาโลมอนอธิบายถึงความสำคัญของการสอนเรื่องๆหนึ่งแก่ชนรุ่นถัดไป นั่นก็คือการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและวิถีของพระองค์ กษัตริย์ผู้ทรงปัญญาสอนบุตรชายของพระองค์อย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่พระองค์ได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า “บุตรชายของเราเอ๋ย...จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า” (สภษ.3:1, 5) “จงยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 7) “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า” (ข้อ 9) และ “อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (ข้อ 11) ซาโลมอนรู้ว่าพระเจ้าทรง “รัก” และ “ชื่นชมใน” บุตรของพระองค์ที่เต็มใจรับการแก้ไขและการนำทางจากพระองค์ (ข้อ 12)
ให้เราสอนคนรุ่นถัดไปถึงความหมายของการไว้วางใจ ยำเกรง ถวายเกียรติ และถ่อมใจรับการหล่อหลอมจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าทึ่งของเรา การได้ร่วมมือกับพระองค์ในการดำเนินชีวิตเช่นนั้นถือเป็นสิทธิพิเศษที่สำคัญยิ่งยวด และแน่นอนเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างที่สุด!
ร่วมกันในพระคริสต์
ในจำนวนประชากรสามร้อยคนของเมืองวิททิเออร์ มลรัฐอลาสก้า เกือบทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในตึกอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองวิททิเออร์ถูกเรียกว่า “เมืองใต้ชายคาเดียวกัน” เอมี่อดีตผู้พักอาศัยกล่าวว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องก้าวออกไปนอกอาคารเลย ร้านขายของชำ งานทะเบียนของรัฐ โรงเรียน และที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ชั้นล่างของตึก แค่โดยสารลิฟต์ไป!”
“เพราะว่าชีวิตที่นั่นสะดวกสบายมาก ฉันจึงอยากอยู่คนเดียวโดยคิดว่าไม่ต้องการใครเลย” เอมี่เล่า “แต่ทว่าผู้ที่พักอาศัยก็มีมิตรไมตรีมาก พวกเขาดูแลกันและกัน ฉันเรียนรู้ว่าพวกเขาต้องการฉัน และฉันก็ต้องการพวกเขา”
บางครั้งเราอาจเป็นเหมือนเอมี่ที่อยากจะเก็บตัวและเลี่ยงการเข้าสังคม คำหลังฟังดูเครียดน้อยกว่า! แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผู้เชื่อในพระเยซูควรมีสมดุลที่ดีระหว่างความสันโดษและการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่ออื่นๆ อัครทูตเปาโลเปรียบผู้เชื่อกับร่างกายมนุษย์ อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่ที่แตกต่างกันฉันใด ผู้เชื่อทุกคนก็มีบทบาทที่แตกต่างกันฉันนั้น (รม.12:4) อวัยวะไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยลำพัง ผู้เชื่อก็ไม่อาจดำเนินชีวิตในความเชื่อโดยการปลีกตัวอยู่คนเดียวได้ (ข้อ 5) ในท่ามกลางชุมชนคือที่ซึ่งเราใช้ของประทานของเรา (ข้อ 6-8; 1 ปต.4:10) และเติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระเยซู (รม.12:9-21)
เราต้องการกันและกัน การอยู่ร่วมกันของเรานั้นอยู่ในพระคริสต์ (ข้อ 5) เมื่อเรา “ดูแลกันและกัน” ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ให้ผู้อื่นได้เห็น
ไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป
“เธอไม่ใช่คนที่นี่” คำพูดเหล่านั้นทำร้ายหัวใจของเด็กหญิงวัยแปดขวบ และเธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ครอบครัวของเธออพยพจากค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศที่ถูกทำลายจากสงครามไปยังประเทศใหม่ และบัตรตรวจคนเข้าเมืองของเธอมีคำว่า คนต่างด้าว ประทับอยู่ เธอรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะเชื่อในพระเยซูแต่เธอยังคงรู้สึกแปลกแยก ถูกทิ่มแทงด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นคนนอกที่ไม่ได้รับการต้อนรับ ขณะอ่านพระคัมภีร์ เธอพบพระสัญญาในเอเฟซัสบทที่ 2 และในข้อ 12 เธอเห็นคำว่า คนต่างด้าว คำเก่าๆที่ทำให้เจ็บปวด “จงระลึกว่าครั้งนั้นท่านแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้เป็นพลเมืองอิสราเอลและเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) แต่ขณะที่อ่านต่อไป เธอได้รู้ว่าการเสียสละของพระคริสต์เปลี่ยนสถานะของเธออย่างไร เธออ่านข้อ 19 ซึ่งบอกเธอว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่ คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป” เธอเป็น “พลเมืองเดียวกัน” กับธรรมิกชนของพระเจ้า เมื่อตระหนักว่าเธอเป็นพลเมืองสวรรค์เธอจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เธอจะไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป พระเจ้าทรงรับเธอเข้ามาและทรงยอมรับเธอ
เพราะบาปของเรา เราจึงเหินห่างจากพระเจ้า แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างนั้น พระเยซูทรงนำสันติสุขมาสู่ทุกคนที่ “อยู่ไกล” (ข้อ 17) ทำให้ทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์ได้เป็นพลเมืองเดียวกันในอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์ คือเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพระกายของพระคริสต์
การเสด็จกลับมาของกษัตริย์
ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกประมาณพันล้านคน พระราชพิธีพระบรมศพของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงอาจเป็นการออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันนั้นมีหนึ่งล้านคนเรียงรายตามท้องถนนในนครลอนดอน และมี 250,000 คนเข้าแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงในสัปดาห์นั้นเพื่อดูหีบพระบรมศพ เป็นประวัติการณ์ที่มีกษัตริย์ ราชินี ประธานาธิบดี และประมุขแห่งรัฐอื่นๆกว่าห้าร้อยพระองค์ มาเพื่อยกย่องสตรีผู้มีชื่อเสียงในอำนาจและเกียรติคุณของพระองค์
ขณะที่โลกหันสายตาไปที่สหราชอาณาจักรและพระราชินีที่จากไป ความคิดของผมก็หันไปที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการเสด็จกลับมาขององค์กษัตริย์ เราได้ยินว่าวันหนึ่งจะมาถึง เมื่อบรรดาประชาชาติจะมารวมตัวกันเพื่อยกย่องกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก (อสย.45:20-22) ผู้นำที่ทรงอานุภาพและพระเกียรติคุณ (ข้อ 24) “ทุกเข่าจะกราบลง” และ “ทุกลิ้นจะปฏิญาณ” ต่อพระองค์ (ข้อ 23) รวมถึงผู้นำของโลกที่จะถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์และนำประชาชาติของตน เดินไปในความสว่างของพระองค์ (วว.21:24, 26) ไม่ใช่ทุกคนจะต้อนรับการเสด็จมาถึงของกษัตริย์พระองค์นี้ แต่บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์จะชื่นชมยินดีกับการครองราชย์เป็นนิตย์ของพระองค์ (อสย.45:24-25)
เหมือนที่โลกรวมตัวกันเพื่อชมการจากไปของพระราชินี วันหนึ่งโลกจะได้เห็นจอมกษัตริย์ผู้สูงสุดเสด็จกลับมา วันนั้นจะเป็นวันที่ทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกก้มกราบลงต่อพระเยซูคริสต์ และยอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟป.2:10-11)