ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ
“พ่อคะ เอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหม” ลูกสาวคนเล็กของผมถาม “ได้สิ” ผมตอบแล้วเอาน้ำมาให้เธอ เธอรับไปโดยไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนโตก็ขอเช่นกัน และเมื่อผมเอาน้ำมาให้เธอก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ผมหงุดหงิดจึงโพล่งออกไปว่า “มีใครจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างไหม ทำไมมันถึงยากนัก”
บางครั้งความหงุดหงิดของพ่อแม่ก็เป็นตัวเร่งที่เปิดประตูให้พระเจ้าได้ทำงาน ผมรู้สึกทันทีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนอย่างอ่อนโยนว่า ใช่แล้ว อดัม ทำไมการพูดคำว่า “ขอบคุณ” ถึงยากนัก แล้วต้นเหตุก็ถูกเปิดเผย กลายเป็นว่าท่าทีแห่งการขอบพระคุณที่ขาดหายไปไม่ใช่ปัญหาของลูกๆเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผมด้วย
ผมไม่รู้ว่าทำไมการพูดขอบคุณจึงยากนัก แต่ที่แน่ๆดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แต่ในพระธรรมสดุดีเราได้เห็นแบบอย่างของการมีใจขอบพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้น ดาวิดและคนอื่นๆมักจะสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน และวลีที่มักจะนำหน้าคำขอบพระคุณของพวกเขาคือ “ข้าพระองค์จะ...”
ในสดุดี 9:1 ดาวิดตั้งใจเลือกที่จะแสดงความขอบพระคุณ “ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” เราอาจคิดว่าใจขอบพระคุณนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ดาวิดย้ำเตือนว่าเป็นการเลือกของเราด้วยเช่นกัน
เมื่อเราเลือกที่จะปลูกฝังนิสัยแห่งการแสดงความขอบพระคุณเช่นเดียวกับดาวิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จักและชื่นชมในความประเสริฐของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต
ชี้ไปที่พระเยซู
ชายสูงวัยคนหนึ่งวิ่งออกกำลังไปตามถนนในเมืองนิวยอร์กซิตี้ เขาหยุดวิ่งเมื่อสังเกตเห็นรองเท้าผ้าใบเก่าหมดสภาพคู่หนึ่งวางอยู่ใกล้กับป้ายขอความช่วยเหลือของคนไร้บ้าน เมื่อรู้ว่าเขากับชายไร้บ้านสวมรองเท้าขนาดใกล้เคียงกัน เขาจึงถอดรองเท้า (และถุงเท้า!) ของตนให้กับชายไร้บ้านที่อ่อนวัยกว่า โดยอธิบายกับชายไร้บ้านว่า “ผมได้รับการอวยพรมาตลอดชีวิต พระเจ้าทรงดีต่อผมมาก ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่าผมควรเป็นพรแก่คุณด้วย” แล้วเขาก็เดินเท้าเปล่ากลับบ้าน
ชายคนนี้แสดงความปรานีต่อผู้อื่นเพราะพระเจ้าทรงดีต่อเขา ในทำนองเดียวกันผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกให้ “สวม...ใจปรานี” (คส.3:12) แท้ที่จริงแล้วไม่ว่าเราจะทำหรือพูดอะไร เราควรทำ “ในพระนามของพระเยซูเจ้า” (ข้อ 17) นอกจากความปรานีแล้วเรายังต้องสำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงคุณลักษณะของ “ใจเมตตา...ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) ผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) เพิ่มพูนขึ้นในเราเนื่องจากเรามีองค์พระวิญญาณผู้สถิตอยู่ภายใน และผลนี้จะแสดงออกมาเป็นความรักซึ่งพระเจ้าประทานแก่เราที่หลั่งไหลไปสู่ผู้อื่น และผูกพันความดีงามเหล่านี้ไว้ “ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (คส.3:14)
ขอให้เราเป็นเหมือนนักวิ่งคนนั้นที่คอยมองหาโอกาสที่จะแสดงความเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูดให้กำลังใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือแม้แต่การถอดรองเท้าของเราให้คนอื่น และเมื่อเราทำเช่นนั้นขอให้เราชี้ไปที่พระเยซู (ข้อ 17)
บทเรียนที่ไม่อาจลืม
คอรี่ บรู๊คส์ หรือ “ศิษยาภิบาลบนดาดฟ้า” ได้อาศัยอยู่บนดาดฟ้าของคริสตจักรที่อยู่ทางตอนใต้ของชิคาโกเป็นเวลา 343 วัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน บรู๊คส์ได้โพสต์ข้อความ “ขอบคุณ” ทางออนไลน์ถึงโจ สโตกส์ ครูชั้นประถมซึ่งได้สอนบทเรียนที่ไม่อาจลืมสี่ประการให้กับเขา นั่นคือพลังแห่งความบากบั่น ความสำคัญของความซื่อตรง คุณค่าของการมีส่วนร่วมในชุมชน และอิทธิพลของการศึกษา
เมื่อเรานำคำสอนแห่งปัญญาของซาโลมอนในสุภาษิต 3 มาใช้ เราก็จะสามารถบากบั่นเพื่อดำเนินชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้เช่นกัน ซาโลมอนได้สอนบทเรียนสี่ประการที่เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าและถูกเรียกให้เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในทางบวก คือ “จงวางใจในพระเจ้า” (ข้อ 5) “จงยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย” (ข้อ 7) “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สินของตน” (ข้อ 9) “อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (ข้อ 11) แม้คำสอนแห่งปัญญาเหล่านี้จะผลักดันให้เราเพ่งความสนใจไปที่พระเจ้า แต่ความเชื่อของเราก็ยังมีด้านที่ส่งผลกระทบกับผู้คนด้วยเช่นกัน
ในมัทธิว 5:3-12 พระเยซูผู้ทรงเป็นพระปัญญาสูงสุดได้ทรงอธิบายถึงลักษณะภายในของผู้เชื่อในพระเยซูไว้อย่างน่าฟัง นอกจากนี้พระองค์ยังเตือนสติว่าพวกเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างมาก “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก” (ข้อ 13) “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” (ข้อ 14) ดังนั้นเราจึงถือเป็นเกียรติที่ได้ “ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ [เรา ]ทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของ[เรา ]ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16)
เป็นคริสตจักร
ในยามบ่ายที่มีแดดจัดวันหนึ่ง ฉันวาดรูปด้วยชอล์กสำหรับเขียนพื้นกับครอบครัวชาวซูดานข้างบ้าน พวกเราได้ยินเสียงร้องเพลงดังมาจากบ้านที่อยู่ถัดออกไปซึ่งมีคนกลุ่มเล็กๆกำลังนมัสการอยู่ หญิงแม่ลูกอ่อนที่ฉันกำลังคุยด้วยอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราจึงเดินเข้าไปฟัง พวกเขาเชิญเราเข้าไปร่วมในการนมัสการ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในถังที่มีน้ำสำหรับพิธีบัพติศมา พูดถึงการได้รับการอภัยโทษบาปและการอุทิศตนเพื่อติดตามพระเยซู
นี่เป็นโอกาสพิเศษสำหรับเราที่ได้ยินคำพยานแห่งความรอดในสนามหญ้าข้างบ้าน คนกลุ่มนี้ถือเป็นคริสตจักรในละแวกบ้านของเรา
พระเยซูกำลังสร้างคริสตจักรของพระองค์ทั่วโลก ในช่วงหลายวันก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์จะส่งพระวิญญาณมาสถิตในท่ามกลางพวกเขา และพวกเขาจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กจ.1:8) พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ผ่านการเทศนาและการสอนด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณ และนับตั้งแต่นั้นพระเจ้าก็เริ่ม “ให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอดมาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ” (2:47)
เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคริสตจักรของพระคริสต์ได้ ด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในฐานะที่เป็นคริสตจักรของพระองค์ในละแวกบ้านของเรา และเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา พระองค์ได้ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์และทรงเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อที่เราจะได้รับการอภัยโทษบาปและมีชีวิตนิรันดร์ และพระองค์จะทรงช่วยให้เราเรียนรู้วิธีการรับใช้ผู้อื่นในคริสตจักรของพระองค์ในปัจจุบัน
น้ำใจโอบอ้อมอารี
เมื่อไม่กี่ปีก่อนคริสตจักรของเราให้ที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีจากประเทศของตนเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง ทั้งครอบครัวมาพร้อมสัมภาระเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าเล็กๆใบเดียว มีสมาชิกในคริสตจักรของเราหลายครอบครัวที่เปิดบ้านต้อนรับ แม้บางบ้านจะมีพื้นที่ไม่มากนักก็ตาม
ความโอบอ้อมอารีมีเมตตาเช่นนี้สะท้อนถึงพระบัญชาของพระเจ้าที่ประทานต่อชนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าอาศัยในดินแดนแห่งพันธสัญญา เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว อาหารทุกอย่างสำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงการเก็บเกี่ยวในปีหน้า พระเจ้าตรัสว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วลืม อย่ากลับไปเอามาเลย“ให้เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ฉธบ.24:19) พวกเขาต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่เฉพาะในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ให้ด้วยใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า “เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอวยพระพรแก่กิจการทั้งหลายแห่งมือของท่าน” (ข้อ 19) พระเจ้าทรงมีให้พวกเขาอย่างเพียงพอเสมอ
การแสดงความโอบอ้อมอารียังเตือนใจด้วยว่าพวกเขาเคยเป็น “ทาสอยู่ในอียิปต์” (ข้อ 22) แม้เราอาจไม่เคยพบเจอกับการกดขี่เช่นนั้น แต่เราทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์ในการเป็นคนนอกหรือคนที่ขัดสน เมื่อเราหยิบยื่นให้แก่ผู้อื่น เราควรระลึกถึงความต้องการพื้นฐานที่สุดของเราด้วย นั่นคือการเป็นอิสระจากบาป “ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม.5:8)
เมื่อเรามีใจโอบอ้อมอารี เราก็ได้นมัสการพระเจ้าของเราผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง และทรง “รักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 คร.9:7)
อธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจ
เบร็นดาและเอ็ดดี้ขึ้นรถและเริ่มต้นกิจวัตรประจำเย็นวันพฤหัสของพวกเขา “คุณอยากกินอะไร” “โอ้ เอ็ดดี้ ฉันยังไงก็ได้ที่ไหนก็ได้” เอ็ดดี้เคยเจอสถานการณ์นี้มาแล้ว “โอเค ร้านกังหันลมไหม” เบร็นดาขมวดคิ้ว “ไม่ ที่ไหนก็ได้ยกเว้นที่นั่น” เอ็ดดี้ถอนหายใจ “แล้วที่ไหนล่ะ” เบร็นดายืนยัน “ที่ไหนก็ได้จริงๆ”
นี่เป็นเหมือนมุขของละครตลกที่มองย้อนไปแล้วก็ขำ แต่เรารู้ดีว่ามันน่าหงุดหงิดแค่ไหนในเวลานั้น
บางครั้งชีวิตแห่งการอธิษฐานของเราก็เป็นแบบนั้นด้วย คือเราคลุมเครือเกินไป ตรงกันข้ามกับคำอธิษฐานในดาเนียล 9 ที่เผยให้เห็นว่าดาเนียลเอ่ยถึงสิ่งที่ท่านต้องการอย่างกล้าหาญ โดยเริ่มต้นด้วยการสารภาพบาปของประชาชนของท่าน “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้กระทำความผิด” (ข้อ 5) จากนั้นท่านก็ทูลขอว่า “ฉะนั้น ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และคำวิงวอนของเขา” (ข้อ 17) “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงฟัง ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงให้อภัย ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงใส่พระทัยและทรงกระทำ” (ข้อ 19) พระเจ้าไม่ได้ทรงติดหนี้อะไรดาเนียล แต่เพราะท่านไว้วางใจใน “พระกรุณายิ่งใหญ่” ของพระเจ้า (ข้อ 18) ท่านจึงกล้าที่จะทูลสิ่งที่อยู่ในใจทุกอย่างต่อพระองค์
การอธิษฐานว่า “อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ดังเช่นที่พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาในคืนก่อนจะทรงถูกตรึงกางเขน (มธ.26:39) แต่บางครั้งเราก็ควรจะบอกถึงสิ่งที่เราต้องการ พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความกล้าหาญของเราเมื่อเรามาเฝ้าพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด ดังนั้นจงกล้าหาญอธิษฐานถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ และมอบสิ่งนั้นไว้กับพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณายิ่งใหญ่
พระองค์ทรงเห็นฉัน
เมื่อสามีของซันป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ชีวิตของเธอต้องพลิกผันครั้งใหญ่ เธอต้องคอยช่วยสามีทำกิจวัตรประจำวันและรับมือกับอารมณ์ฉุนเฉียวของเขา เธอดูแลสามีอย่างสัตย์ซื่อเป็นเวลาสิบเจ็ดปี แต่แล้วเมื่อสามีของเธอล้มทำให้อาการของเขาทรุดลง ภาระในการดูแลเพิ่มมากขึ้นจนเกินรับไหว ซันจึงจมดิ่งลงสู่ภาวะซึมเศร้า “ฉันรู้สึกว่าได้สูญเสียความเชื่อไปแล้ว” เธอเล่า “และฉันมองไม่เห็นพระเจ้า”
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ซันเชื่อว่าพระเจ้าทรงมองเห็นเธอเพราะพระองค์ประทานเงินสำหรับการรักษาพยาบาลที่บ้านให้กับสามีที่เจ็บป่วยเรื้อรัง และทรงส่งนักสังคมสงเคราะห์มาช่วยเหลือซันในการจัดการกับปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดจากการดูแลคนป่วย
พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองว่าทรงเป็นพระเจ้าผู้มองเห็นในเรื่องราวของฮาการ์ ในปฐมกาล 16 ฮาการ์ผู้เป็นทาสได้หนีจากการถูกนายหญิงกดขี่ข่มเหง (ข้อ 6) เมื่อ “ทูตพระเจ้า” พบเธอ “ที่น้ำพุในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 7) ทูตนั้นสั่งฮาการ์ให้ “กลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า” (ข้อ 9) และรับรองว่าเธอจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า แม้ฮาการ์จะไม่ใช่คนสำคัญในสังคมของเธอ แต่พระเจ้าก็ทรงคอยดูแลความเป็นอยู่ให้ ด้วยความสำนึกในพระคุณ ฮาการ์ประกาศว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์” (ข้อ 13 TNCV)
พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเราในความทุกข์ยากของเราเช่นกัน เราไม่เคยต้องอยู่ตัวคนเดียว เพราะพระบิดาแห่งความรักทรงทราบความเป็นไปของเรา และพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เราวางใจได้ เราสามารถร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และพระองค์จะทรงยกชูเราขึ้น
เดินกับพระเจ้า
วันนั้นเป็นวันอังคาร คนที่เดินรอบลู่วิ่งในโรงยิมควรต้องเดินไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา กลุ่มคนแรกๆที่ภรรยาของผมร่วมเดินไปด้วยก็ทำเช่นนั้น แต่แล้วมีคนหนึ่งเดินเข้ามาในลู่โดยเดินทวนเข็มนาฬิกา เพื่อนของเธอสองสามคนก็เดินตามเข้ามา แล้วก็มีอีกคนเดินตามเข้ามา ทันใดนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นบนลู่วิ่ง และต้องใช้เวลาหลายนาทีในการจัดการให้เป็นระเบียบ
แม้คนที่เดินผิดทางจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพลังของการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น คนหนึ่งเดินผิดทางทำให้อีกคนเดินผิดด้วย เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆคล้ายกับสุภาษิต 13:20 ที่ว่า “บุคคลที่เดินกับปราชญ์ ก็กลายเป็นคนฉลาด แต่เพื่อนฝูงของคนโง่จะรับภยันตราย” การเดินตามคนที่เดินผิดทางนั้นนำไปสู่ปัญหา
ในกาลาเทีย 5 เปาโลอธิบายว่าความผิดพลาดเช่นนี้จะทำให้ความก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักลงได้ ท่านกล่าวว่า “ท่านกำลังวิ่งแข่งดีอยู่แล้ว ใครเล่าขัดขวางท่านไม่ให้เชื่อฟังความจริง การเกลี้ยกล่อมอย่างนั้นไม่ได้มาจากพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย” (ข้อ 7-8) พระเจ้าผู้ทรงปรารถนาการเชื่อฟังไม่เคยนำเราออกจากความจริง และเข้าสู่ความ “สับสนวุ่นวาย” (ข้อ 10 TNCV) แต่ผู้ที่ต่อต้านความจริงของพระองค์อาจขัดขวางการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้ โดยการทำให้เราหันเหออกจากพระองค์
พระเจ้าทรงต้องการเป็นผู้นำทางของเรา เมื่อเราเดินไปกับพระองค์ เราจะไม่มีวันเดินหลงไปผิดทาง
เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีคนไม่กี่คนที่ได้เข้าไปในป่าสนยักษ์เซคัวญ่าในสหรัฐอเมริกา และคนจำนวนมากก็ไม่เชื่อรายงานเกี่ยวกับต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้ แต่ในค.ศ. 1892 ช่างตัดไม้สี่คนลองเสี่ยงเข้าไปในป่าบิ๊กสตัมพ์ในแคลิฟอร์เนีย และใช้เวลาสิบสามวันในการตัดต้นไม้ขนาดมหึมาที่ชื่อว่า มาร์ก ทเวน ทเวนมีอายุ 1,341 ปี สูงราวเก้าสิบเมตรและมีเส้นรอบวงยาวสิบห้าเมตร ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งบรรยายว่าทเวนเป็นต้นไม้ “ที่มีสัดส่วนงดงาม เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในป่านี้” พวกเขาส่งท่อนหนึ่งของต้นไม้ที่สวยงามน่าทึ่งซึ่งถูกตัดลงแล้วไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ที่ซึ่งทุกคนจะสามารถเห็นต้นเซคัวญ่าได้
แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถพิสูจน์ความจริงทุกอย่างได้ด้วยตาเท่านั้น พระธรรมฮีบรูอธิบายว่าความเชื่อคือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (ฮบ.11:1) ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลหรือเพ้อฝัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดมีรากฐานมาจากบุคคลหนึ่ง คือพระเยซู ผู้ที่ทรงมีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อนี้ประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสและเหตุผลของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองสิ่งนี้ ความเชื่อจำเป็นต้องมีมากกว่านั้น ฮีบรูบันทึกไว้ว่า “โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น” (ข้อ 3)
หลายครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจสัมผัส มองเห็น หรือเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ความเชื่อของเราในพระคริสต์อันเกิดได้โดยพระวิญญาณนั้น จะช่วยให้เราเชื่อได้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ตาของเรามองเห็น