จำเป็นที่จะต้องเล่า
“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาให้เงินแก่ชายจรจัดคนหนึ่งและกล่าวคำพูดนั้น เขาถูกรถชนและเสียชีวิตทันที ในระเบียบการสำหรับพิธีรำลึกถึงชีวิตของจอห์นมีข้อความเขียนไว้ว่า “เขาต้องการรู้ว่าจะเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นในบ่ายวันอาทิตย์ขณะพยายามช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ขัดสน พระเจ้าก็ได้ประทานหนทางให้เขาเข้าถึงคนทั่วโลก ทีวีท้องถิ่นทุกช่องนำเสนอข่าวนี้ และข่าวนี้ไปถึงเพื่อนๆ ครอบครัว และคนอื่นๆ มากมายทั่วประเทศ”
แม้ว่าจอห์น ดาเนียลส์จะไม่ใช่นักเทศน์ แต่เขารู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปาโลก็เช่นกัน ในกิจการ 20 อัครทูตเปาโลแสดงออกถึงความร้อนรนในข่าวประเสริฐในคำกล่าวอำลาผู้นำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า “ในชีวิตของข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (ข้อ 24)
ข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยโทษและชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีเกินกว่าจะเก็บไว้และไม่บอกคนอื่น ผู้เชื่อบางคนมีทักษะในการอธิบายพระกิตติคุณได้ดีกว่าผู้เชื่อบางคน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่เคยประสบกับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตต่างก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขาได้
คุณจะถามพระเยซูว่าอะไร
“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พระองค์บอกพวกเขาว่าจริงๆแล้วจักรวาลนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วลูกสาวของเขาก็ตอบว่า “หนูจะขอกอดพระองค์”
คุณนึกภาพความรักในสายพระเนตรของพระเยซูต่อเด็กเหล่านี้ออกไหม ฉันคิดว่าพระองค์คงจะยินดีทำตามคำขอเหล่านั้น คุณว่าไหม ฉันจินตนาการเห็นพระองค์หยอกล้อกับพวกเด็กผู้ชายและอ้าแขนให้เด็กหญิงตัวเล็ก พระองค์อาจจะชอบเป็นพิเศษที่ลูกสาวของโจอยากได้อ้อมกอด เพราะมันแสดงถึงหัวใจแห่งความรักต่อพระองค์และความปรารถนาในความรักของพระองค์
เด็กๆรู้สึกได้ว่าพวกเขาต้องการการพึ่งพาอาศัย และพวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ตรัสว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้” (ลก.18:17) พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราตระหนักถึงความจำเป็นต้องได้รับพระคุณ การอภัยโทษ และความรอดของพระองค์ พระองค์พอพระทัยในจิตใจถ่อมที่ปรารถนาจะอยู่ใกล้กับพระองค์
มีอะไรที่คุณอยากจะถามพระเยซูไหม เราทุกคนต่างมีคำถามที่เราอยากถามแน่นอน! หรือบางทีคุณแค่อยากอยู่ใกล้ๆพระองค์ใช่ไหม จงวิ่งไปหาพระองค์ตอนนี้เพื่อรับอ้อมกอดนั้นและสิ่งอื่นๆที่คุณต้องการอีกมากมาย
กลายเป็นผู้บริสุทธิ์
หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลวดลาย และลงสี ผลงานจากความตั้งใจของฉันออกมาไม่น่าประทับใจ มันเป็นชามใบเล็กที่บิดเบี้ยวสีกระดำกระด่าง มันคงไม่ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหนในเร็วๆนี้แน่
การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่สูงอาจเป็นเรื่องยาก พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลประสบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อพวกเขาพยายามปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ตามธรรมบัญญัติ (ลนต.22:1-8) และคำสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา (ข้อ 10-33) การงานของพวกปุโรหิตต้องบริสุทธิ์ด้วยการถูกแยกตัวออกมา แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็มักจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่ในที่สุดพระเจ้าได้ทรงรับเอาความรับผิดชอบต่อความชอบธรรมของพวกเขาไว้บนบ่าของพระองค์เอง “เราคือพระเจ้า ผู้ที่ตั้ง [ปุโรหิต]ไว้ให้บริสุทธิ์” พระองค์ทรงบอกกับโมเสสครั้งแล้วครั้งเล่า (22:9, 16, 32)
พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้สมบูรณ์แบบของเรา และพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่บาปอันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงรับผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้าพระองค์ชำระตัวถวายเพราะเห็นแก่ [เหล่าสาวก] เพื่อให้เขารับการทรงชำระแต่งตั้งไว้โดยสัจจะด้วยเช่นกัน” (ยน.17:19) เมื่อเรารู้สึกว่าความพยายามที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของเรานั้นเป็นแค่ชามดินปั้นของนักปั้นมือใหม่ เราก็สามารถพักสงบในพระราชกิจอันสมบูรณ์แบบที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้ว และพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์
พระเจ้าเป็นรากฐานของเรา
บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เองที่มีบางอย่างน่าสนใจ
ขณะที่ช่างก่อสร้างขุดลงไป สิ่งที่พลั่วตักขึ้นมามีทั้งจานแตกๆ ขวดน้ำอัดลมยุคปี 1850 หรือแม้แต่ช้อนส้อม บ้านของเราสร้างบนกองขยะเก่าหรือเปล่านะ ใครจะรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิศวกรของเราบอกว่าฐานรากของบ้านเราจะต้องขุดให้ลึกลงอีก ไม่เช่นนั้นผนังบ้านจะมีรอยแตก
รากฐานที่ดีจะทำให้บ้านแข็งแรง ชีวิตของเราก็เช่นกัน เมื่อศัตรูทำให้คนอิสราเอลหวาดกลัว อิสยาห์อธิษฐานให้พวกเขาเข้มแข็ง (อสย.33:2-4) แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มาจากความกล้าหาญหรืออาวุธ แต่มาจากการก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระองค์จะทรงเป็นเสถียรภาพแห่งเวลาของเจ้า ทรงเป็นความรอด สติปัญญา และความรู้อันอุดม” (ข้อ 6) พระเยซูตรัสสิ่งที่คล้ายกัน โดยทรงสอนว่าผู้ที่สร้างชีวิตบนพระปัญญาของพระเจ้าจะสามารถต้านทานพายุแห่งชีวิตได้ (มธ.7:24-25)
สัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่ารากฐานของเราต้องการความเอาใจใส่คือ เมื่อรอยร้าว เช่น ความก้าวร้าว การเสพติด หรือปัญหาชีวิตแต่งงานปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อเราแสวงหาความปลอดภัยแต่ไม่พบ หรือปฏิบัติตามปัญญาของยุคนี้เพียงอย่างเดียว เราจะอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง แต่ผู้ที่สร้างชีวิตของตนในพระเจ้าจะได้รับพระกำลังและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ (อสย.33:6)
ได้รับการอวยพรให้เป็นพร
สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันเขียนบล็อกและเล่าเกี่ยวกับพระองค์ ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องแสดงความคิดเห็นออกมาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน เมื่อฉันเริ่มเขียนบล็อก ฉันกลัวว่าจะหมดเรื่องที่ต้องการจะพูด แต่สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าฉันพบถ้อยคำหนุนใจและข้อคิดสำหรับแบ่งปัน ยิ่งฉันเขียนมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่
ฉันได้เห็นกับตาในชีวิตของฉันเองว่าพระเจ้าทรงเติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีและแรงบันดาลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันทุ่มเทของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น
ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราอ่านเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เผยพระวจนะเอลีชา เจ้าหนี้ของสามีผู้ล่วงลับของเธอต้องการจับลูกชายสองคนของเธอไปเพื่อชดใช้หนี้ สิ่งที่เธอมีที่บ้านมีแค่น้ำมันมะกอกหนึ่งไหเล็กๆ ผู้เผยพระวจนะสั่งให้เธอไปยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านมาและให้เทน้ำมันลงในภาชนะไปเรื่อยๆ “บุตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน” (4:5) หญิงนั้นเทน้ำมันไปเรื่อยๆจนเต็มภาชนะทั้งหมดอย่างอัศจรรย์ เธอสามารถใช้หนี้ของครอบครัวได้ด้วยน้ำมันส่วนที่เกินจากการใช้งานของเธอ
พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและทรงจัดเตรียมให้เสมอ พระองค์ทรงอวยพรเราด้วยของประทานและพรสวรรค์ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น อย่าซ่อนหรือเพิกเฉยต่อของประทานของเรา แต่จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ความเกรงกลัว
เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจต้านทานเมื่อมีคนบอกว่าผมเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวโดยพึ่งพิงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า และเปลี่ยนความกลัวตายมาเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ สำหรับเจเรมี่ นี่หมายถึงความยำเกรงต่อองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลผู้จะทรง “กลืนความตายเสีย” (อสย.25:8) ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าทรงรู้จักและรักเขา
ความยำเกรงพระเจ้า คือ ความเคารพและความเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเราจากส่วนลึก เป็นสาระสำคัญของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม กษัตริย์ซาโล-มอนเตือนสติบุตรชายของพระองค์ให้ยำเกรงพระเจ้าในชุดถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระองค์คือพระธรรมสุภาษิต พระองค์กล่าวว่าถ้าบุตรชายของพระองค์กระทำ “หูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา” และ “เสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้” เขาก็จะ “เข้าใจความยำเกรงพระเจ้า และพบความรู้ของพระเจ้า” (สภษ. 2:2, 4 -5) นอกเหนือจากสติปัญญาและความรู้แล้ว เขาจะพบความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจด้วย (ข้อ 10-11)
เมื่อเราเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบและประสบกับความรู้สึกหวาดหวั่นและกลัว เราจะคิดถึงข้อจำกัดของตนเอง แต่เมื่อเราหันไปหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกหวาดกลัวไปเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ซึ่งจะส่งผลดีต่อเรา
การทรงดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อมกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง พ่อแม่ของเขาสูญเสียลูกชายคนแรกไปด้วยโรคนี้ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกคนที่สองของพวกเขา ในการช่วยยืดอายุของเดวิด วิศวกรของนาซ่าได้ออกแบบพลาสติกเป่าลมสำหรับป้องกันให้เดวิดอยู่และชุดอวกาศเพื่อให้พ่อแม่สามารถอุ้มเขาในโลกภายนอกได้ เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะปกป้องคนที่เรารักจริงๆ!
นาบาลสามีผู้โง่เขลาของอาบีกายิลทำผิดต่อกษัตริย์ดาวิด ด้วยความโกรธ ดาวิดต้องการไปแก้แค้นด้วยมือของพระองค์เอง อาบีกายิลรุดไปพบพระองค์พร้อมกับคำเตือนที่ชาญฉลาดว่า “แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (1 ซมอ.25:29) คำว่า “ผูกมัด” สื่อถึงการรวบรวมสิ่งของมีค่าเพื่อที่เจ้าของจะสามารถโอบอุ้มนำไปได้ อาบีกายิลเตือนว่าพระเจ้าทรงต้องการอุ้มดาวิดไว้ในกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง พระองค์ปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ในมือของพระองค์เอง “เจ้านายของดิฉันจะไม่มีเหตุที่ต้องเศร้าใจหรือระกำใจ เพราะได้กระทำให้โลหิตเขาตกด้วยไม่มีสาเหตุหรือเพราะเจ้านายของดิฉันทำการแก้แค้นเสียเอง” (ข้อ 31)
เป็นเรื่องดีที่เราจะปกป้องผู้อื่นในเวลาที่จำเป็น แต่โดยการดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริง
พระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด
ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังประเภทนี้อยู่ที่การเดินเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะนำไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อเร็วๆนี้เราได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักที่ชวนให้สงสัย หนังบอกว่า ความรักคือความรู้สึก จากนั้นบอกว่า จงทำตามหัวใจคุณ สุดท้ายก็บอกว่า ความสุขของคุณสำคัญที่สุด แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเรามีความสำคัญ แต่การใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่คือรากฐานที่แย่สำหรับการมีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน
วัฒนธรรมกระแสหลักนำเสนอแนวคิดมากมายที่ฟังดูดีในตอนแรกแต่พังไม่เป็นท่าเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เปาโลคิดถึงขณะเขียนโคโลสีบทที่ 2 ในบทนั้นท่านเน้นเอาไว้ว่า การ “หยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ” (ข้อ 7) ช่วยทำให้เราสามารถแยกแยะคำโกหกในวัฒนธรรมของเราได้ อัครทูตเปาโลเรียกคำโกหกเช่นนั้นว่า “หลักปรัชญา และ...คำล่อลวงอันเหลวไหล” ซึ่งสร้างขึ้น “ตามตำนานของมนุษย์ ตามวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์” (ข้อ 8)
ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณชมภาพยนตร์ ให้ถามตัวเองหรือคนที่คุณอยู่ด้วยว่า “หนังเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ฉลาดหรือไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความจริงตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้วเป็นเช่นไร” และจงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด เพราะในพระองค์เท่านั้นที่เราจะได้พบกับปัญญาและความบริบูรณ์อย่างแท้จริง (ข้อ 9-10)
พระสัญญาของพระเจ้า
การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา คืนหนึ่งฉันมีความฝันซึ่งฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้เพื่อหนุนใจฉัน ในความฝันพระองค์ทรงมีหีบสมบัติเล็กๆอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ “ความทรงจำทั้งหมดของพ่อเจ้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในนี้” พระองค์ทรงบอกฉัน “ในระหว่างนี้เราจะเก็บมันไว้ แล้ววันหนึ่งบนสวรรค์เราจะคืนให้กับเขา”
หลายปีต่อมา ความฝันนี้ปลอบประโลมใจฉันทุกครั้งที่พ่อไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันเตือนใจฉันว่าโรคที่พ่อเป็นนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราว เพราะพ่อเป็นลูกของพระเจ้า วันหนึ่งพ่อจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวร
สิ่งที่ช่วยฉันอีกอย่างคือการนึกถึงว่าเปาโลได้อธิบายถึงความทุกข์ลำบากว่าเป็นสิ่ง “เล็กๆน้อยๆเพียงชั่วคราว” (2 คร.4:17 TNCV) เปาโลไม่ได้ประมาทความทุกข์ยาก เพราะตัวท่านเองผ่านการทนทุกข์มาอย่างหนัก (ข้อ 7-12) ท่านกำลังเน้นย้ำว่า เมื่อเทียบกับความเป็นนิรันดร์และความรุ่งโรจน์ในพระคริสต์ที่เราจะได้รับในอนาคตแล้ว ปัญหาของเราก็เล็กน้อยและคงอยู่เพียงชั่วขณะ พระพรอันรุ่งเรืองทั้งสิ้นในพระเยซูที่เราได้รับแล้วในเวลานี้ รวมถึงพระพรที่เราจะได้รับในอนาคตจะมีมากมายเกินกว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นอย่างถาวร (ข้อ 17)
เพราะเรามีพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราจึงเลือกได้ว่าจะไม่หมดกำลังใจ ถึงแม้เราทนทุกข์ เราก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเชื่อโดยพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำให้เราจำเริญขึ้นใหม่ (ข้อ 16) วันนี้ ให้เรา “จับจ้อง” ที่พระสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 18 TNCV)