Category  |  ODB

ไม่มีการให้คะแนนปลอม

ลูกค้าที่ใช้บริการแอปเรียกรถสาธารณะเล่าว่า เขาต้องทนกับคนขับรถที่กินผลไม้ที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลก คนขับรถอีกคนที่ทะเลาะกับแฟนสาว และอีกคนที่พยายามชวนให้เขาลงทุนแชร์ลูกโซ่ ในแต่ละครั้งแทนที่จะให้คะแนนแย่ เขากลับให้คะแนนคนขับรถห้าดาวทุกครั้ง เขาอธิบายว่า “พวกเขาทั้งหมดดูเป็นคนดี ผมไม่อยากให้พวกเขาถูกไล่ออกจากแอปเพราะการให้คะแนนแย่ๆของผม” เขาให้คำวิจารณ์เท็จ โดยไม่บอกความจริงกับคนขับรถ...และคนอื่นๆ

ด้วยเหตุผลต่างๆทำให้เราไม่พูดความจริงกับผู้อื่น แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเอเฟซัสให้พูดความจริงด้วยความรักแก่กันเหมือนผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในพระคริสต์ การจะทำเช่นนี้ได้จำเป็นจะต้องมีการบ่มเพาะนิสัยแห่ง “ความชอบธรรมและความบริสุทธิ์” (อฟ.4:24) คือการดำเนินชีวิตที่แยกออกมาเพื่อพระองค์ และสะท้อนวิถีของพระองค์ พวกเขาต้องแทนที่การโกหกด้วยการพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกทำให้เกิดความแตกแยกและทำลายความสัมพันธ์ ขณะที่ความจริงทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะผู้เชื่อ ท่านเขียนว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน” (ข้อ 25)

พระเยซูประทานความกล้าหาญแก่เราเพื่อจะต่อต้านการโกหกและการให้ “คะแนนปลอม” แก่กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อพระองค์ทรงนำเราให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ก็จะทำให้เราแบ่งปันความจริงด้วยความ “เมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน” (ข้อ 32)

ความยับยั้งชั่งใจอย่างชาญฉลาดในพระเจ้า

หลังการสูญเสียมหาศาลที่เกตตี้สเบิร์กในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1863) นายพลโรเบิร์ต อี.ลีได้นำกองกำลังที่ถูกตีพ่ายกลับไปยังดินแดนฝ่ายใต้ ฝนที่ตกหนักจนแม่น้ำโปโตแมคเอ่อล้นขัดขวางการถอยทัพของเขา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นบอกให้นายพลจอร์จ มีต บุกโจมตี แต่ทหารของมีตเหนื่อยล้าพอๆกับทหารของลี เขาจึงให้กองทัพของเขาพัก

ลินคอล์นหยิบปากกาขนนกขึ้นมาเขียนจดหมายซึ่งเขาสารภาพว่าเขา “ทุกข์ใจอย่างเหลือล้น” ที่มีตฝ่าฝืนคำสั่งให้ไล่ล่าลี บนซองปรากฏข้อความที่ประธานาธิบดีเขียนด้วยลายมือว่า “ถึงนายพลมีต ไม่เคยส่ง หรือลงนาม” และก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ

เป็นเวลานานก่อนสมัยของลินคอล์น ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งก็ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะมีเหตุผลเพียงใด ความโกรธก็นับว่าเป็นพลังที่มีอำนาจและอันตราย “เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือ” กษัตริย์ซาโลมอนถาม “ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา” (สภษ.29:20) ซาโลมอนทรงทราบว่า “พระราชาทรงให้เสถียรภาพแก่แผ่นดินด้วยความยุติธรรม” (ข้อ 4) และทรงเข้าใจว่า “คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่ แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ” (ข้อ 11)

และในท้ายที่สุด การไม่ส่งจดหมายฉบับนั้นได้ช่วยป้องกันลินคอล์นจากการทำลายขวัญกำลังใจนายพลระดับสูงของเขา ช่วยให้ชนะสงคราม และมีส่วนในการเยียวยาประเทศชาติ เราควรเรียนรู้จากแบบอย่างในการยับยั้งชั่งใจอันชาญฉลาดของเขา

สะท้อนพระเมตตาของพระเจ้า

ในสงครามฤดูหนาวสามเดือนกับรัสเซีย (ค.ศ.1939-1940) ทหารฟินแลนด์นายหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ ทหารรัสเซียเดินตรงมาทางเขาพร้อมกับเล็งปืนไรเฟิลมา ทหารฟินแลนด์แน่ใจว่าชีวิตเขาคงจะจบสิ้นแล้ว แต่ทหารรัสเซียกลับมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วจากไป น่าแปลกที่ต่อมาทหารฟินแลนด์นายนี้พบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกันอีกครั้ง เพียงแต่สลับบทบาท เขาพบทหารรัสเซียนอนบาดเจ็บอย่างหมดหนทางในสนามรบ เขาจึงมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วเดินจากไป

พระเยซูประทานหลักการสำคัญที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตของเราคือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (มธ.7:12) คุณนึกภาพออกไหมว่าโลกจะต่างไปจากนี้เพียงใดหากผู้เชื่อทำตามหลักการง่ายๆข้อนี้ เราคาดการณ์ได้ไหมว่าการกดขี่จะลดลงเพียงใดหากเราร่วมใจกันเชื่อฟังสติปัญญาจากพระเยซู ถ้าเพียงแต่เราจะทำตามที่พระองค์ทรงสอนเรา โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อผู้อื่นซึ่งเราหวังว่าจะได้รับเช่นกัน ขณะที่เรา “ให้ของดี” แก่ผู้อื่น เราก็สะท้อนพระทัยของ “พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ [ผู้ประทาน]ของดีแก่ผู้ที่” พระองค์ทรงรัก (ข้อ 11)

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองว่าผู้อื่นเป็นศัตรู คนแปลกหน้า หรือผู้คนที่เราแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรือโอกาส แต่ควรมองว่าพวกเขาต้องการความเมตตาและน้ำใจเช่นเดียวกับที่เราต้องการ เมื่อทำเช่นนั้นท่าทีและมุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป และโดยการจัดเตรียมของพระเจ้า เราก็จะเต็มใจมอบความรักที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยประทานแก่เราให้กับพวกเขา

ผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ

นักออกแบบตกแต่งภายในจากรายการปรับแต่งบ้านต่างชื่นชมกระเบื้องเซรามิกทำมือที่ถูกเลือกไว้สำหรับพื้นที่อาบน้ำใหม่ของบ้าน กระเบื้องทำมือเหล่านี้แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตจากโรงงานเพื่อจำหน่ายซึ่งเหมือนกันไปหมด พวกมัน “สมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ” ความไม่สมบูรณ์แบบทำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์และสไตล์ให้กับพื้นที่ใช้งานอื่นๆด้วย

ผมมีความรู้เพียงเล็กน้อยในเรื่องของสไตล์หรือเสน่ห์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเรื่องที่ว่ากระเบื้องมีส่วนทำให้ดูดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร แม้กระเบื้องพวกนั้นจะสมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ (เสด็จมาในโลกในสถานะมนุษย์คนหนึ่ง) พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ผู้เขียนฮีบรูยืนยันว่า “เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป” (ฮบ.4:15) ไม่มีครั้งใดเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกของพระเยซูที่พระองค์จะตรัสถ้อยคำที่ผิดบาปหรือกระทำความบาป พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ

ฮีบรูกล่าวสิ่งที่หนุนใจเราไว้ว่า “ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา” คือในพระเยซู (ข้อ 14) เพราะพระองค์ทรงเข้าใจและเห็นใจในความยากลำบากที่เราเผชิญ พระองค์เคยอยู่ที่นั่นและผ่านมันมาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ตินี้ทรงสามารถช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

แต่งงานกับความรัก

ในงานแต่งงานของเมเรดิธ แม่ของเธออ่านพระวจนะตอนที่แสนไพเราะจากพระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “บทแห่งความรัก” ของพระคัมภีร์ ข้อความฟังดูเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับโอกาสนี้ “ความ​รัก​นั้น​ก็​อดทน​นาน​และ​กระทำ​คุณ​ให้ ความ​รัก​ไม่​อิจฉา ไม่​อวด​ตัว ไม่​หยิ่ง​ผยอง” (ข้อ 4) เมื่อฟังแล้วฉันนึกสงสัยว่าบ่าวสาวยุคใหม่จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดทำให้อัครทูตเปาโลกล่าวถ้อยคำที่ซาบซึ้งเหล่านี้ เปาโลไม่ได้เขียนกลอนรัก ท่านเขียนคำวิงวอนต่อคริสตจักรที่แตกแยกด้วยความพยายามที่จะเยียวยา​การ​แบ่งแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น

พูดง่ายๆก็คือคริสตจักรในเมืองโครินธ์ “ยุ่งเหยิง” นักวิชาการดักลาส เอ แคมป์เบลล์กล่าว ปัญหาร้ายแรงมีตั้งแต่การร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง การค้าประเวณี และการแก่งแย่งชิงดีในบรรดาผู้นำ สมาชิกฟ้องร้องเป็นความกัน การนมัสการก็มักจะวุ่นวายเพราะคนที่พูดภาษาแปลกๆ แย่งกันเพื่อให้คนอื่นได้ยินตัวเอง ส่วนคนอื่นๆเผยพระวจนะเพื่อให้ดูน่าประทับใจ (ดู 1 คร.14)

แคมป์เบลล์กล่าวว่า ภายใต้ความสับสนวุ่นวายนี้คือ “ความล้มเหลวขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรัก” เปาโลต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า ท่านจึงสอนเรื่องความรักเพราะ “ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น แม้​การ​เผย​พระ​วจนะ​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป แม้​การ​พูด​ภาษา​แปลกๆนั้น ​ก็​จะ​มี​เวลา​เลิก​กัน แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป” (13:8)

คำเตือนใจถึงความรักของเปาโลทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในงานแต่งงานได้แน่นอน และขอให้ถ้อยคำเหล่านั้นผลักดันเราทุกคนที่จะใช้ชีวิตด้วยความรักและความเมตตาเช่นกัน

พระเจ้าไม่มีวันมองข้ามคุณ

“บางครั้งฉันก็รู้สึก...ไร้ตัวตน” คำๆนี้ซึมซาบไปในบรรยากาศขณะที่โจนี่พูดกับเพื่อนของเธอ สามีของเธอทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ปล่อยโจนี่กับลูกเล็กๆไว้ที่บ้าน “ฉันมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาตลอดเวลาหลายปี” เธอระบายความในใจ “และตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครที่มองเห็นฉันจริงๆ หรือจะใช้เวลาเพื่อจะรู้จักฉันอย่างแท้จริง”

“ฉันเสียใจด้วยนะ” เพื่อนของเธอตอบ “พ่อของฉันทิ้งไปตอนฉันอายุหกขวบ และเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราโดยเฉพาะแม่ แต่แม่พูดประโยคนี้ตอนพาฉันเข้านอนในตอนกลางคืนซึ่งฉันไม่เคยลืมเลยว่า ‘พระเจ้าไม่เคยหลับตาของพระองค์’ เมื่อฉันโตขึ้นแม่อธิบายว่า แม่ต้องการจะสอนฉันว่าพระเจ้าทรงรักฉันและทรงเฝ้าดูฉันตลอดเวลา แม้ในยามที่ฉันหลับ”

พระคัมภีร์แสดงให้เห็นถ้อยคำที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสเพื่อกล่าวแก่ประ-ชากรของพระองค์ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากขณะที่พวกเขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารซีนาย “ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​อำนวย​พระ​พร​แก่​ท่าน และ​พิทักษ์​รักษา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน และ​ทรง​พระ​กรุณา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​เหนือ​ท่าน และ​ประทาน​สวัสดิภาพ​แก่​ท่าน” (กดว.6:24-26) โดยที่ปุโรหิตจะเป็นผู้กล่าวพรนี้แก่ประชาชน

แม้ในถิ่นทุรกันดารแห่งชีวิตที่เราสงสัยว่าจะมีใครมองเห็นเราหรือเข้าใจเราจริง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ความโปรดปรานของพระเจ้า คือพระพักตร์ที่ทอแสงและความรักมั่นคงของพระองค์จะหันไปทางผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ในยามที่ความเจ็บปวดทำให้เราไม่รู้สึกถึงพระองค์ ก็ไม่มีใครไร้ตัวตนสำหรับพระเจ้า

แผนของเราและแผนการของพระเจ้า

เมื่อหลายปีก่อน สามีของฉันตัดสินใจเดินทางไปทวีปแอฟริกากับสมาชิกจากโบสถ์ของเขา พวกเขาถูกระงับไม่ให้ออกเดินทางในวินาทีสุดท้าย ทุกคนผิดหวัง แต่เงินที่พวกเขาเก็บรวบรวมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารได้ถูกบริจาคให้กับคนที่พวกเขาจะไปเยี่ยม คนกลุ่มนั้นใช้เงินก้อนดังกล่าวในการสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักพิงแก่เหยื่อของการทารุณกรรม

เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมอธิษฐานระหว่างอาหารมื้อเช้า สามีของฉันได้พบกับคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเกือบจะได้เดินทางไปเมื่อหลายปีก่อน ชายคนนี้เป็นครู เขาบอกว่าเขาเดินผ่านอาคารหลังนั้นทุกวัน เขายืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้อาคารนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในพื้นที่นั้น

แผนการและความปรารถนาของเราอาจไม่ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอไป เพราะ “ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​เป็น​ความ​คิด​ของ​เจ้า ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” (อสย.55:8) วิถีของพระเจ้าไม่เพียงแค่แตกต่างจากของเราเท่านั้น แต่วิถีของพระองค์ “สูงกว่า” และดีกว่า เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น (ข้อ 9) ความจริงนี้ทำให้เรามีความหวังเมื่อความพยายามที่เราจะรับใช้พระองค์นั้นไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้

อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เราจะมองย้อนกลับไปและเห็นถึงการทรงทำงานของพระเจ้าผ่านสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจง แต่สำหรับตอนนี้ ขณะที่เรายังคงประกาศข่าวประเสริฐในพระนามของพระองค์ ให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ในการกระทำพระราชกิจของพระองค์เสมอ (ข้อ 11)

พระเจ้าทรงติดตามหาเรา

เป็นเวลาหลายปีที่อีวานต่อสู้กับการเสพติดซึ่งขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้พระเจ้า เขาสงสัยว่า ผมจะคู่ควรกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร ดังนั้นขณะที่เขายังคงไปโบสถ์ เขารู้สึกว่ามีช่องว่างที่ต่อไม่ติดซึ่งทำให้เขาแยกจากพระเจ้า

แต่เมื่อใดก็ตามที่อีวานอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ดูเหมือนว่าพระเจ้าก็ตอบเขา พระเจ้ายังได้ส่งผู้คนมาหนุนใจและปลอบโยนเขาในยามยากลำบาก หลายปีผ่านไปอีวานตระหนักว่าพระเจ้าได้ทรงติดตามเขาและสำ-แดงต่อเขาอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์ทรงรักและห่วงใยเขาเสมอมา เวลานั้นเองที่เขาเริ่มไว้วางใจในการทรงอภัยและในความรักของพระเจ้า “ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าผมได้รับการอภัยแล้วและยอมให้พระเจ้านำผมเข้ามาใกล้พระองค์ ถึงแม้ว่าผมยังคงต่อสู้กับการเสพติดอยู่ก็ตาม” เขากล่าว

เอเสเคียล 34:11-16 บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ที่ทรงติดตามหาประชากรของพระองค์ “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” พระองค์ตรัสไว้โดยทรงปฏิญาณว่าจะช่วยกู้พวกเขาและเลี้ยงดูพวกเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 11) นี่เป็นเวลาหลังจากที่ผู้นำซึ่งเป็นมนุษย์ได้ละทิ้งพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ได้เชื่อฟังผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงของพวกตน (ข้อ 1-6) ไม่ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์โดยที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ หรือกำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลจากความบาปของเราเอง พระเจ้าทรงติดตามหาเราด้วยความรัก พระองค์ทรงนำเรากลับมาหาพระองค์ด้วยพระเมตตาและพระคุณ หากคุณหลงลืมพระเจ้า จงหันกลับมาหาพระองค์ จากนั้นโดยการทรงนำของพระองค์ จงเดินไปกับพระองค์ทุกวัน

เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน

แพตตี้ใช้เวลาช่วงบ่ายที่ฝั่งแม่น้ำใกล้บ้าน เธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวเหยื่อไว้ลงไปในน้ำ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บริเวณนี้ไม่นาน เธอจึงไม่ได้หวังที่จะจับปลาแต่กำลังมองหาเพื่อนใหม่ สายเบ็ดของเธอไม่ได้เกี่ยวตัวหนอนหรือเหยื่อล่อทั่วไป แต่เธอใช้คันเบ็ดแข็งแรงพิเศษสำหรับตกปลาขนาดใหญ่เพื่อส่งห่อคุกกี้ให้กับผู้คนที่ล่องแพไปตามแม่น้ำในช่วงฤดูร้อน เธอใช้วิธีที่สร้างสรรค์นี้เพื่อพบปะเพื่อนบ้านใหม่ๆ ซึ่งทุกคนก็ดูเหมือนจะชอบขนมหวานนี้!

แพตตี้ใช้วิธี “เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน” จริงๆแม้พระเยซูจะไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเช่นนี้ในตอนที่ทรงเรียกเปโตรและอันดรูว์ให้ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต สองคนพี่น้องเป็นชาวประมงที่ขยันขันแข็งกำลังทอดแหในทะเลกาลิลี พระเยซูทรงขัดจังหวะการทำงานของพวกเขาด้วยการทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าจะทรงตั้งพวกเขาให้เป็น “ผู้หาคน” แทนการหาปลา (มธ.4:19) หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ทรงเรียกชาวประมงอีกสองคนคือยากอบและยอห์นด้วย พวกเขาทั้งหมดทิ้งอวนและเรือทันทีเพื่อเดินทางไปกับพระเยซู

ในทำนองเดียวกันกับชาวประมงที่กลายมาเป็นสาวกกลุ่มแรก พระเยซูคริสต์ก็ทรงเรียกให้เราติดตามพระองค์และใส่ใจในสิ่งอันเป็นนิรันดร์ คือ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราสามารถบอกกับคนรอบข้างเราถึงสิ่งที่ให้ความอิ่มใจได้อย่างแท้จริง นั่นคือความหวังอันยั่งยืนของชีวิตที่มีในพระเยซู (ยน.4:13-14)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา