ตัวแทนแห่งสันติสุข
ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีพวกเขาจะส่งผู้เชื่อออกไปรับใช้ชุมชนในกิจกรรมที่เรียกว่า ซิตี้เซิร์ฟ (CityServe)
เมื่อหลายปีก่อน ผมและลูกๆได้รับมอบหมายให้ไปที่โรงเรียนประถมในตัวเมืองภายใต้กิจกรรมซิตี้เซิร์ฟ พวกเราทำความสะอาด ถอนวัชพืช และทำโครงงานศิลปะโดยสอดเทปพลาสติกสีต่างๆ ไปตามรั้วตาข่ายในลักษณะที่เหมือนกับภูเขา เรียบง่ายแต่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านโรงเรียนแห่งนั้น โครงงานศิลปะเล็กๆของเราเตือนให้ผมนึกถึงเยเรมีย์ 29 ในเวลานั้นพระเจ้าทรงสั่งให้คนของพระองค์ตั้งถิ่นฐานและรับใช้ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พระองค์บัญชาเช่นนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นเชลยและไม่ได้ต้องการจะอยู่ที่นั่น
ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า “จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น จงอธิษฐาน...เพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ เจ้าก็เจริญด้วย” (ข้อ 7 TNCV) คำว่า สันติสุขในที่นี้มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ชาโลม มีความหมายครอบคลุมถึงความสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีเพียงความประเสริฐและการทรงไถ่ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุข(ชาโลม)ของพระองค์ในที่ที่เราอยู่ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้สร้างความงดงามและสำแดงถึงชีวิตที่ได้รับการไถ่ ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมในสถานที่ที่พระองค์ทรงจัดให้เราอยู่
การตัดสินใจที่ฉลาด
ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านที่ว่างเปล่าของแม่ และยอมที่จะขายมัน ตอนนั้นเป็นปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ไม่มีใครซื้อ เราลดราคาลงเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีข้อเสนอใดๆเข้ามา และแล้วในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันสะดุดตากับข้อนี้ว่า “ที่ใดไม่มีวัวผู้ รางหญ้าก็ว่างเปล่า แต่พืชผลมากมายได้มาด้วยแรงวัว” (สภษ.14:4 THSV11)
สุภาษิตข้อนี้พูดถึงการทำเกษตร แต่ฉันรู้สึกทึ่งกับความหมายคอกสัตว์ที่ว่างเปล่านั้นดูเรียบร้อย แต่ด้วย “ความรกรุงรัง” ของสิ่งที่อยู่ในคอกเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลผลิต หรือสำหรับเราก็คือผลผลิตที่มีคุณค่าและมรดกของครอบครัว ฉันโทรหาน้องสาวแล้วถามว่า “ถ้าเราจะเก็บบ้านของแม่ไว้ล่ะ เราปล่อยให้เช่าก็ได้”
ทางเลือกนั้นทำให้เราประหลาดใจ พวกเราไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านของแม่ให้เป็นการลงทุน แต่พระคัมภีร์ที่เป็นดั่งเครื่องนำทางฝ่ายวิญญาณได้มอบสติปัญญาที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต ดังที่ดาวิดอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงกระทำให้ข้าพระองค์รู้จักพระมรรคาของพระองค์ ขอทรงสอนวิถีของพระองค์แก่ข้าพระองค์” (สดด.25:4)
จากการตัดสินใจของฉันและน้องสาว เราได้รับการอวยพรจากการให้หลายครอบครัวที่น่ารักได้เช่าบ้านของแม่ และเรายังได้เรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนชีวิตว่า พระคัมภีร์ช่วยชี้แนะการตัดสินใจของเรา ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” (สดด.119:105) ขอให้เราเดินในแสงสว่างของพระเจ้า
การนัดหมาย
วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 เป็นวันที่ทั้งจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ประธานาธิบดีสหรัฐ อัลดัส ฮักซ์ลีย์นักปรัชญาและนักเขียน และซี.เอส.ลูอิส ผู้ปกป้องความเชื่อคริสเตียนต่างสิ้นชีวิตลง ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามมีโลกทัศน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฮักซ์ลีย์ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าแต่ก็ได้ทดลองไสยศาสตร์ของโลกตะวันออก เคนเนดี้แม้จะเป็นคาทอลิกแต่ก็ยึดหลักปรัชญามนุษยนิยม ส่วนลูอิสเคยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่กลับใจมาเป็นคริสเตียนในนิกายแองกลิกันและกลายเป็นผู้เชื่อฝีปากกล้าในพระเยซู ความตายไม่ไว้หน้าผู้ใด ดูได้จากการที่ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามคนนี้ต้องเผชิญกับความตายในวันเดียวกัน
พระคัมภีร์กล่าวว่าความตายเข้ามาในชีวิตมนุษย์เมื่ออาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังในสวนเอเดน (ปฐก.3) นี่เป็นความจริงอันน่าเศร้าที่ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความตายเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกัน หรืออย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความตายคือการนัดหมายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่คือสาระสำคัญของ ฮีบรู 9:27 ที่ว่า “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษา”
เราจะพบความหวังในเรื่องการนัดหมายกับความตายของตัวเราและสิ่งที่จะตามมาหลังความตายนั้นได้ที่ไหน คำตอบคือในพระคริสต์ โรม 6:23 อธิบายความจริงนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” เราจะได้รับของประทานนี้จากพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อกำจัดความตายและทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่อประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา (2 ทธ.1:10)
พูดกับผู้อื่นเรื่องพระเยซู
เปาโลไปที่พระวิหารเพื่อร่วมพิธีชำระตัวของพวกยิว (กจ.21:26) แต่พวกยุแหย่บางคนที่คิดว่าท่านสอนผิดธรรมบัญญัติหาทางจะฆ่าท่าน (ข้อ 31) พวกทหารโรมันมาถึงอย่างรวดเร็วและจับกุมเปาโล มัดท่าน และพาตัวท่านออกจากบริเวณพระวิหาร โดยมีฝูงชนตะโกนว่า “จงเอาเขาไปฆ่าเสีย” (ข้อ 36)
อัครทูตเปาโลมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการคุกคามนี้ ท่านถามผู้บังคับบัญชากองทหารว่าให้ท่าน “พูดกับคนทั้งปวง” ได้หรือไม่ (ข้อ 39) เมื่อผู้นำโรมันอนุญาต เปาโลซึ่งมีเลือดไหลและมีแผลฟกช้ำจึงหันไปหาฝูงชนที่โกรธแค้นและเล่าให้พวกเขาฟังถึงความเชื่อที่ท่านมีในพระเยซู (22:1-16)
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน เป็นเรื่องเก่าแก่ในพระคัมภีร์ที่เราอาจเข้าถึงได้ยาก เมื่อไม่นานมานี้มีชายคนหนึ่งชื่อปีเตอร์ถูกจับขณะไปเยี่ยมเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำคุกในประเทศที่มีการข่มเหงผู้เชื่อเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปีเตอร์ถูกจับโยนเข้าไปในห้องขังที่มืดและถูกปิดตาระหว่างการสอบสวน เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก เขาเห็นทหารสี่นายถือปืนเล็งมาที่เขา ปีเตอร์ทำอย่างไร เขามองว่านี่คือ “โอกาสเหมาะที่สุด...ที่จะเล่าเรื่องความเชื่อของเขา”
เปาโลและคนในยุคปัจจุบันเช่นปีเตอร์ได้ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งและไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงแม้พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เราพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือแม้แต่การกดขี่ข่มเหง แต่หน้าที่ของเรายังคงอยู่ คือการ “ประกาศข่าวประเสริฐ” (มก.16:15) พระองค์จะทรงอยู่กับเราและจะประทานให้เรามีสติปัญญาและฤทธิ์เดชเพื่อเล่าถึงความเชื่อของเรา
การสนับสนุนที่เข้มแข็งในพระคริสต์
นักวิ่งคนหนึ่งในการแข่งวิ่งลอนดอนมาราธอนได้มีประสบการณ์ว่าทำไมจึงไม่ควรเข้าแข่งในรายการใหญ่ๆเพียงลำพัง หลังจากการฝึกซ้อมอย่างทรหดมาหลายเดือน ชายคนดังกล่าวอยากจะจบการแข่งขันอย่างสวยงาม แต่เมื่อเขาสะดุดตอนเกือบจะถึงเส้นชัย ตัวเขาคะมำไปข้างหน้าเพราะหมดแรงและกำลังจะทรุดลง ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกับพื้น เพื่อนนักวิ่งสองคนคว้าแขนของเขาเอาไว้ คนหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกคนหนึ่งอยู่ทางขวา แล้วช่วยกันพาเขากระเสือกกระสนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ
เช่นเดียวกับนักวิ่งคนนั้น ผู้เขียนปัญญาจารย์เตือนเราถึงข้อดีที่สำคัญหลายประการของการมีเพื่อนร่วมวิ่งไปกับเราบนเส้นทางแห่งชีวิต กษัตริย์ซาโลมอนได้กำหนดหลักการไว้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (ปญจ.4:9) พระองค์ให้ความสำคัญกับข้อดีของการประสานความพยายามและการทำงานหนักร่วมกัน พระองค์ยังเขียนไว้ด้วยว่าการร่วมมือกันจะนำไปสู่ “รางวัลดีสำหรับการตรากตรำของพวกเขา” (ข้อ 9 THSV11) ในยามยากลำบาก เพื่อนจะอยู่ด้วยกันเพื่อ “พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10) ในค่ำคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาว เพื่อนสามารถเบียดกายเข้าหากันเพื่อรักษาความ “อบอุ่น” (ข้อ 11) และเมื่อเกิดอันตราย สองคนสามารถ “ต่อต้าน” ผู้ปองร้ายได้ (ข้อ 12 THSV11) คนเหล่านั้นที่มีชีวิตสอดประสานร่วมมือกันจะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่
ในความอ่อนแอและเปราะบางทั้งสิ้นของเรานั้น เราต้องการการสนับสนุนและการปกป้องที่เข้มแข็งจากชุมชนผู้เชื่อในพระเยซู ให้เรามุ่งหน้าไปด้วยกันตามที่พระองค์ทรงนำเรา!
เลือกที่จะเชื่อฟัง
ฤดูหนาวในประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ค่อยมีหิมะมากนัก แต่ก็อาจหนาวมากพอที่จะทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำแข็งได้ เมื่อตอนที่ทอมสามีของฉันเติบโตขึ้นที่นั่น พ่อแม่ของเขามีกฎครอบครัวอยู่ข้อหนึ่งคือ “อยู่ให้ห่างจากน้ำแข็งจนกว่ามันจะหนาพอที่จะรับน้ำหนักของม้าได้” เนื่องจากม้าจะทิ้งร่องรอยการปรากฏตัวของพวกมันไว้เบื้องหลัง ทอมและเพื่อนๆของเขาจึงตัดสินใจเอามูลของม้าจากถนน มาโยนลงไปบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ แล้วก้าวลงไปยืนบนแผ่นน้ำแข็งนั้น ไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาและพวกเขาก็ไม่ถูกจับได้ แต่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อฟัง
การเชื่อฟังไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเสมอไป การเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังอาจเกิดจากการมีสำนึกในหน้าที่หรือเพราะกลัวการถูกลงโทษ แต่เราก็ยังเลือกได้เช่นกันที่จะเชื่อฟังด้วยความรักและเคารพต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา
ในยอห์น 14 พระเยซูทรงท้าทายเหล่าสาวกของพระองค์โดยตรัสว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา...ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา” (ข้อ 23-24) การเชื่อฟังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทำให้เรามีใจปรารถนาและสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ (ข้อ 15-17) โดยการทรงช่วยเหลือจากพระเจ้าเราจะสามารถปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ผู้ทรงรักเรามากที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษแต่เพราะความรัก
สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณ
เทรเข้าฟิตเนสเป็นประจำและนั่นทำให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ไหล่ของเขากว้าง มัดกล้ามของเขาเด่นชัด และต้นแขนของเขามีขนาดใกล้เคียงกับต้นขาของผม สภาพร่างกายของเขาทำให้ผมอยากชวนเขาคุยในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ผมถามเขาว่าความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับพระเจ้าด้วยหรือไม่ ถึงแม้เราจะไม่ได้คุยเจาะลึกมากนัก แต่เทรรับรู้ถึง “พระเจ้าในชีวิตของเขา” เราคุยกันนานพอที่เขาจะให้ผมดูรูปตอนที่เขาหนักร้อยแปดสิบกว่ากิโลกรัม ไม่แข็งแรงและสุขภาพย่ำแย่ การเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างมหัศจรรย์
1 ทิโมธี 4:6-10 เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนทางร่างกายและจิตวิญญาณ “จงฝึกตนในทางธรรม เพราะถ้าการฝึกทางกายนั้นมีประโยชน์อยู่บ้าง ทางของพระเจ้าก็มีประโยชน์ในทุกทาง เพราะทรงไว้ซึ่งประโยชน์สำหรับชีวิตปัจจุบันและชีวิตอนาคตด้วย” (ข้อ 7-8) สมรรถภาพฝ่ายร่างกายภายนอกของเราไม่ได้ทำให้สถานภาพระหว่างเรากับพระเจ้าเปลี่ยนไป สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูผู้ทรงทำให้เราได้รับการยกโทษ จากจุดนั้นการฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการ “เจริญด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ และด้วยหลักธรรมอันดี...” (ข้อ 6) และการดำเนินชีวิตโดยพระกำลังของพระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา
ส่งมอบความช่วยเหลือ
เมื่อหน้าที่การงานนำพาเฮเธอร์ไปยังบ้านของทิมเพื่อส่งอาหารให้แก่เขา เขาขอให้เธอช่วยแกะปมที่มัดถุงอาหาร ทิมล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อสองสามปีก่อนทำให้ไม่สามารถแก้ปมด้วยตัวเองได้อีกแล้ว เฮเธอร์ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ในตลอดทั้งวันนั้นเฮเธอร์คิดเรื่องทิมหลายครั้ง และเธอรู้สึกอยากจะเตรียมของบางอย่างให้แก่เขา ต่อมาเมื่อทิมพบว่าเฮเธอร์นำโกโก้ร้อนและผ้าห่มสีแดงมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านของเขาพร้อมกับข้อความให้กำลังใจ เขาตื้นตันใจจนน้ำตาไหล
การส่งอาหารของเฮเธอร์มีความหมายมากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้แต่แรก เช่นเดียวกับตอนที่เจสซีส่งดาวิดบุตรชายคนเล็กของเขาให้นำอาหารไปให้กับพวกพี่ชายขณะที่คนอิสราเอล “วางแนวไว้ต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย” (1 ซมอ.17:2) เมื่อดาวิดมาถึงพร้อมกับเสบียงทั้งขนมปังและเนยแข็ง ท่านรู้ว่าโกลิอัททำให้คนของพระเจ้าหวาดกลัวด้วยการกล่าวท้าทายพวกเขาทุกวัน (ข้อ 8-10, 16, 24) ดาวิดรู้สึกโกรธที่โกลิอัทท้าท้าย “กองทัพของพระเจ้า” (ข้อ 26) และต้องการจะตอบโต้ ท่านทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้” (ข้อ 32)
บางครั้งพระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเพื่อนำเราไปยังที่ที่พระองค์ทรงต้องการใช้เรา ขอให้เราเปิดตา (และใจ) เพื่อจะเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรารับใช้ใครสักคนในที่ใดและอย่างไร
เลือกชีวิต
นาธานเติบโตในครอบครัวที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เขาเริ่มออกห่างจากความเชื่อในวัยเด็กเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยและมีการดื่มสังสรรค์ “พระเจ้าทรงพาผมกลับมาหาพระองค์ในตอนที่ผมไม่สมควรได้รับ” เขาพูด นาธานได้ใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับคนแปลกหน้าตามท้องถนนในเมืองหลักของอเมริกา และเขากำลังจะจบการฝึกงานเป็นศิษยาภิบาลอนุชนที่คริสตจักรของเขา เป้าหมายของนาธานคือการช่วยคนหนุ่มสาวไม่ให้เสียเวลาไปกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่เพื่อพระคริสต์์
เช่นเดียวกับนาธาน โมเสสผู้นำของชนชาติอิสราเอลมีภาระใจกับคนรุ่นต่อไป เมื่อรู้ว่าท่านจะต้องสละตำแหน่งผู้นำในไม่ช้า โมเสสจึงมอบกฎเกณฑ์ของพระเจ้าแก่คนอิสราเอลและบอกถึงผลของการเชื่อฟังและไม่เชื่อฟัง คือ การอวยพรและชีวิตเมื่อเชื่อฟัง และการสาปแช่งและความตายเมื่อไม่เชื่อฟัง ท่านพูดกับพวกเขาว่า “เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (ฉธบ.30:19) โมเสสหนุนใจให้พวกเขารักพระเจ้า “เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยึดมั่นในพระองค์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตของท่าน” (ข้อ 20 TNCV)
การเลือกความบาปมีผลลัพธ์ที่ตามมา แต่เมื่อเรายอมมอบชีวิตให้พระเจ้าอีกครั้ง พระองค์จะทรงมีพระเมตตาอย่างแน่นอน (ข้อ 2-3) และนำเรากลับมา (ข้อ 4) พระสัญญานี้สำเร็จผ่านทางผู้คนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล รวมถึงพระราชกิจสุดท้ายของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อนำเรากลับสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเองก็มีทางเลือกในวันนี้ และมีเสรีภาพที่จะเลือกชีวิต