Category  |  ODB

ผู้ให้กำลังใจ

“กำลังใจแบบจัดเต็ม” นั่นคือวลีที่ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ใช้เพื่อบรรยายถึงกำลังใจที่ี ซี.เอส.ลูอิส ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานของเขา ได้มอบให้ในขณะที่เขาเขียนมหากาพย์ไตรภาคเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ งานเขียนชุดนี้ต้องใช้ความอุตสาหะและพิถีพิถันมาก และตัวเขาเองต้องพิมพ์ต้นฉบับที่ยาวมากนี้ มากกว่าสองครั้ง เมื่อเขาส่งต้นฉบับนั้นไปให้ลูอิส ลูอิสก็ตอบว่า “สมแล้วกับที่คุณใช้เวลาเขียนนานหลายปี”

ผู้ให้กำลังใจซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นโยเซฟจากไซปรัส หรือที่รู้จักกันดีในชื่อบารนาบัส (แปลว่า “ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ”) ซึ่งเป็นชื่อที่อัครทูตตั้งให้ท่าน (กจ.4:36) บารนาบัสเป็นผู้แก้ต่างให้เปาโลต่อบรรดาอัครทูต (9:27) ต่อมาเมื่อผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวเริ่มมาเชื่อในพระเยซู ลูกาบอกเราว่าบารนาบัส “ก็ปีติยินดีจึงได้เตือนคนเหล่านั้นให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (11:23) ลูกาอธิบายว่าเขาเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ” และเพิ่มเติมอีกว่าเพราะเขา “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)

คำพูดที่ให้กำลังใจมีคุณค่าเกินกว่าจะวัดได้ เมื่อเรามอบถ้อยคำแห่งความเชื่อและความรักแก่ผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงประทาน “ความชูใจนิรันดร์” (2 ธส.2:16) อาจทำงานผ่านสิ่งที่เราแบ่งปันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนตลอดไป ขอพระองค์ทรงช่วยเรามอบ “กำลังใจแบบจัดเต็ม” ให้กับใครสักคนในวันนี้

ชื่อเสียงดีเพื่อพระคริสต์

สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ชาร์ลี วอร์ดาเป็นนักกีฬาในสองประเภท ในปีค.ศ. 1993 ควอเตอร์แบ็กหนุ่มคนนี้ได้รับรางวัลไฮส์แมนโทร-ฟี่ในฐานะนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ และเขายังเป็นดาวเด่นในทีมบาสเกตบอลอีกด้วย

วันหนึ่งในระหว่างการพูดคุยก่อนการแข่งขัน โค้ชบาสเกตบอลของเขาใช้ภาษาที่ไม่สุภาพขณะพูดคุยกับผู้เล่น เขาสังเกตเห็นว่าชาร์ลี “มีท่าทีอึดอัด” จึงพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่าชาร์ลี” ชาร์ลีกล่าวว่า “โค้ชครับ คือว่า โค้ชโบว์เดน [โค้ชฟุตบอล] ไม่ได้ใช้ภาษาแบบนั้น และเขาก็ทำให้เราเล่นกันอย่างเต็มที่”

ลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ของชาร์ลีทำให้เขาพูดคุยอย่างสุภาพกับโค้ชบาสเกตบอลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ จริงๆแล้ว โค้ชบอกนักข่าวว่า เวลาที่เขาคุยกับชาร์ลีนั้น “มันราวกับว่ามีทูตสวรรค์กำลังมองมาที่คุณ”

ชื่อเสียงที่ดีในหมู่ผู้ไม่เชื่อและคำพยานที่สัตย์ซื่อในเรื่องพระคริสต์นั้นยากที่จะรักษาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้มากขึ้นโดยมีพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือและนำทางเรา ในทิตัส 2 บอกให้ชายหนุ่มและรวมถึงผู้เชื่อทุกคน “ ให้รู้จักควบคุมตนเอง ” (ข้อ 6 TNCV) และให้ “สำแดงความซื่อตรง...และถ้อยคำอันมีหลักซึ่งไม่มีใครตำหนิได้” (ข้อ 7-8 TNCV)

เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนั้นด้วยกำลังของพระคริสต์ เราจะไม่เพียงถวายเกียรติแด่พระองค์เท่านั้น แต่ยังสร้างชื่อเสียงที่ดีด้วย แล้วเมื่อพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาที่เราต้องการ คนอื่นจึงจะยอมฟังในสิ่งที่เราพูด

ตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ

ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือคาตามารันที่ได้รับความเสียหายจากพายุ และลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินถึง 1,200 ไมล์ทะเล แต่แล้วลูกเรือของเรือจับปลาทูน่าสัญชาติเม็กซิกันได้มองเห็นเรือที่เสียหายของเขาและช่วยเหลือเขาไว้ได้ ต่อมาชายร่างผอมบางที่มีสภาพคล้ำแดดคล้ำฝนได้ประกาศว่า “ถึงกัปตันและบริษัทประมงที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน”

ทิโมธีแสดงความขอบคุณหลังจากที่เขาพบกับความทุกข์ยาก แต่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลแสดงถึงใจที่ขอบพระคุณทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังจากวิกฤติ หลังจากต้องออกจากยูดาห์ไปเป็นเชลยยังบาบิโลนพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ (ดนล.1:1-6) ดาเนียลได้ขึ้นสู่อำนาจแต่กลับถูกคุกคามโดยพวกผู้นำที่ต้องการให้ท่านตาย (6:1-7) ศัตรูของท่านได้ให้กษัตริย์บาบิโลนตรากฎหมายที่ระบุว่าใครก็ตามที่อธิษฐาน “ต่อพระ...นอกเหนือ​พระ​องค์” จะถูก “โยน​...​ลง​ใน​ถ้ำ​สิงห์​เสีย​” (ข้อ 7) ดาเนียลผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวจะทำอย่างไร ท่าน “​คุกเข่า​ลง​...​อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​” (ข้อ 10) ท่านขอบพระคุณพระเจ้า และหัวใจแห่งการขอบพระคุณของท่านได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตของท่านและนำเกียรติมาสู่ท่าน (ข้อ 26-28)

ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทำดังที่อัครทูตเปาโลได้บันทึกไว้ว่า “จง​ขอบ​พระ​คุณ​ใน​ทุก​กรณี” (1 ธส.5:18) ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับวิกฤติหรือเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ การตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและช่วยให้ความเชื่อของเรามั่นคง

คำสั่งห้ามติดต่อ

ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากศาล แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าขบขันแต่ก็น่าเศร้าเช่นกัน

แล้วเราแตกต่างจากชายคนนั้นหรือ บางครั้งเราไม่อยากพูดหรือว่า “ได้โปรดหยุดเถอะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้ว” โยบพูดเช่นนั้น ท่านสู้คดีกับพระเจ้า หลังจากอดทนกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายเกินบรรยายที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน โยบกล่าวว่า “ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า” (โยบ 13:3) และจินตนาการถึงการนำ “​​พระองค์​ขึ้น​ศาล” (9:3 THA-ERV) ท่านถึงกับออกคำสั่งห้ามว่า “ขอ​ทรง​หด​พระ​หัตถ์​ให้​ไกล​จาก​ข้า​พระ​องค์ และ​ขอ​อย่า​ให้​ความ​ครั่น​คร้าม​พระ​องค์​ทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​คร้าม​กลัว” (13:21) โยบไม่ได้โต้แย้งในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง แต่ในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นความรุนแรงอันไร้เหตุผลของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ” (10:3)

บางครั้งเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของโยบนั้นซับซ้อนและไม่ได้มีคำตอบที่ง่าย ในตอนท้ายพระเจ้าทรงให้โยบได้รับทรัพย์สมบัติจำนวนมากกลับคืน แต่นั่นไม่ใช่แผนการที่พระองค์เตรียมไว้ให้เราเสมอไป บางทีเราอาจพบคำชี้ขาดในสิ่งที่โยบยอมรับในที่สุดว่า “ข้า​พระ​องค์​จึง​กล่าวถึง​สิ่ง​ที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่​เข้าใจ สิ่ง​ที่​ประหลาด​เกิน​แก่​ข้า​พระ​องค์​ซึ่ง​ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ” (42:3) ประเด็นสำคัญก็คือพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราไม่อาจล่วงรู้ และมีความหวังอันอัศจรรย์อยู่ในเหตุผลเหล่านั้น

รับการยกโทษจากพระเจ้า

ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลักในวันขอบคุณพระเจ้าตามประเพณีดั้งเดิม ไก่งวงนั้นจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยในฟาร์ม แม้ว่าไก่งวงนั้นจะไม่อาจเข้าใจถึงอิสรภาพที่พวกมันได้รับ แต่ประเพณีประจำปีที่ไม่ธรรมดานี้ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยที่ให้ชีวิต

ผู้เผยพระวจนะมีคาห์เข้าใจถึงความสำคัญของการอภัยโทษเมื่อท่านเขียนคำเตือนรุนแรงถึงชาวอิสราเอลที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม การบันทึกของมีคาห์มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องร้องในศาล โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานกล่าวโทษชนชาตินั้น (มคา.1:2) ที่ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายและหลงระเริงในความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์ และความทารุณ (6:10-15)

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกระทำที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้ มีคาห์จบลงด้วยความหวังที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ แต่ “ทรง​ยกโทษ และ​ทรง​ให้​อภัย” (7:18) ในฐานะพระผู้สร้างและองค์ผู้พิพากษาเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถประกาศด้วยสิทธิอำนาจว่าพระองค์จะไม่ทรงถือโทษในการกระทำของเราเพราะพระสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่ออับราฮัม (ข้อ 20) ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู

การทรงยกโทษในความล้มเหลวที่เราไม่อาจดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า ถือเป็นของประทานแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่คู่ควร เมื่อเราได้เข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการทรงยกโทษโดยสมบูรณ์ของพระองค์แล้ว ขอให้เราตอบสนองด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ

แสงแห่งพระคริสต์ส่องสว่าง

เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยไร้ความปลอดภัยและอยู่ในความมืด ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ตอนนี้มีเด็กสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ไม่มีแสงไฟ พวกเขาต้องเสี่ยงเดินไปตามถนน”

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตั้งกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เมืองนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมมือกันจนทำให้ประหยัดเงินค่าไฟในเมืองไปพร้อมๆกับจัดหาแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย

สำหรับชีวิตของเราในพระคริสต์นั้น แหล่งกำเนิดแสงที่เราไว้วางใจได้คือองค์พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ดังที่อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ความ​สว่าง และ​ความ​มืด​ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​เลย​” (1 ยน.1:5) ยอห์นกล่าวว่า “​ถ้า​เรา​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​สว่าง เหมือน​อย่าง​พระ​องค์​ทรง​สถิต​ใน​ความ​สว่าง เรา​ก็​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​ซึ่ง​กัน​และ​กัน และ​พระ​โลหิต​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​ก็​ชำระ​เรา​ทั้ง​หลาย​ให้​ปราศจาก​บาป​ทั้งสิ้น​” (ข้อ 7)

องค์พระเยซูเองได้ทรงประกาศว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก ผู้​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยน.8:12) โดยองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำทางเราในทุกย่างก้าว เราจะไม่มีวันเดินในความมืด เพราะแสงของพระองค์ส่องสว่างอยู่เสมอ

ร่วมมือกับพระเจ้า

เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของพระเจ้า

เรื่องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารฝูงชนสามารถช่วยเราได้ (มก.6:35-44) เราคงรู้แล้วว่าเรื่องนั้นจบลงโดยที่หลายพันคนได้มีอาหารกินอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยขนมปังเพียงเล็กน้อยกับปลาไม่กี่ตัว (ข้อ 42) แต่ให้เราสังเกตว่าใครเป็นคนเลี้ยงฝูงชน คำตอบคือบรรดาสาวก (ข้อ 37) แล้วใครเป็นคนจัดหาอาหาร ก็พวกเขาอีกนั่นแหละ (ข้อ 38) ใครเป็นคนแจกอาหารและเก็บกวาดในภายหลัง ก็พวกสาวก (ข้อ 39-43) พระเยซูตรัสว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” (ข้อ 37) พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์แต่นั่นเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสาวกลงมือทำ

ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์คือของขวัญจากพระเจ้า (สดด.65:9-10) แต่ชาวนายังคงต้องลงมือลงแรง พระเยซูทรงสัญญาว่าเปโตรจะได้ “จับปลา” แต่ชาวประมงผู้นี้ยังคงต้องทอดอวน (ลก.5:4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถดูแลโลกและสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเรา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ทรงเลือกที่จะทำงานผ่านความร่วมมือระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

เพื่อนของผมใช้วิธีที่แพทย์แนะนำและต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้นี่จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมและเพื่อน พระเจ้ามักจะทรงทำการอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านวิธีการที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว

ขอบพระคุณแม้ในยามลำบาก

ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องราวการรักษาโรคมะเร็งของเธอ เธอเล่าความคืบหน้าของอาการทางร่างกายและความท้าทายต่างๆ สลับกับขอการอธิษฐานเผื่อพร้อมกับข้อพระคัมภีร์และการสรรเสริญพระเจ้า เป็นสิ่งสวยงามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันกล้าหาญของเธอไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา หรืออยู่ที่บ้านโดยมีผ้าโพกศีรษะเนื่องจากผมร่วง ในความท้าทายแต่ละครั้งเธอไม่เคยพลาดที่จะหนุนใจผู้อื่นให้ไว้วางใจพระเจ้าในท่ามกลางความทุกข์ยาก

ขณะกำลังเผชิญความยากลำบาก อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะหาเหตุผลมาขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่สดุดี 100 ได้ให้เหตุผลที่เราจะชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จง​รู้​เถิด​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​เอง​ที่​ทรง​สร้าง​เรา​ทั้ง​หลาย และ​เรา​ก็​เป็น​ของ​พระ​องค์​ เรา​เป็น​ประชากร​ของ​พระ​องค์ เป็น​แกะ​แห่ง​ทุ่ง​หญ้า​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 3) และท่านยังกล่าวอีกว่า “เพราะ​พระ​เจ้า​ประเสริฐ ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ และ​ความ​สัตย์​สุจริต​ของ​พระ​องค์​ดำรง​อยู่​ทุก​ชั่ว​ชาติ​พันธุ์​” (ข้อ 5)

ไม่ว่าเราจะพบเจอการทดลองอะไร เราอุ่นใจได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ (34:18) ยิ่งเราใช้เวลากับพระเจ้าในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะยิ่ง “เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ” และ “​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์” ได้มากขึ้นเท่านั้น (100:4) เราสามารถ “​เปล่ง​เสียง​ชื่น​บาน​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า” (ข้อ 1) เพราะพระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อ

ตัวตนที่เปลี่ยนไป

ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน

การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ เอา​ความ​รู้​เพิ่ม​คุณธรรม​ เอา​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน​เพิ่ม​ความ​รู้ เอา​ขันตี​เพิ่ม​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน และ​เอา​ธรรม​เพิ่ม​ขันตี​ เอา​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​เพิ่ม​ธรรม และ​เอา​ความ​รัก​คน​ทั่วไป​เพิ่ม​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​มี​สิทธิ​สมบูรณ์ ที่​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​นิรันดร์​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า ​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 11)

จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา