เลียนแบบการอภัยของพระเจ้า
ผมเคยทำงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแมดจ์ เธอทำอาหารเก่งมาก วันหนึ่งเธอบอกผมว่า “คุณน่าจะลองชิมซุปถั่วลันเตากับแฮมของฉันดูนะ!” พอผมตอบไปว่าไม่ชอบถั่วลันเตา แมดจ์ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณจะชอบหลังจากที่ได้ลองชิมซุปของฉัน” วันรุ่งขึ้นเธอก็ยื่นซุปที่ทำให้กับผมเป็นพิเศษ
“คุณได้ลองชิมซุปของฉันหรือยัง” แมดจ์ถามผมในอีกสองสามวันต่อมา “ผมจะลองชิมดูเร็วๆนี้!” ผมตอบโดยหวังว่าเธอจะไม่มาถามผมอีก แต่ปรากฏว่าเธอยังคงถามผมอีกในวันต่อมาและต่อมา “อย่าทิ้งไว้นานเกินไปนะ ไม่งั้นมันจะเสีย” เธอย้ำผมอีกในวันที่สี่
สัปดาห์ต่อมา ซุปของแมดจ์ที่ผมทานไม่หมดก็เสีย ผมจึงทิ้งซุปนั้นไป ผมรู้สึกกลัวตอนที่เธอเดินเข้ามาหา “คุณลองทานซุปของฉันแล้วใช่มั้ย” เธอถาม
“ใช่ๆ” ผมตอบ “มัน...อร่อยดีนะ”
ในเอเฟซัสบทที่ 4 เปาโลเรียกร้องให้เราจัดการกับบาปที่เกี่ยวกับคำพูด เช่น คำพูดที่ขุ่นเคือง (ข้อ 26) คำพูดหยาบคาย (ข้อ 29) และการพูดให้ร้าย (ข้อ 31) แต่ก่อนหน้านั้น ท่านเรียกร้องให้ทำสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐาน คือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (ข้อ 25) ผมมองไปที่แมดจ์และโกหกเธอ ผมรู้ตัวว่าจะต้องทำอะไร
ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของแมดจ์ สารภาพที่โกหกเธอและขอให้เธอยกโทษให้ด้วยความละอาย แมดจ์เดินเข้ามาหาและกอดผม “แน่นอน ฉันยกโทษให้คุณ” เธอกล่าว “ฉันจะไม่ยกโทษให้คุณได้อย่างไร ในเมื่อฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงอภัยให้ฉันมากเพียงใด”
รอคอยพระเจ้า
ตอนเด็กๆฉันจะตื่นเต้นมากเวลาที่เห็นป้ายพิเศษที่มีสีสันสดใสปรากฏขึ้นข้างทาง ในความคิดของฉันป้ายเหล่านั้นกำลังบ่งบอกว่าเราได้เดินทางมาถึงสวนสนุกยอดนิยมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราแล้ว ฉันเริ่มเก็บของอย่างมีความสุข แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อผ่านไปป้ายแล้วป้ายเล่า แต่ก็ยังไม่ถึงสวนสนุกที่รอคอยสักที ในที่สุดฉันก็รู้ว่าป้ายเหล่านั้นเพียงแต่บอกให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าพวกเขาใกล้จะถึงแล้ว แต่ยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายกิโลเมตร
เช่นเดียวกับเด็กที่ตื่นเต้นและสงสัยว่า “เราถึงหรือยัง” เราเองก็อาจใจร้อนและกระวนกระวายที่จะไปให้ถึงจุดหมายต่อไปเร็วๆ
การรอคอยให้พระเจ้าเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา หรือช่วยกู้เราจากการทดลองนั้นอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ดาวิดกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก ตามที่ท่านกล่าวไว้ในสดุดีบทที่ 27 กระนั้นท่านยังคงมอบความหวังและความวางใจไว้ในพระเจ้าและรอคอยคำตอบจากพระองค์ ดาวิดไม่รู้ว่าพระเจ้าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าจะช่วยท่าน “ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ข้าพเจ้าจะเห็นพระคุณของพระเจ้าที่ในแผ่นดินของคนเป็น” (ข้อ 13)
การพิชิตปัญหาบางอย่างอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่ขอให้เรามีใจกล้าหาญจากถ้อยคำเหล่านี้ “จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (ข้อ 14) เมื่อเราเปิดไปที่พระธรรมสดุดีและพระธรรมเล่มอื่นๆ เพื่อรับการหนุนใจ เราจะมีกำลังใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่เรารอคอย
ฉันผิดเอง
ในภาพยนตร์ตลกเก่าเรื่องหนึ่ง โปรแกรมเมอร์ผู้เฉลียวฉลาดแต่พูดไม่รู้เรื่องคนหนึ่งได้รับเลือกให้ไปปฏิบัติภารกิจส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเป็นครั้งแรก ด้วยความที่เขามักจะทำอะไรผิดพลาดอย่างโง่เขลาอยู่เสมอ เขาจึงมีคำพูดติดปากว่า “ฉันไม่ได้ทำ!” เมื่อลูกเรือลงจอดบนดาวอังคาร โปรแกรมเมอร์ก็ลื่นตกลงมาจากบันไดขั้นบนสุดสู่พื้นผิวของดาวอังคารก่อนที่คู่หูของเขาจะก้าวเท้าตามลงมา คำพูดแรกบนดาวอังคารจึงกลายเป็น “ฉันไม่ได้ทำ!”
เรื่องนี้เป็นเรื่องตลก แต่คำพูดของโปรแกรมเมอร์ผู้นี้กลับฟังดูสมจริงจนน่ากลัว เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวโทษเกิดขึ้น ปฏิกิริยาของเรามักจะดูเหมือนกับเรากำลังบอกว่า “ฉันไม่ได้ทำ!”
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเชื่อฟัง แต่พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าเรามีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์ ในเลวีนิติ 26:1-13 พระเจ้าทรงร่างแผนการของพระองค์สำหรับชนชาติอิสราเอล หากพวกเขาเชื่อฟังพระบัญชา พระองค์ตรัสว่า “เราจะคิดถึงเจ้า จะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากยิ่งขึ้น” (ข้อ 9) แต่การไม่เชื่อฟังจนเป็นนิสัยจะนำมาซึ่งคำสาปแช่งและความทุกข์ยากที่มุ่งหมายให้ผู้คนกลับใจใหม่ จากนั้นพระเจ้าตรัสว่าหากอิสราเอลที่ไม่เชื่อฟัง “สารภาพกรรมบาปของเขา และกรรมบาปของบรรพบุรุษ” (ข้อ 40) พระองค์จะทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทำกับพวกเขา
กุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้าคือการยอมรับว่าเราทำผิด การกล่าวโทษผู้อื่นทำให้เราติดอยู่ในวังวนของความรู้สึกผิด และไม่มีกำลังที่จะพิสูจน์ตัวเอง
คุณรู้สึกห่างไกลจากพระเจ้าใช่ไหม จุดเริ่มต้นที่ดีคือการพูดว่า “ฉันผิดเอง”
ความชื่นชมยินดีจากพระเยซู
การรักษาโรคมะเร็งทำให้ปากและลำคอของแนนซี่มีแผลจนไม่สามารถกลืนขนมปังได้แม้แต่ชิ้นเดียว เธอต้องพึ่งนมเพื่อให้ท้องอิ่มตลอดหลายวันอันแสนทรมาน สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงวัยหกสิบปีผู้นี้ยิ้มได้คือ ความชื่นชมยินดีที่ได้รู้จักพระเยซูและบรรดาหลานชายของเธอ การได้ใช้เวลากับพวกเขาทุกสัปดาห์ช่วยให้เธอไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ “ถ้าไม่ใช่เพราะหลานๆ ฉันคงจะยอมแพ้ไปแล้ว” เธอกล่าว
อัครสาวกเปาโลได้พบความชื่นชมยินดีในพระเยซูและคนอื่นๆเช่นกัน แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก ความยินดีของท่านมาจากพระเยซูและการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ แม้จะถูกจำคุก (ฟป.1:13) ท่านก็มีกำลังที่จะหนุนใจผู้อื่น ท่านพูดถึงความยินดีที่เกิดจากการได้มีส่วนที่จะแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู และจากการที่ท่านรู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว (ข้อ 3-5,18,20) ความมั่นใจนี้ทำให้ท่านพูดได้ว่า “สำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ข้อ 21)
เปาโลชื่นชมยินดีได้ เพราะองค์พระเยซูคือชีวิตของท่าน ความอิ่มเอิบใจและความรู้สึกมั่นคงของท่านไม่ได้มาจากทรัพย์สิ่งของหรือสถานการณ์ใดๆ แต่มาจากการที่ได้รู้ว่าท่านเป็นของพระคริสต์ ดังนั้น ในจดหมายที่เขียนขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ท่านจึงกล่าวในฟีลิปปี 4:4 ได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด!”
ขอให้เราพบความชื่นชมยินดีในพระเยซู ผู้ทรงรักและห่วงใยเรา และประทานกำลังให้เราชื่นบานยินดีได้ในทุกสถานการณ์
ประพฤติความซื่อสัตย์
ในช่วงเวลาแห่งความว้าวุ่นใจ ซาราห์ทำแหวนหมั้นเพชรหล่นลงไปในถ้วยของชายไร้บ้านโดยไม่รู้ตัว บิลลี่ เรย์ขอทานที่ได้แหวนวงนี้ไปได้นำแหวนไปตีราคาและคิดว่าจะขาย แต่เขาเลือกที่จะซื่อสัตย์และคืนแหวนให้ซาราห์เมื่อเธอย้อนกลับมาในอีกไม่กี่วัน ซาราห์และสามีจึงได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือบิลลี่ เรย์และมีผู้บริจาคด้วยใจกว้างขวางเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บิลลี่ เรย์ ได้รับคำแนะนำทางการเงินและกฎหมายจนซื้อบ้านได้ในที่สุด และเขายังได้พบครอบครัวที่จากกันไปนานอีกด้วย
เมื่อเราซื่อสัตย์ เราก็ทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ซาโลมอนกล่าวว่า พระเจ้าทรงปีติยินดีในความซื่อสัตย์ของท่าน โดยกล่าวว่า “ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์” (สภษ.12:22) ซาโลมอนทรงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเพื่ออธิบายมุมมองที่พระเจ้ามีต่อความไม่ซื่อสัตย์ว่า เป็นที่น่าเกลียดชังแก่พระเจ้า เมื่อประชากรของพระเจ้าโกหกหรือมี “ความหลอกลวงอยู่ในใจ” (ข้อ 20) ก็เป็นการท้าทายพระเจ้าและขัดกับพระลักษณะของพระองค์ แต่หากพวกเขามี “ริมฝีปากที่พูดจริง” (ข้อ 19) และปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ ก็จะนำความชื่นชมยินดีมาสู่พระองค์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีจึงไม่ได้เป็นเพียงการพูดความจริงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้า ในโลกที่ผู้คนแสวงหากำไรจากการหลอกลวง ความซื่อสัตย์ของเราเป็นสิ่งที่พระองค์ “ปีติยินดี” (ข้อ 22)
ให้เรามุ่งมั่นที่จะประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา แม้ว่าโลกจะไม่เห็น แต่พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อเราดำเนินในวิถีทางของพระองค์
แสวงหาการพักผ่อน
“ยุทธวิธีในการงีบหลับ” คือแนวปฏิบัติสำหรับทหารในการนอนหลับอย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลา 10-30 นาที ในขณะที่กำลังเผชิญกับภาวะอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน ความเหงา หรือความวิตกกังวล ทหารที่อดนอนอาจไม่สามารถผ่อนคลายได้ เคล็ดลับนั้นมีทั้งการใช้ที่อุดหูและการอ่านหนังสือก่อนนอน พวกเขามีกระทั่งหมากฝรั่งของทหารที่มีคาเฟอีน ซึ่งทางกองทัพจัดไว้ให้เพื่อลดอาการมึนงงหลังการงีบหลับ
ช่วงเวลาที่เราต้องการพักผ่อนมากที่สุดมักเป็นช่วงที่เราไม่มีเวลา กษัตริย์ดาวิดประสบกับสิ่งนี้หลังจากหลบเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อหนีจากอับซาโลม ราชโอรสที่ก่อการกบฏ ดาวิดและเหล่าผู้ติดตามต่างพากันร้องไห้เสียงดังกับการทรยศของอับซาโลม และเอาผ้าคลุมศีรษะด้วยความทุกข์โศก (2 ซมอ.15:30-31) อันที่จริง “ชาวเมืองนั้นทั้งสิ้นก็ร้องไห้เสียงดัง” (ข้อ 23) ช่วงเวลานี้เองที่ดาวิดร้องออกมาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (สดด. 3:1) บางทีดาวิดอาจได้ครุ่นคิดถึงคืนอันทุกข์ระทมในอดีต พระองค์จึงกล่าวต่อไปว่า “‘ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว” (ข้อ 5-6) ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้า คือผู้กำหนดสถานการณ์ของตนไม่ใช่อับซาโลม ยิ่งกว่านั้น ดาวิดได้ส่งหีบพันธสัญญากลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม โดยรู้ว่าอนาคตนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ (2 ซมอ.15:25-26)
เราจะรู้สึกเหมือนเวลานอนนั้นผ่านไปเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบากในยามตื่น แต่นี่ก็เป็นการย้ำเตือนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา กระนั้น พระเจ้าทรงค้ำจุนเรา และเมื่อเราวางใจในพระองค์ พระองค์จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทได้
คำตอบจากพระเจ้า
“แม่ที่คลอดหนูออกมาชื่ออะไรคะ” คำถามที่จริงใจของลูกสาววัยเจ็ดขวบนั้นทิ่มแทงใจฉันเหลือเกิน ลูกสาวของเราเป็นบุตรบุญธรรมที่เรารับมาเลี้ยง เราได้รับแค่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ สีผม และสีตา ฉันจะตอบเธอว่าอย่างไรดี นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก! ฉันสูดลมหายใจเข้าแล้วอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์จะตอบเธออย่างไรดี” แล้วประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากฉัน “หนูอยากให้เธอชื่ออะไรล่ะ” เธอยิ้มให้ฉันและโพล่งออกมาว่า “แมดเดลีน!” “ถ้างั้นชื่อของเธอก็คือแมดเดลีน!” ฉันบอก ฉันเชื่อว่าพระเจ้าประทานคำตอบให้ในเวลาที่ฉันไม่มีคำตอบ
ในช่วงหลายปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สาวกของพระเยซูต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่พวกเขาต้องการคำตอบจากพระเจ้าในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพวกเขาไว้เพียงลำพัง แต่จะเสด็จมาหาพวกเขาพร้อมกับความช่วยเหลือ (ข้อ 18) ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะทรงประทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง “แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)
บางครั้งคำถามที่เราเผชิญดูเหมือนไร้คำตอบ เราต้องการความช่วยเหลือและคำตอบจากพระเจ้าสำหรับลูกๆของเรา สำหรับการงาน เพื่อนบ้านและโลกของเรา เมื่อเราไม่มีคำตอบ พระองค์ทรงประทานคำตอบให้เราได้
เสรีภาพในพระคริสต์
ในปี ค.ศ. 1849 เฮนรี่ “บ็อกซ์” บราวน์ (ทาสชาวอเมริกันจากรัฐเวอร์จิเนีย) ได้ขดตัวลงในลังไม้ที่มีป้ายติดว่า “ของแห้ง” และเพื่อนสองคนได้ส่งเขาจากริชมอนด์ไปยังเมืองฟิลาเดลเฟีย บราวน์อยู่ในลังไม้ (3 x 2.5 x 2 ฟุต) ตลอดการเดินทาง 26 ชั่วโมง โดยมีรูเล็กๆสามรูที่เจาะไว้เพื่อระบายอากาศ ขณะที่กลุ่มต่อต้านการค้าทาสดึงบราวน์ออกจากลัง เขาได้ขับร้องบทเพลงที่ถอดความมาจากสดุดีบทที่ 40 ซึ่งแสดงถึงความหวังในพระเจ้าผู้ทรงสัญญาถึงอิสรภาพ “หากคุณไม่เคยถูกพรากอิสรภาพไปเหมือนอย่างผม” บราวน์เขียนในภายหลัง “คุณจะไม่ตระหนักถึงพลังแห่งความหวังที่จะมีอิสรภาพ ซึ่งสำหรับผมแล้ว นี่เป็นเหมือนสมอแห่งจิตวิญญาณที่ทั้งมั่นคงและแน่นอนอย่างแท้จริง”
อิสรภาพเป็นศูนย์กลางของวิธีการที่พระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของเราและในโลกใบนี้ พระปัญญาของพระองค์นำไปสู่เสรีภาพฝ่ายวิญญาณ แต่ปัญญาเทียมเท็จนำไปสู่การกดขี่ข่มเหง เปาโลกล่าวว่า “พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพ” จากความบาป ความตาย และการกล่าวโทษ “ก็มีอยู่ที่นั่น”(2คร.3:17) เมื่อเราฟังพระเจ้าและดำเนินตามทางของพระองค์ เราจะมีเสรีภาพ แต่น่าเสียดายที่สิ่งตรงกันข้ามก็เป็นจริงเช่นกัน เมื่อเราเพิกเฉยต่อพระองค์และปฏิเสธคำเชิญของพระองค์ เราจะติดกับดักและถูกจำกัดเสรีภาพ พระเจ้าทรงปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงเราโดยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 18) แต่บาปและการกบฏกลับดักจับเราไว้
บางครั้งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงจำกัดและขัดขวางโอกาสและความสุขของเรา แต่แท้จริงแล้ว พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อนาคตอันยาวไกล พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อิสรภาพที่แท้จริงได้
แสวงหาพระพักตร์พระเจ้า
ผู้ที่ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 18 ทางตะวันตกของรัฐโอเรกอนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะได้รับการต้อนรับด้วยความประหลาดใจอันน่ายินดี จากเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้างทางที่เป็นเหมือนใบหน้าคนยิ้มขนาดยักษ์ ใบหน้าที่ร่าเริงนี้จะมองเห็นได้เฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบของต้นสนลาร์ชเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตัดกับต้นสนดักลาสเฟอร์สีเขียวเข้มที่อยู่รอบๆ (ซึ่งเป็นเหมือนตากับปาก) บริษัทตัดต้นไม้แห่งหนึ่งได้ปลูกใบหน้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 91 เมตรนี้ขึ้นในปี 2011 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะฟื้นฟูป่าไม้ที่พวกเขาตัดไป
อิสยาห์เชื้อเชิญให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะผู้ที่นำชีวิตมาสู่สถานที่รกร้างว่างเปล่า ท่านเตือนชนอิสราเอลในช่วงที่พวกเขามีชีวิตที่แร้นแค้นหลังถูกจับไปเป็นเชลยว่า พระเจ้า “จะเปิดแม่น้ำบนที่สูงโล้นทั้งหลาย” พระองค์สามารถ “ทำถิ่นทุรกันดารให้เป็นสระน้ำ” และจะทรงปลูก “ต้นสนสีดาร์ ต้นกระถินเทศ” ในทะเลทราย (อสย.41:18-19) พระเจ้าจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความปีติยินดีของพระองค์ (และของเรา) เท่านั้น แต่ทรงปลูกต้นสนสามใบ ต้นสนเขาและต้นช้องรำพัน “เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ” (ข้อ 20) ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง และท้ายที่สุดจะทรงไถ่ทุกสิ่งคืนมา แม้แต่สถานที่ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทะเลทราย” (ข้อ 19)
แม้ว่าเราอาจไม่ได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มบนเนินเขานั้น แต่สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเตือนเราให้คิดถึงฤทธานุภาพแห่งการทรงไถ่ของพระเจ้า เหนือโลกและสถานการณ์ของเราแต่ละคนแม้ในยามที่เราตื่นกลัวในความพินาศย่อยยับ ให้เราแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความหวังและความชื่นชมยินดีในท่ามกลางความยากลำบากของเรา