นำข่าวดีมา
ในระหว่างการออกเยี่ยมเยียนตามบ้านช่วงที่เราไปทำพันธกิจในประเทศเอกวาดอร์ ชายคนนี้กำลังเก็บเกี่ยวหัวหอมอยู่ในตอนที่เราเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับอธิษฐานในใจ ฉันพูดกับเขาด้วยภาษาสเปนแบบงูๆปลาๆว่า ฉันกับเพื่อนๆอยากคุยเรื่องพระคัมภีร์กับเขาสั้นๆเขาหยุดฟังขณะที่เราเป็นพยาน จากนั้นเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์ออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ ช่างเป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ข่าวประเสริฐได้ถูกอ่านให้ทุกคนที่เทือกเขาแอนดีส ขณะที่ชายคนนี้อ่านตามเป็นภาษาสเปนจากหนังสือเล่มเล็กๆที่เราให้ไป! เราได้คุยกับเขาและครอบครัวของเขาซึ่งทำงานอยู่ไกลจากเขาออกไป เราอธิษฐานเผื่อพวกเขา และเดินไปยังบ้านหลังต่อไป
ขณะที่เดินไปตามไหล่เขาพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์และพูดคุยกับผู้คนเรื่องของพระคริสต์ ฉันนึกถึงพระเยซูและพวกสาวกที่เดินไปตามเนินเขาและหุบเขาในอิสราเอลระหว่างที่ทรงทำพันธกิจบนโลก
อิสยาห์ 52:7 กล่าวว่า “เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด” ผู้เผยพระวจนะกำลังอ้างถึงช่วงเวลาที่ประชากรของพระเจ้าจะกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาหลังจากที่ตกไปเป็นเชลยเป็นเวลาหลายปี แต่ความจริงนี้ยังคงใช้ได้กับเราในปัจจุบันเมื่อเราแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น
โอกาสของเราอาจไม่ได้อยู่บนเทือกเขาแอนดีสที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะวางเราไว้ที่ใด พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถช่วยเราในการแบ่งปันข่าวสารแห่งความรอดให้กับผู้ที่พระองค์ทรงวางไว้บนเส้นทางของเราได้
ทรงอยู่ด้วยในเวลาที่โดดเดี่ยว
เฮนรี่ เดวิด ธอโร บรรยายว่า เมืองคือสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมาก “มาอยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยกัน” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความจริงบางอย่าง สมัยที่ผมยังหนุ่ม มีหลายบทเพลงที่มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและความเหงา การระบาดของโรคโควิดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในช่วงเวลาของความโดดเดี่ยวที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา และสื่อสังคมออนไลน์ช่วยหล่อเลี้ยงความเหงานั้นไว้และทำให้เราเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน บางทีความเหงาอาจจะเป็นโรคระบาดใหม่ก็เป็นได้
เมื่อมัทธิวเล่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซู (1:18-25) ท่านบอกเราว่า “ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะ [อิสยาห์] ว่า ‘ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล’ (แปลว่า ‘พระเจ้าทรงอยู่กับเรา’)” (ข้อ 22-23) ลองใคร่ครวญดูสักครู่ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา!
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราไม่มีวันโดดเดี่ยว เราบังเกิดใหม่เข้าสู่ครอบครัวของพระคริสต์แล้ว ครอบครัวนี้ขยายออกไปทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า” (อฟ.2:19) เราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5)
ไม่ว่าวันนี้คุณจะเผชิญกับสิ่งใด พระบิดาในสวรรค์ทรงอยู่กับคุณ จงยอมให้พระองค์ช่วยเหลือคุณเมื่อคุณก้าวเข้าสู่ความไม่แน่นอนและความท้าทายของชีวิต พระองค์ทรงอยู่กับคุณ
พักสงบในพระเจ้า
แซมเพื่อนบ้านของผมกลับบ้านมาในคืนหนึ่งโดยไม่ได้เอารถกลับมาด้วย เขาบอกกับภรรยาว่า “รถถูกขโมยไป แต่ผมขอนอนก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยจัดการ” ภรรยาของเขารู้สึกตกใจมาก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแซมถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ แต่เขาอธิบายว่า “ผมจะทำอะไรได้ ถึงตื่นตระหนกไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น”
เพื่อนบ้านที่เฉลียวฉลาดผู้นี้อาจจะมองว่า ความกังวลนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถหารถที่หายไปเจอในภายหลัง ซึ่งพวกเขาก็หามันพบจริงๆ
อัครทูตเปโตรรู้สึกแบบเดียวกันนี้หรือไม่หลังจากที่ถูกจับเข้าคุก (กจ.12:4) ท่านกำลังจะถูกประหารชีวิต แต่สาวกที่มักจะหุนหันพลันแล่นคนนี้กลับ “นอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน” (ข้อ 6) ทูตสวรรค์ต้อง “กระตุ้นเปโตรที่สีข้าง” เพื่อปลุกท่านให้ตื่น (ข้อ 7) ซึ่งบ่งบอกว่าท่านสงบนิ่งและมีสันติสุขอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเป็นเพราะเปโตรรู้ว่าชีวิตของท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ข้อ 9 และข้อ 11 แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้สนใจว่าจะได้รับการช่วยกู้หรือไม่ บางทีท่านอาจระลึกถึงความเชื่อมั่นในเรื่องความรอดและพระสิริที่พระเยซูได้มอบให้ (มธ.19:28) รวมทั้งการทรงเรียกของพระคริสต์ที่ว่า “จงตามเรามา” และไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวท่าน (ยน.21:22)
ไม่ว่าวันนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร เราไว้วางใจได้ว่าอนาคตของเราทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ อยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า แล้วจากนั้นเราคงจะนอนหลับในสันติสุขได้ง่ายดายขึ้น
ความสามารถจากพระเจ้า
ลุดวิก วอน บีโธเฟ่นคีตกวีผู้มากความสามารถ เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งใประวัติศาสตร์ เกือบสองศตวรรษหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 ผลงานเพลงของเขายังคงถูกนำมาแสดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดีเอ็นเอของบีโธเฟ่นบ่งชี้ว่า เขาอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษอย่างที่เราคาดเดากัน เมื่อนำยีนของเขาไปเปรียบเทียบกับยีนของคนจำนวน 14,500 คน ที่มีความสามารถในการรักษาจังหวะ (ซึ่งเป็นพรสวรรค์ด้านหนึ่งของนักดนตรี) บีโธเฟ่นกลับอยู่ในอันดับที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ
บีโธเฟ่นยังได้รับโอกาสและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอีกมากมาย (ซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถที่เขามีอยู่) แต่ทั้งพรสวรรค์และโอกาสที่ได้รับไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลทั้งหมดของการที่พระเจ้าใส่ความสามารถนั้นๆไว้ให้กับเรา พระผู้สร้างของเราได้ประทานทักษะเฉพาะให้แก่ชายสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อใช้ในการสร้างพลับพลา พระเจ้าประทานให้เบซาเลลมี “ความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” และทรงแต่งตั้งโอโฮลีอับเป็น “ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง” (อพย. 31:3-6) พระเจ้าประทาน “สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญๆอย่างการสร้างพลับพลาของพระเจ้า และความสามารถของเราอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้ในรายงานทางประวัติศาสตร์ แต่พระเจ้าทรงประทานทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ ให้กับเราเพื่อเราจะแบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก ขอให้เราปรนนิบัติพระองค์อย่างสัตย์ซื่อโดยกำลังที่มาจากพระองค์ เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์
ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า
ภาพวาดนั้นถูกแขวนลืมอยู่บนผนังบ้านหลังหนึ่งมาเป็นเวลานานโดยไม่มีใครสังเกต จนกระทั่งวันหนึ่งภาพวาดนั้นหล่นลงมา เมื่อถูกส่งไปซ่อม ช่างซ่อมงานศิลปะพบว่าภาพนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของเรมบรันต์ที่สูญหายไปนาน ชื่อว่า การนมัสการของโหราจารย์ (The Adoration of the Magi) ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าภาพที่เหลืออยู่เป็นเพียงภาพเลียนแบบ แต่ภาพวาดต้นฉบับอยู่ที่นี่แล้ว ส่งผลให้มูลค่าของภาพวาดนั้นพุ่งขึ้นเป็นหลายร้อยล้านดอลลาร์ในทันที
พระคัมภีร์ได้วาดอีกภาพที่มูลค่าของมันถูกประเมินว่าต่ำต้อยและถูกลืมเลือน ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ซึ่งได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้บอกกับประชากรของพระเจ้าว่า แม้พวกเขาจะถูกพาตัวไปยังดินแดนของชาวต่างชาติที่ซึ่งพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานและถูกเหยียดหยาม แต่พระองค์จะยังทรงอยู่เคียงข้างพวกเขา พระองค์ยืนยันกับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา” (อสย.43:1) แม้ว่าพวกเขาจะ “ลุยข้ามน้ำ” และ “ลุยไฟ” (ข้อ 2) แต่ความสัตย์ซื่อของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง โดยถ้อยคำที่ชี้ไปถึงการมาแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าวันหนึ่งพระองค์จะฟื้นฟู “ทุกคนที่เขาเรียกตามชื่อของเรา” (ข้อ 7) และนำพวกเขากลับบ้านมาหาพระองค์
วันหนึ่งพระเจ้าจะทรงรวบรวมทุกคนที่เป็นของพระองค์ เพราะพวกเขา “ประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4) เราแต่ละคนเป็นเหมือนภาพต้นฉบับ! องค์พระผู้สร้างทรงเห็นคุณค่าของเราเพราะพระกรุณาและพระเมตตาของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด โลกอาจมองข้ามเรา แต่พระองค์จะไม่มีวันมองข้ามเราเลย
ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า
ขณะอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มารี โคเบิลรู้สึกดีใจที่ได้เห็นพนักงานส่งของที่ช่วยชีวิตเธอไว้ เธอล้มตรงทางเข้าบ้าน ศีรษะกระแทกพื้นและมีเลือดออกในสมอง ราฮีม คูเปอร์เห็นเธอบาดเจ็บจึงเข้าไปช่วยและโทรเรียกรถพยาบาล ครอบครัวของมารีเชิญราฮีมให้ไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล และเขามักจะนำขนมหวานที่เธอชอบไปฝากเพื่อช่วยให้เธอหายเร็วขึ้น
เรื่องของพวกเขาทำให้คิดถึงคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี คำอุปมานี้พระเยซูใช้ตอบคำถามของบาเรียนที่ว่า เขาต้องทำสิ่งใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระเยซูตรัสว่า “ในธรรมบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร” (ลก.10:26) จงไปทำตามนั้น และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27) แต่บาเรียนยังคงถามต่อไปว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า” (ข้อ 29)
พระเยซูทรงตอบโดยเล่าเรื่องชายที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายจนเกือบจะตาย แล้วมีชายสองคนคือปุโรหิตและคนเลวีเดินผ่านไปโดยไม่แยแส “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง…มีใจเมตตา...เอาผ้าพันบาดแผลให้…และรักษาพยาบาลเขา” (ข้อ 33-34) เมื่อเห็นชายที่บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือ ชาวสะมาเรียรีบเข้าไปช่วยด้วยความกระตือรือร้นและปราศจากอคติ โดยมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติหรือศาสนาเพื่อช่วยคนที่เขาจะเพิกเฉยก็ได้
จากนั้นพระเยซูจึงตรัสถามว่า “ใครในสามคนนี้ที่เป็นเพื่อนบ้านของชายคนนั้น” และบาเรียนทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” พระเยซูจึงตรัสว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” (ข้อ 36-37) เราเองก็พบความเมตตาในพระคริสต์ได้เช่นกัน เพื่อจะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจแทนที่จะเดินผ่านพวกเขาไป นี่เป็นบทเรียนสำหรับเราทุกคนในการแบ่งปันความรักของพระเยซู
รู้จักและรักผู้อื่น
ฮิปโปเครตีส (ราว 460-375 ปี ก่อนคริสตกาล) ได้ทำให้การรักษาโรคหลุดพ้นออกจากความเชื่องมงายมาสู่การตรวจสอบและการสังเกตอาการ แต่เขาไม่ได้ละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย “การรู้ว่าโรคเกิดขึ้นกับใครนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้ว่าคนคนนั้นป่วยเป็นโรคอะไร” เขากล่าว
อัครทูตเปาโลดูแลคริสตจักรที่มีปัญหามากมาย แต่ท่านมองเห็นความเป็นมนุษย์ของสมาชิกแต่ละคน รวมถึงชายคนที่ทำบาปที่ “การผิดนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีเลย” (1 คร.5:1) เปาโลจัดการกับ “โรค” นี้อย่างเด็ดขาดและชายคนนั้นก็กลับใจ บัดนี้ขณะที่ท่านเขียนจดหมายอีกฉบับไปถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เปาโลมีคำสั่งที่หนักแน่นสำหรับพวกเขาทุกคน ท่านรู้ว่าบาปของชายคนนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน เพราะชายผู้นั้น “ทำให้พวกท่านเป็นทุกข์บ้างด้วย” (2 คร.2:5) แต่เพราะชายคนนั้นได้หันหลังให้กับบาปของเขาแล้ว เปาโลจึงวิงวอนให้พวกเขา “ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่” (ข้อ 8)
แรงจูงใจของเปาโลนั้นชัดเจน “ข้าพเจ้าเขียนหนังสือถึงท่าน เพราะข้าพเจ้ามีความทุกข์ระทมใจมากและน้ำตาไหล มิใช่เพื่อจะทำให้ท่านเป็นทุกข์ แต่เพื่อจะให้ท่านรู้จักความรักอย่างมากมาย ซึ่งข้าพเจ้ามีต่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 4) เปาโลรู้จักคนเหล่านั้นทุกคน และรักพวกเขา
ความบาปส่งผลต่อเราทุกคน แต่เบื้องหลังของบาปเหล่านั้นก็คือมนุษย์ เมื่อมีคนทำผิดต่อเรา การกลับไปคืนดีอาจเป็นเรื่องยาก แต่นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ จงทำความรู้จักบุคคลนั้น แล้วจงรักพวกเขาด้วยกำลังที่มาจากพระคริสต์
กล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า
ตอนที่ฉันเป็นผู้นำในพันธกิจเพื่อแม่ของเด็กก่อนวัยเรียนนั้น เราพยายามหาภาพที่จะอธิบายถึงภาระหน้าที่ของแม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดน้ำมูก การเก็บของเล่น ปรากฏว่าภาพนั้นอยู่ตรงหน้าเราพอดี นั่นคือกล่องน้ำผลไม้ที่ยุบตัวแฟบลง บรรดาแม่ๆอาจรู้สึกเหมือนกล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า พันธกิจนี้จะช่วยเหลือโดยการนำพวกเธอไปสู่แหล่งน้ำแห่งชีวิตที่สามารถเติมเต็มพวกเธอได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือพระเยซู
ในยอห์น 7 พระเยซูเสด็จไปร่วมในเทศกาลอยู่เพิง (ข้อ 10) เพื่อระลึกถึงการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าในระหว่างที่คนอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเทศกาลนี้จะมีพิธีเทน้ำบนแท่นบูชาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความชุ่มชื้น และเป็นการทำนายถึงฝนในฝ่ายวิญญาณที่พระเมสสิยาห์จะทรงนำมา พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จเป็นจริงตามที่เทศกาลโบราณคาดหวังไว้ “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’” (ข้อ 37-38)
บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่า อ่อนล้าจากการต้องดูแลผู้อื่น หมดแรงจากการทำงาน เหน็ดเหนื่อยจากความรับผิดชอบในแต่ละวัน ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดทำให้เรารู้สึกเหือดแห้งหมดพลัง! แต่เมื่อเราดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระองค์จะประทานน้ำพุแห่งชีวิตในใจของเราเพื่อทำให้เราสดชื่นและเติมกำลังให้เรา ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องดูแลและความห่วงกังวลนั้นจะดูดพลังไปจากเราเพียงใดก็ตาม
ความชื่นบานและกำลังในพระเจ้า
ท่ามกลางผลงานสร้างสรรค์หลากสีที่ทำขึ้นจากการตัดขวดพลาสติกเก่าให้มีลักษณะคล้ายขนนกและโคมไฟนี้ ไกด์นำเที่ยวของพิพิธภัณฑ์นิวออร์ลีนส์ได้เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังการใช้วัสดุเหล่านี้ว่า “สำหรับเมืองที่ประสบความยากลำบากเช่นนี้ เราได้เรียนรู้ที่จะใช้สิ่งที่เรามีเพื่อสร้างความสุขและความสวยงาม เราจะไม่จดจ่ออยู่แค่ช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น แต่เราเฉลิมฉลองความสามารถในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติด้วย”
เนหะมีย์และคนอิสราเอลก็เผชิญความยากลำบากเช่นกัน แต่พวกเขามานะบากบั่นด้วยความชื่นชมยินดีในพระเจ้า พวกเขาถูกจับและถูกกวาดต้อนไปจากบ้าน และในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับจากการเป็นเชลยมายังเยรูซาเล็ม (นหม.4:7-12) แต่เมื่อมาถึง พวกเขายังต้องเผชิญกับการถูกขัดขวางไม่ให้สร้างกำแพงป้องกันกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ (นหม.6) แม้หลังจากกำแพงสร้างเสร็จแล้วและพวกเขามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลอง จิตใจของพวกเขาก็หนักอึ้งเมื่อได้ยินถ้อยคำของธรรมบัญญัติของพระเจ้า “ประชาชนได้ร้องไห้เมื่อเขาได้ยินถ้อยคำของธรรมบัญญัติ” (8:9) แต่เนหะมีย์เตือนสติว่าพวกเขาจะพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าได้ โดยการระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงนำพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง เนหะมีย์กล่าวว่า “ความชื่นบาน...ในพระเจ้าเป็นกำลังของท่าน” (ข้อ 10)
การจดจ่อที่พระเจ้าจะนำ “ความชื่นบานใหญ่ยิ่ง” และกำลังมาให้กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ของเราดูเลวร้าย พระปรีชาสามารถและพระลักษณะของพระเจ้า ตลอดจนพระวจนะจะช่วยฟื้นฟูจิตใจและนำความชื่นบานมาให้เรา (ข้อ 12) โดยประทานกำลังและการฟื้นตัวที่เราต้องการ