ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์
คนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกมักจะเตรียมสัมภาระไปมากมาย พวกเขากลัวการต้องอยู่ไกลบ้านและเกิดจำเป็นต้องใช้ของบางอย่าง แต่มีบทความเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่พูดถึงปัญหาของการแพ็กของมากเกินไป ในบทความมีคำแนะนำว่าไม่ต้องนำแชมพูและไดร์เป่าผม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มี) ไปด้วย และอย่านำรองเท้าและหนังสือไปเผื่อเพราะเปลืองที่และหนัก ผู้เขียนหมายเหตุไว้ว่าเมื่อคุณลากสัมภาระหนักๆไปบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดในยุโรป คุณจะคิดว่าไม่น่านำของติดตัวมามากมายขนาดนี้เลย
ในแง่หนึ่ง นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดสำหรับคำแนะนำในการเดินทางที่อัครทูตเปาโลสอนไว้ว่า “เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” (1 ทธ.6:7) ท่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับปัญหาของการมีสิ่งของมากจนเกินไป “คนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน” และท่านได้เตือนว่าสัมภาระส่วนเกินเป็น “บ่วงแร้ว” ที่นำไปสู่ “ความพินาศเสื่อมสูญไป” (ข้อ 9) ผู้ที่มีความเชื่อมีจุดหมายในการเดินทางที่แตกต่างออกไป โดยมีพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่าง “เพื่อความสะดวกสบายของเรา” (ข้อ 17)
วันนี้ เราอาจพึงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เราสะสมในชีวิตนั้นไร้ความหมาย เรานำของนั้นติดตัวไปด้วยไม่ได้ เปาโลกล่าวว่าเมื่อเรา “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18) เราก็ได้ “วางรากฐาน...ไว้สำหรับตนเองในภายหน้า” และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการเดินทางที่ดีที่สุด เป็นเคล็ดลับสู่ “ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19)
จดจ่อที่พระเจ้า
อย่างน้อยเขาก็สอบผ่าน เจสคิดในใจขณะถือผลการสอบไว้ในมือ เขาช่วยลูกชายในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ด้วยงานบ้านและงานพิเศษจากหัวหน้างานในช่วงนี้ การทบทวนวิชาด้วยกันจึงเป็นเรื่องยาก เจสรู้สึกท้อแท้และคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ลิซ่าคุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร ผมดูแลบ้านไม่เก่งเท่าคุณ
นี่อาจเป็นความท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับเศรุบบาเบล แต่ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์ท่านนี้ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้นำคนอิสราเอลสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน เมื่อพวกเขาวางรากฐานเสร็จแล้ว “คน...เป็นอันมาก...ผู้ได้เห็นพระวิหารหลังก่อน...ได้ร้องไห้ด้วยเสียงดัง” (อสร.3:12) ความทรงจำถึงพระวิหารอันรุ่งโรจน์ของซาโลมอนผุดขึ้นในใจพวกเขาอีกครั้ง ในขณะที่เริ่มก่อสร้างพระวิหารที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม พระวิหารของเราไม่ดีเท่าเดิม ทุกคนรวมทั้งเศรุบบาเบลคงคิดเช่นนั้น
พระเจ้าตรัสว่า “เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด” และกับที่ทรงตรัสกับทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า “เราอยู่กับเจ้า...วิญญาณของเราอยู่ท่ามกลางเจ้า อย่ากลัวเลย”(ฮกก.2:4-5) เศรุบบาเบลได้รับการหนุนใจขึ้นในการทรงนำของพระเจ้าโดยพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับพวกเขา (ข้อ 5) นอกจากนี้ พระเจ้าตรัสอีกว่า “สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น” (ข้อ 9) โดยทรงชี้ไปถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาเยือนพระวิหารด้วยพระองค์เอง (ยน.2:13-25)
เราอาจรู้สึกท้อแท้ในงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ โดยเปรียบเทียบผลงานของเรากับผลงานในอดีต แต่ขอให้เรามุ่งความสนใจไปที่แผนการของพระองค์ในปัจจุบัน เพราะการงานและจุดประสงค์ของงานนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา
ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)
ความรักบริบูรณ์
ในคืนสุดท้ายของค่ายฤดูร้อน ความเป็นวัยรุ่นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องขณะยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางลูกค่ายกลุ่มหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งในกลุ่มพูดเยาะเย้ยฉัน ฉันรู้สึกแย่จึงวิ่งกลับไปที่เต็นท์ โดยแกล้งทำเป็นหลับเมื่อหัวหน้ากลุ่มแวะมาดู เช้าวันรุ่งขึ้นฉันหลีกเลี่ยงการที่เธอพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้
ต่อมาเธอเขียนข้อความถึงฉัน ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงห่วงใยฉันจริงๆ เธออ้างอิงคำพูดของอัครทูตเปาโลที่ให้เรา “แน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) ฉันรู้สึกว่าถ้อยคำของเปาโลนี้พูดกับฉันโดยตรง
เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้า เพื่อหนุนใจให้พวกเขาหยั่งรากลงในความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อกันและกัน “พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง” (ข้อ 9) พระเจ้าจะยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในพวกเขาและผ่านทางพวกเขาต่อไป โดยจะทรงเติมเต็มพวกเขาด้วย “ผลของความชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ในตอนนั้นฉันไม่เข้าใจบริบทดั้งเดิม แต่ฉันเริ่มเข้าใจว่าตัวตนของฉันในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงรักนั้น เกิดจากการรู้จักและยอมรับความรักของพระเยซู
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรารับความรักของพระองค์และบริบูรณ์ด้วยความรักนั้นมากยิ่งขึ้นๆ ขณะเมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยความยินดีและสันติสุขของพระองค์ เราก็จะเติบโตในความรู้ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจอันประเสริฐของพระองค์ในตัวเราด้วย
จดจ่อที่พระเจ้า
เพื่อนร่วมงานของฉันโทรมาพูดคุยสั้นๆเพื่อหารือกันในเรื่องหนึ่ง เธอถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันบอกไปว่ากำลังเจ็บปวดด้วยอาการไซนัสอักเสบอย่างหนัก และยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพื่อนร่วมงานจึงถามว่า “ให้ฉันอธิษฐานเผื่อเธอไหม” เมื่อฉันตอบรับ เธอจึงอธิษฐานเป็นเวลาสามสิบวินาทีเพื่อขอการรักษาจากพระเจ้า ฉันยอมรับว่า “บางครั้งฉันก็ลืมอธิษฐาน ฉันมัวจดจ่อที่ความเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่ได้หันไปหาพระเจ้า”
คำสารภาพนี้ทำให้ฉันคิดว่าฉันมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด ที่ความยากลำบากและปัญหาของฉันหรือที่พระเจ้า ในวันนี้ ความคิดของฉันจดจ่อที่ความเจ็บปวดด้วยเหตุที่มันรุนแรง แต่อิสยาห์ 26:3 เตือนเราว่า เมื่อเราทำให้ใจของเราจดจ่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์และผู้อุปถัมภ์ของเรา เราก็จะได้พบสันติสุข “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” ถึงความเจ็บปวดอาจจะไม่หายในทันทีหรืออาจไม่จางหายไปจากชีวิตนี้ ผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราให้ “วางใจใน” องค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา (ข้อ 4)
พระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าทั้งในระหว่างที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและหลังจากนั้น พวกเขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขายึดมั่นในความเชื่อและความหวังในสิ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ (ข้อ 1-2) และถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราว่า ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดใด เราเองก็จะพบการปลอบประโลมใจเมื่อเราจดจ่อที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์
ในการทรงสถิตของพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น
ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย
ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน
ยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระคริสต์
ไม่นานมานี้ แม่ของฉันเล่าเหตุการณ์การเผชิญหน้าอันน่าประหลาดใจแบบฉากต่อฉาก ที่แม่เห็นผ่านกล้องเว็บแคมที่บ่อน้ำในแอฟริกา ละมั่งแอฟริกาขนาดใหญ่ซึ่งมีเขายาวได้มากกว่าสองฟุต ทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามและไม่ตื่นกลัวง่ายๆ เว้นแต่จะเจอกับฝูงนกกระจอกเทศที่ก้าวร้าวและเกเร
นกกระจอกเทศจ่าฝูงซึ่งตัวสูงกว่าศัตรูของมัน สะบัดขนขนาดใหญ่ คำราม และย่ำเท้าเข้าหาละมั่งทั้งสามตัว ทำให้พวกมันต้องหนีไป
“หนูเดาว่าพวกมันคงไม่รู้ว่าเขาของมันทรงพลังขนาดไหน” ฉันพูดกับแม่
ผู้เชื่อในพระเยซูก็อาจลืมสิทธิอำนาจที่เรามีเมื่อเผชิญการโจมตีจากศัตรูฝ่ายวิญญาณอย่างซาตาน เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในเรา (รม.8:11) และยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าที่จะช่วยเรา “จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้” (อฟ.6:11) ซาตานต้องการท้าทายความเชื่อที่เรามีในพระวจนะของพระเจ้า ทำให้เราสงสัยตัวตนของเราในพระคริสต์ และล่อลวงเราให้ทำบาป
แต่เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงเพราะยุทธภัณฑ์ของพระเจ้ามีทั้ง “ความจริงคาดเอว...ความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก...ความเชื่อเป็นโล่ ...ความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และ...พระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” (ข้อ 14-17)
เมื่อศัตรูโจมตีเราด้วยความรู้สึกกลัว คำตำหนิ หรือความสิ้นหวัง จงจำไว้ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า และได้รับการเตรียมพร้อมมาอย่างดีที่จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
ส่งด้วยความระมัดระวัง
ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งทราบว่าห่อพัสดุที่ใช้ชื่อว่า “แคร์” (CARE) ย่อมาจาก “ความร่วมมือในการส่งของจากอเมริกาไปยุโรป” (Cooperative for American Remittances to Europe) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งกล่องอาหารไปช่วยเหลือชาวยุโรปพลัดถิ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ห่อพัสดุของแคร์ที่ฉันส่งให้ลูกๆที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นขนมและลูกอมที่ฉันทำเอง แต่ปกติแล้วจะมีของจำเป็นบางอย่างด้วย เช่น เสื้อตัวโปรดที่ลืมไว้ที่บ้านหรืออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติม
แม้ “ห่อพัสดุแคร์” อาจฟังดูทันสมัย แต่การจัดส่งสิ่งของจำเป็นนั้นมีมานานก่อนหน้านี้แล้ว และถูกรวมไว้ในตอนท้ายของพระธรรม 2 ทิโมธีด้วย คำลงท้ายจดหมายที่เปาโลเขียนถึงสาวกที่ท่านไว้ใจขณะถูกคุมขังที่กรุงโรมนั้นมีคำขอส่วนตัวบางประการ ท่านขอให้ทิโมธีมาหาและพามาระโกมาช่วยปรนนิบัติท่าน (4:11) ท่านยังขอให้เอาของใช้ส่วนตัวบางอย่างมาด้วย คือเสื้อคลุมและ “หนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง” (ข้อ 13) เสื้อคลุมอาจจำเป็นเพราะฤดูหนาวกำลังจะมา และหนังสือม้วนอาจมีสำเนาของพันธสัญญาเดิมอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เปาโลคงต้องการเพื่อนและของใช้จำเป็นเพื่อทำให้ท่านแช่มชื่นและได้รับการชูใจ
ข้าวของที่ย้ำเตือนถึงความห่วงใย ไม่ว่าผู้รับจะอยู่ใกล้หรือไกลนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการการหนุนใจเพียงเล็กน้อย ของขวัญที่เป็นอาหารสำหรับเพื่อนบ้าน การ์ดที่เขียนด้วยความใส่ใจถึงคนที่รักหรือคนรู้จัก หรือข้าวของเต็มกล่องที่ส่งให้เพื่อนที่อยู่ไกล ล้วนสามารถถ่ายทอดความรักของพระเจ้าออกไปได้อย่างเป็นรูปธรรม
ความหวังในความเชื่อ
ลูกชายของคริสตินเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อเขาอายุเพียงเจ็ดขวบ สามปีผ่านไป ตอนนี้ลูกชายคนโตของเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง
ระยะสุดท้าย เพื่อนๆที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูโศกเศร้าไปกับเธอ แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงยังคงวางใจในพระคริสต์ต่อไป “พระเจ้าของเธอยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ทำไมเธอยังเชื่อพระองค์อยู่” พวกเขาถาม
แต่สำหรับคริสติน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยิ่งต้องเชื่อต่อไป “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” เธอบอก “แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยให้เราผ่านมันไปได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความหวังกับฉันเพื่อที่จะก้าวต่อไป”
ความหวังและความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้กษัตริย์ดาวิดก้าวต่อไปได้เมื่อพบว่าพระองค์อยู่ในสถานการณ์ที่รุมเร้า มีศัตรูล้อมรอบที่มุ่งจะทำให้พระองค์พินาศ ดาวิดอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ทั้งสิ้นนี้จึงเกิดขึ้น แต่ดาวิดรู้ว่ากำลังติดตามพระเจ้าผู้ที่ดาวิดไว้วางใจว่าจะทรงช่วยกู้และอวยพรในเวลาของพระองค์ (สดด.31:14-16) ความหวังอันมั่นคงนี้ทำให้ดาวิดยังคงยอมจำนนต่อพระเจ้าและพูดว่า “วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 15) และความหวังนี้ชูใจดาวิดจนกล่าวอีกด้วยว่า “จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า” (ข้อ 24)
ในเวลาที่เรารู้สึกท้อแท้และดูเหมือนแทบไม่มีสิ่งใดให้ตั้งตารอคอย เรารู้ว่าเราสามารถยึดพระเจ้าและความหวังที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์เท่านั้นจะประทาน ไว้ได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าเดิม