Category  |  ODB

ต่ำต้อยแต่เป็นที่รักของพระเจ้า

วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแคลลี่สุนัขช่วยเหลือของฉัน และชมแว่นตากับรองเท้าบูทสีชมพูแสนสวยของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเธอบอกฉันว่าเธอชอบการสนทนาของเรา เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตากับเธอ และกระซิบว่า “บอกเธอว่าหนูชอบชุดของเธอ” ฉันพูดว่า “หนูบอกเธอสิ เธอใจดีเหมือนกับหนูเลยนะ” ฉันอธิบายว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของเรานั้นง่ายมากถึงแม้ว่าเธอจะสื่อสารแตกต่างออกไป อีกทั้งการมองและการยิ้มจะช่วยให้เธอรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักได้

ในพระคัมภีร์และในโลกนี้ ผู้คนมักถูกกันออกไปเพราะพวกเขาถูกมองว่า แตกต่าง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราทรงยกย่องความแตกต่างของเราและเชิญชวนให้เราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ ในสดุดี 138 ดาวิดกล่าวว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​สดุดี​ถวาย​พระ​องค์​ต่อ​หน้า​บรรดา​พระ​” (ข้อ 1) ท่านกล่าวด้วยว่า “ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง” แต่พระองค์ “ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย” (ข้อ 6)

พระเจ้าผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ทอดพระเนตรด้วยพระเมตตามาที่เรา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเราถ่อมตัวลง ขณะที่เราขอให้พระองค์ทรงช่วยให้เรามองและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเมตตา เราสามารถขอบคุณพระองค์ที่ทรงยืนยันว่าแม้เราต่ำต้อยแต่ก็เป็นที่รัก!

ภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งของพระคริสต์

ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก

พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคล​ผู้ใดรู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้

ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”

ความรักของพระบิดา

คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา

พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน

ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ

ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เรา​ก็​ได้​เป็น​เช่นนั้น” (1 ยน.3:1)

พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน หรือ​ทอดทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ

จำเป็นที่จะต้องเล่า

“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาให้เงินแก่ชายจรจัดคนหนึ่งและกล่าวคำพูดนั้น เขาถูกรถชนและเสียชีวิตทันที ในระเบียบการสำหรับพิธีรำลึกถึงชีวิตของจอห์นมีข้อความเขียนไว้ว่า “เขาต้องการรู้ว่าจะเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นในบ่ายวันอาทิตย์ขณะพยายามช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ขัดสน พระเจ้าก็ได้ประทานหนทางให้เขาเข้าถึงคนทั่วโลก ทีวีท้องถิ่นทุกช่องนำเสนอข่าวนี้ และข่าวนี้ไปถึงเพื่อนๆ ครอบครัว และคนอื่นๆ มากมายทั่วประเทศ”

แม้ว่าจอห์น ดาเนียลส์จะไม่ใช่นักเทศน์ แต่เขารู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปาโลก็เช่นกัน ในกิจการ 20 อัครทูตเปาโลแสดงออกถึงความร้อนรนในข่าวประเสริฐในคำกล่าวอำลาผู้นำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า “ใน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ขอ​ทำ​หน้าที่​ให้​สำเร็จ​ก็​แล้ว​กัน และ​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​ที่​ได้รับ​มอบหมาย​จาก​พระ​เยซู​เจ้า คือ​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประเสริฐ ซึ่ง​สำแดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น” (ข้อ 24)

ข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยโทษและชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีเกินกว่าจะเก็บไว้และไม่บอกคนอื่น ผู้เชื่อบางคนมีทักษะในการอธิบายพระกิตติคุณได้ดีกว่าผู้เชื่อบางคน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่เคยประสบกับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตต่างก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขาได้

คุณจะถามพระเยซูว่าอะไร

“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พระองค์บอกพวกเขาว่าจริงๆแล้วจักรวาลนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วลูกสาวของเขาก็ตอบว่า “หนูจะขอกอดพระองค์”

คุณนึกภาพความรักในสายพระเนตรของพระเยซูต่อเด็กเหล่านี้ออกไหม ฉันคิดว่าพระองค์คงจะยินดีทำตามคำขอเหล่านั้น คุณว่าไหม ฉันจินตนาการเห็นพระองค์หยอกล้อกับพวกเด็กผู้ชายและอ้าแขนให้เด็กหญิงตัวเล็ก พระองค์อาจจะชอบเป็นพิเศษที่ลูกสาวของโจอยากได้อ้อมกอด เพราะมันแสดงถึงหัวใจแห่งความรักต่อพระองค์และความปรารถนาในความรักของพระองค์

เด็กๆรู้สึกได้ว่าพวกเขาต้องการการพึ่งพาอาศัย และพวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ตรัสว่า “ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” (ลก.18:17) พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราตระหนักถึงความจำเป็นต้องได้รับพระคุณ การอภัยโทษ และความรอดของพระองค์ พระองค์พอพระทัยในจิตใจถ่อมที่ปรารถนาจะอยู่ใกล้กับพระองค์

มีอะไรที่คุณอยากจะถามพระเยซูไหม เราทุกคนต่างมีคำถามที่เราอยากถามแน่นอน! หรือบางทีคุณแค่อยากอยู่ใกล้ๆพระองค์ใช่ไหม จงวิ่งไปหาพระองค์ตอนนี้เพื่อรับอ้อมกอดนั้นและสิ่งอื่นๆที่คุณต้องการอีกมากมาย

กลายเป็นผู้บริสุทธิ์

หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลวดลาย และลงสี ผลงานจากความตั้งใจของฉันออกมาไม่น่าประทับใจ มันเป็นชามใบเล็กที่บิดเบี้ยวสีกระดำกระด่าง มันคงไม่ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหนในเร็วๆนี้แน่

การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่สูงอาจเป็นเรื่องยาก พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลประสบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อพวกเขาพยายามปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ตามธรรมบัญญัติ (ลนต.22:1-8) และคำสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา (ข้อ 10-33) การงานของพวกปุโรหิตต้องบริสุทธิ์ด้วยการถูกแยกตัวออกมา แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็มักจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่ในที่สุดพระเจ้าได้ทรงรับเอาความรับผิดชอบต่อความชอบธรรมของพวกเขาไว้บนบ่าของพระองค์เอง “เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​ [ปุโรหิต]ไว้​ให้​บริสุทธิ์” พระองค์ทรงบอกกับโมเสสครั้งแล้วครั้งเล่า (22:9, 16, 32)

พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้สมบูรณ์แบบของเรา และพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่บาปอันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงรับผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้า​พระ​องค์​ชำระ​ตัว​ถวาย​เพราะ​เห็น​แก่ [เหล่าสาวก] เพื่อให้​เขา​รับ​การ​ทรง​ชำระ​แต่งตั้ง​ไว้​โดย​สัจจะ​ด้วย​เช่นกัน” (ยน.17:19) เมื่อเรารู้สึกว่าความพยายามที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของเรานั้นเป็นแค่ชามดินปั้นของนักปั้นมือใหม่ เราก็สามารถพักสงบในพระราชกิจอันสมบูรณ์แบบที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้ว และพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์

พระเจ้าเป็นรากฐานของเรา

บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เองที่มีบางอย่างน่าสนใจ

ขณะที่ช่างก่อสร้างขุดลงไป สิ่งที่พลั่วตักขึ้นมามีทั้งจานแตกๆ ขวดน้ำอัดลมยุคปี 1850 หรือแม้แต่ช้อนส้อม บ้านของเราสร้างบนกองขยะเก่าหรือเปล่านะ ใครจะรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิศวกรของเราบอกว่าฐานรากของบ้านเราจะต้องขุดให้ลึกลงอีก ไม่เช่นนั้นผนังบ้านจะมีรอยแตก

รากฐานที่ดีจะทำให้บ้านแข็งแรง ชีวิตของเราก็เช่นกัน เมื่อศัตรูทำให้คนอิสราเอลหวาดกลัว อิสยาห์อธิษฐานให้พวกเขาเข้มแข็ง (อสย.33:2-4) แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มาจากความกล้าหาญหรืออาวุธ แต่มาจากการก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม” (ข้อ 6) พระเยซูตรัสสิ่งที่คล้ายกัน โดยทรงสอนว่าผู้ที่สร้างชีวิตบนพระปัญญาของพระเจ้าจะสามารถต้านทานพายุแห่งชีวิตได้ (มธ.7:24-25)

สัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่ารากฐานของเราต้องการความเอาใจใส่คือ เมื่อรอยร้าว เช่น ความก้าวร้าว การเสพติด หรือปัญหาชีวิตแต่งงานปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อเราแสวงหาความปลอดภัยแต่ไม่พบ หรือปฏิบัติตามปัญญาของยุคนี้เพียงอย่างเดียว เราจะอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง แต่ผู้ที่สร้างชีวิตของตนในพระเจ้าจะได้รับพระกำลังและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ (อสย.33:6)

ได้รับการอวยพรให้เป็นพร

สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันเขียนบล็อกและเล่าเกี่ยวกับพระองค์ ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องแสดงความคิดเห็นออกมาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน เมื่อฉันเริ่มเขียนบล็อก ฉันกลัวว่าจะหมดเรื่องที่ต้องการจะพูด แต่สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าฉันพบถ้อยคำหนุนใจและข้อคิดสำหรับแบ่งปัน ยิ่งฉันเขียนมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่

ฉันได้เห็นกับตาในชีวิตของฉันเองว่าพระเจ้าทรงเติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีและแรงบันดาลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันทุ่มเทของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราอ่านเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เผยพระวจนะเอลีชา เจ้าหนี้ของสามีผู้ล่วงลับของเธอต้องการจับลูกชายสองคนของเธอไปเพื่อชดใช้หนี้ สิ่งที่เธอมีที่บ้านมีแค่น้ำมันมะกอกหนึ่งไหเล็กๆ ผู้เผยพระวจนะสั่งให้เธอไปยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านมาและให้เทน้ำมันลงในภาชนะไปเรื่อยๆ “บุตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน” (4:5) หญิงนั้นเทน้ำมันไปเรื่อยๆจนเต็มภาชนะทั้งหมดอย่างอัศจรรย์ เธอสามารถใช้หนี้ของครอบครัวได้ด้วยน้ำมันส่วนที่เกินจากการใช้งานของเธอ

พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและทรงจัดเตรียมให้เสมอ พระองค์ทรงอวยพรเราด้วยของประทานและพรสวรรค์ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น อย่าซ่อนหรือเพิกเฉยต่อของประทานของเรา แต่จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

ความเกรงกลัว

เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจต้านทานเมื่อมีคนบอกว่าผมเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวโดยพึ่งพิงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า และเปลี่ยนความกลัวตายมาเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ สำหรับเจเรมี่ นี่หมายถึงความยำเกรงต่อองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลผู้จะทรง “​กลืน​ความ​ตายเสีย” (อสย.25:8) ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าทรงรู้จักและรักเขา

ความยำเกรงพระเจ้า คือ ความเคารพและความเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเราจากส่วนลึก เป็นสาระสำคัญของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม กษัตริย์ซาโล-มอนเตือนสติบุตรชายของพระองค์ให้ยำเกรงพระเจ้าในชุดถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระองค์คือพระธรรมสุภาษิต พระองค์กล่าวว่าถ้าบุตรชายของพระองค์กระทำ “หู​ของ​เจ้า​ให้​ผึ่ง​เพื่อ​รับ​ปัญญา” และ “​เสาะหา​ปัญญา​อย่าง​หา​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้” เขาก็จะ “​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า” (สภษ. 2:2, 4 -5) นอกเหนือจากสติปัญญาและความรู้แล้ว เขาจะพบความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจด้วย (ข้อ 10-11)

เมื่อเราเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบและประสบกับความรู้สึกหวาดหวั่นและกลัว เราจะคิดถึงข้อจำกัดของตนเอง แต่เมื่อเราหันไปหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกหวาดกลัวไปเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ซึ่งจะส่งผลดีต่อเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา