ไม่มีความทุกข์ที่สูญเปล่า
เธอมองตาผมแล้วพูดว่า “อย่าให้ความทุกข์ของคุณสูญเปล่า” ในทันทีนั้นผมหวนคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมเป็นผู้นำในพิธีไว้อาลัยลูกชายวัยหนุ่มของเธอที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เธอรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ เธอรู้จักความทุกข์ แต่ก็รู้ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผมได้ยินคำพูดของเธอ ที่ปลอบโยนและหนุนใจในขณะที่ผมเผชิญกับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เธอทำให้ผมระลึกว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญของผม และพระองค์อยู่ด้วยกับผมในความทุกข์นั้น และอาจทรงใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง
โมเสสรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์ในความทุกข์ของพวกเขา พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” (อพย.3:7) บางครั้งคนอิสราเอลก็เหมือนกับเราที่จะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวในความทุกข์ที่พวกเขามี แต่พระเจ้ารับรองว่าทรงมีแผนที่จะ “ช่วยเขาให้รอด” และได้ยิน “คำร่ำร้อง” จากใจของพวกเขา (ข้อ 8-9) ในที่สุดแล้วพระองค์จะทรงใช้ความทุกข์นั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต มีชัยชนะเหนือศัตรูและถวายเกียรติแด่พระองค์
สดุดี 90 เป็นบทเดียวที่เชื่อว่าเขียนโดยโมเสส ท่านประกาศว่าแม้ “ชีวิตนั้นมีแต่ความ[ทุกข์ ]ลำบาก” (ข้อ 10 THSV 11) แต่ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าอยู่ด้วย “ตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ 14) โดยความรักของพระองค์จะไม่ทรงให้ความทุกข์ของเราสูญเปล่า และเราเองก็ไม่ควรทำเช่นนั้น
ของประทานแห่งการให้
ในปี 2024 นักธุรกิจพันล้านโรเบิร์ต เฮล จูเนียร์ กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษา 1,200 คนจากมหาวิทยาลัยว่า “ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีการแบ่งปัน การดูแลและการให้ที่มากขึ้น[ผมกับภรรยา ]อยากมอบของขวัญสองชิ้นแก่พวกคุณ ชิ้นแรกเป็นของขวัญที่เรามอบให้คุณ และชิ้นที่สองคือของขวัญเพื่อการให้” จากนั้นตามมาด้วยการแจกซองจดหมายสองซองให้กับบัณฑิตผู้ซึ่งไม่ได้คาดหวังมาก่อน โดยแต่ละซองมีเงินห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อเก็บไว้เอง และอีกห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อมอบให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
แม้ว่าความมั่งคั่งของโรเบิร์ต เฮล ทำให้เขาแบ่งปันแบบนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ความเอื้อเฟื้อไม่ได้สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมหาศาลเท่านั้น ในอดีตผู้เชื่อพระเยซูในเมืองมาซิโดเนียได้ถวายจากความยากจนของตนเพื่อผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มจะมีในสิ่งที่ต้องการ เปาโลกล่าวถึงชาวมาซิโดเนียว่า “เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง” (2 คร.8:2) ท่านชมเชยพวกเขาเพราะ “เขาศรัทธาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังวิงวอนเรามากมาย ขอให้เขามีส่วนในการช่วยธรรมิกชนด้วย” (ข้อ 3-4)
ผู้ที่ตระหนักว่าตนได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้าโดยทางพระเยซู จะตอบสนองด้วยการให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการด้วยใจเอื้อเฟื้อ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราถวายตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)
สิ่งที่น่ากลัว
“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวคือ “การรัก... / โอ แล้วจักต้องสูญเสีย”
ในปฐมกาล อารมณ์พรั่งพรูเกิดขึ้นกับอับราฮัมเมื่อท่านสูญเสียนางซาราห์ให้กับความตาย “อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง” (23:2) ในบทนี้เผยให้เห็นเรื่องราวอันงดงามและความเศร้าโศกอย่างมากของการสูญเสียหนึ่งในบุคคลที่น่าจดจำที่สุดในพระคัมภีร์ นางซาราห์ภรรยาผู้สัตย์ซื่อของอับราฮัม หญิงชราคนนั้นที่หัวเราะเมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะเป็นแม่ (18:11-12) แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดในขณะที่อิสอัคถือกำเนิดมาในโลก
เราให้ความสำคัญกับข้อพระคัมภีร์สั้นๆที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของมนุษย์ในพระกิตติคุณของยอห์นที่ว่า “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยน.11:35) น้ำตาของพระเมสสิยาห์ที่อุโมงค์ฝังศพลาซารัสย้ำถึงการสูญเสียของพระเยซู การมีความรักเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กวีฮาเลวีเรียกสิ่งนี้ว่า “เรื่องของคนโง่” แต่เขายังกล่าวต่อโดยการเรียกมันว่า “สิ่งที่บริสุทธิ์”ด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ซึ่งความเชื่อของเขา “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3)
เรารักและสูญเสียทุกอย่างตั้งแต่คู่สมรส ลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงไปจนถึงสัตว์เลี้ยง และร้องไห้ด้วย “ความยินดีอย่างเจ็บปวด” โอ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์จริงๆ แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การร้องไห้ของเราจะคงอยู่เพียงชั่วคืนเท่านั้น ดังที่ดาวิดกล่าวว่า “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า”(สดด.30:5) พระบิดาของเราไม่เคยทรงทิ้งเราไว้ในความสิ้นหวัง
ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน
เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่ว่าลูกซึ่งมีความบกพร่องด้านสติปัญญาอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าเธอ เธอร้องทูลพระเจ้าว่า เขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีข้าพระองค์ คอยดูแล พระเจ้าทรงให้เธอได้อยู่ท่ามกลางการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กที่มีความพิการ ในความรู้สึกผิดที่มักจะอธิบายไม่ได้ ในความรู้สึกไม่ดีพอและความกลัวนั้น พระเจ้าประทานกำลังแก่ไดแอนที่จะไว้วางใจในพระองค์ ในที่สุดแล้วจากหนังสือที่เธอเขียนชื่อ ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนไดแอนได้มอบความหวังเรื่อง “การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ” ให้กับผู้คนที่เลี้ยงดูลูกที่พิการ เมื่อลูกชายของเธอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความเชื่อของไดแอนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเธอและลูกชายของเธอตลอดไป
ความไม่แน่นอนในชีวิตอาจทำให้ใจของเราแข็งกระด้างต่อพระเจ้า เราอาจถูกล่อลวงให้เชื่อในสิ่งอื่นหรือคนอื่นรวมถึงตัวเราเอง แต่เราสามารถพึ่งพาใน “พระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” ได้ (สดด.95:1) นี่เป็นวลีที่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะที่แน่นอนของพระเจ้า “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดิน” (ข้อ 4-5)
เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนได้ด้วยการนมัสการ “พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” (ข้อ 6) เราวางใจได้ว่าทรงอยู่กับเราและคนที่เรารักเพราะ เราเป็น “ฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)
ชนะโดยการแพ้
“ความพ่ายแพ้นั้นแท้จริงแล้วทรงพลังมากยิ่งกว่าชัยชนะ” ศาสตราจารย์โมนิก้า วาธวากล่าว งานวิจัยของเธอเผยให้เห็นว่าผู้คนมักจะมีพลังและมีแรงกระตุ้นมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่เขาชนะ แต่เป็นตอนที่เขาเกือบจะชนะ เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้คนมักมีแรงผลักดันให้พัฒนาตนเองและพยายามต่อไป ในทางกลับกันชัยชนะที่ได้มาโดยง่ายมักจะทำให้คนมีพลังและแรงผลักดันน้อยลง
มุมมองของโมนิก้าให้ความเข้าใจใหม่ในการเปรียบเทียบของเปาโลสองตอนด้วยกัน ซึ่งท่านเปรียบการติดตามพระคริสต์กับการวิ่งแข่งใน 1 โครินธ์ 9:24-27 และฟีลิปปี 3:12-14 ในทั้งสองกรณีเปาโลย้ำว่าผู้เชื่อควรทุ่มเทด้วยสุดกำลังในการติดตามพระคริสต์และข่าวประเสริฐ โดย“โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13) และวิ่ง “เพื่อชิงรางวัลให้ได้” (1 คร.9:24)
ความมุ่งมั่นที่เราพยายามจะทำให้ได้ทั้งการแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 23) และการรู้จักพระคริสต์ (ฟป.3:8) นั่นคือความเป็นจริงที่ย้อนแย้ง เพราะเราจะไม่มีวันพูดได้ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราจะทำได้ไม่ดีพอเสมอ เราจะไม่มีวันพูดได้เลยว่าเราทำ “สำเร็จแล้ว” (ข้อ 12)
แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ในการได้เข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพระกำลังของพระองค์เท่านั้นที่จะเสริมกำลังและกระตุ้นให้เราทุ่มเทด้วยสุดใจ เพื่อติดตามพระองค์ผู้ซึ่งจะพาเราไปสู่ชัยชนะในวันข้างหน้า
พระเจ้าผู้ทรงเอาใจใส่เรา
“คุณอยากเห็นแผลเป็นของผมไหม” บิลเพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงมาจากการตกบันไดเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะติดเชื้อรุนแรงระหว่างการผ่าตัด ขณะคุยกันถึงปัญหาที่เป็นสิ่งท้าทายใหม่นี้ เขาก็เปิดผ้าห่มให้ผมดูรอยผ่ายาวจากการรักษาอาการติดเชื้อ “คุณเจ็บไหม” ผมถาม “ผมไม่รู้สึกอะไรเลย” เขาบอก
ผมรู้สึกผิดในทันทีที่เขาพูดจบ ตลอดหลายปีที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นอุปสรรคทั้งต่อความคล่องตัวและการรับรู้ความรู้สึกของเขา ผมรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้เอาใจใส่เขาและอาการบาดเจ็บของเขามากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาเผชิญในแต่ละวันมากกว่านี้
การที่ผมขาดการเอาใจใส่ในเรื่องของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่กษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ได้กระทำ เมื่อผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวกับพระองค์ว่าวันหนึ่งทุกสิ่งในวังของพระองค์จะ “ต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน” และทายาทของพระองค์ “จะถูกนำเอาไป” ด้วย (2 พกษ.20:17-18) เฮเซคียาห์รู้สึก พอพระทัย “เพราะพระองค์ดำริว่า ‘ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา’” (ข้อ 19) แม้ว่าเฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงสนใจแต่ตนเองมากกว่าสิ่งที่คนอื่นจะต้องเผชิญ
แต่พระเจ้าทรงต่างออกไปอย่างมาก ยอห์นกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเราและทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา” เพื่อช่วยเราให้รอด (1 ยน.4:10) พระเจ้าทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้งจนทรงทนทุกข์เพื่อเรา เพื่อเราจะได้อยู่ในความรักของพระองค์ตลอดไป
พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด
ฉันวิตกกังวลในปัญหาสุขภาพของหลานสาววัยรุ่น แต่ฉันรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดี แต่พี่สาวของฉันรู้สึกว่านั่นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เมื่อพิจารณาจากประวัติการรักษาของลูกสาวแล้ว ฉันอยากจะโต้แย้งแต่ก็ห้ามใจไว้ ไม่ว่าฉันจะกังวลในเรื่องหลานสาวมากเพียงใด ฉันก็ต้องยอมตามในการตัดสินใจของคนเป็นแม่
ต่อมาแพทย์ได้บอกเราว่า “การรักษาด้วยวิธีธรรมชาตินั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง” ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยของหลานสาวแล้ว แม่ของเธอรู้แน่นอนในแบบที่ฉันไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ
ฉันนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อฉันวิตกกังวลถึงคนอื่นๆที่ฉันรัก ฉันขอให้พระเจ้าช่วยพวกเขาในแบบที่ฉันคิดว่าควรจะเป็น และฉันจำได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักพวกเขาและรู้จักพวกเขาดีกว่าฉันนั้นทรงรู้ดีที่สุด
ในอิสยาห์ 55:9 พระเจ้าตรัสว่า “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า” คำว่า “ทาง” ในภาษาฮีบรูคือ เดเรค (derek) หมายถึงการกระทำและพฤติกรรมอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ตรงกันข้ามกับคนชั่วร้าย พระปัญญาและวิถีอันชอบธรรมของพระเจ้าสูงส่งกว่าปัญญาและทางของเรามากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนที่เรารักอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แต่เราสามารถไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงทำงานในชีวิตของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีที่สุด
ให้เรายังคงฝากคนที่เรารักไว้กับพระเจ้าโดยการทูล “เรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ผู้เดียวทรงสมบูรณ์แบบในความรัก ความเมตตา พระปัญญา และอำนาจอธิปไตย (อสย.55:3, 7-11)
ในน้ำที่ลึก
วิหารซานฟรุตตูโอโซตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี การเข้าถึงทำได้โดยเรือหรือการเดินเท้าเท่านั้น ส่งผลให้สถานที่นี้เป็นอัญมณีอันเงียบสงบ แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในอ่าวด้วย เมื่อนักดำน้ำดำดิ่งลงไปในทะเลที่ความลึกสิบห้าเมตร ก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นของชายคนหนึ่ง นี่คือพระคริสต์แห่งทะเลลึก เป็นรูปปั้นใต้น้ำชิ้นแรกของโลก สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1954 รูปปั้นสำริดนี้เป็นรูปของพระเยซูในทะเลลึก พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสู่สวรรค์
ในน้ำลึก บางทีคุณอาจเคยสัมผัสกับมันมาแล้ว สดุดี 69 บันทึกไว้ว่า “ข้าพระองค์จมดิ่งลงในตมลึก...ข้าพระองค์วิงวอนร่ำร้องขอความช่วยเหลือจนอ่อนล้า” (ข้อ 2-3 TNCV) เมื่อถูกศัตรูเยาะเย้ยและเหินห่างจากครอบครัว (ข้อ 4, 7-12) ผู้เขียนสดุดีไม่พบการปลอบโยนจากผู้ใด (ข้อ 20) และกลัวว่าความทุกข์ทรมานจะ “กลืน” ท่านเสีย (ข้อ 15) น้ำที่ลึกคือช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังอันมืดมนของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากบาปหรือความเศร้าโศกก็ตาม
ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีบางอย่างในน้ำที่ลึกนั้นด้วย เพราะแม้ในน้ำลึกนี้จะเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวก็ยังมีผู้หนึ่งสถิตอยู่ที่นั่น (139:8) และพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากน้ำที่เย็นยะเยือก “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะยอพระเกียรติพระองค์ เพราะพระองค์ทรงดึงข้าพระองค์ขึ้นมา” (30:1)
ประติมากรรมนั้นเตือนเราว่า เมื่อเราจมลงภายใต้ภาระหนักของโลก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่ในน้ำที่ลึกนั้น พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสูง พร้อมที่จะฉวยเราและยกเราขึ้นเมื่อถึงเวลา
ฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้เพื่อนๆเราหลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้านในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก หลายครอบครัวตั้งตารอที่จะเห็นรถซ่อมบำรุงมาซ่อมสายไฟเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ต่อมาฉันได้ทราบว่าลานจอดรถของโบสถ์ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวในการส่งยานพาหนะออกไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการ
เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับบ้านของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา ในช่วงเวลาสี่สิบวันหลังพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงปรากฏกับบรรดาสาวกเพื่อหนุนใจและสอนพวกเขาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (กจ.1:3) ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ประทานพระสัญญาสุดท้ายแก่พวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน” (ข้อ 8)
พระคริสต์สัญญาว่าจะประทานฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าให้แก่เหล่าสาวกผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ แต่ฤทธิ์เดชนั้นไม่ใช่เพื่อเก็บไว้กับตัว เหล่าสาวกได้ให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานผ่านพวกเขาในพันธกิจที่จะบอกผู้อื่นถึงการได้รับฤทธิ์เดชและความรักของพระเจ้าซึ่งบาปเคยทำลายไปได้อีกครั้ง
เมื่อเราออกไปในชุมชนของเรา เรามีฤทธิ์เดชและการทรงเรียกเดียวกันนั้น ด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า เราสามารถดูแลผู้ที่กำลังทนทุกข์และแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้เช่นกัน