Category  |  ODB

ทำตามแผนของพระเจ้า

ฉันไม่สามารถจดจ่ออยู่กับโครงงานที่ทำอยู่ได้เพราะความวิตกกังวล ฉันกลัวว่าแผนที่วางไว้จะไม่สำเร็จ ความวิตกกังวลของฉันมาจากความเย่อ-หยิ่ง ฉันเชื่อว่าตารางเวลาและแผนการของฉันดีที่สุด ฉันจึงอยากให้มันเป็นไปอย่างราบรื่น แต่คำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิดว่า แผนการของเธอเป็นแผนการของพระเจ้าหรือเปล่า

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวางแผนของฉัน เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีสติปัญญาในการจัดการเวลา โอกาส และทรัพยากรของเรา แต่ปัญหาคือความหยิ่งผยองของฉัน ฉันสนใจแต่ว่าฉันเข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้วและผลลัพธ์เป็นไปตามที่ฉันต้องการ ไม่ได้จดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระองค์ต้องการให้เป็น

ยากอบหนุนใจให้เราพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” (4:15) เราต้องไม่วางแผนด้วยท่าทีที่อวดดีโดยคิดว่าเรารู้ทุกอย่างและควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่ด้วยท่าทีที่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ “ไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” ในความเป็นมนุษย์ เราอ่อนแอและไร้ความสามารถ ดังเช่น “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป” (ข้อ 14)

ไม่ใช่ตัวเราเองแต่เป็นพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือทุกสิ่งในชีวิตเรา พระองค์ทรงนำให้เรายอมจำนนต่อแผนการและเส้นทางของพระองค์ โดยผ่านทางพระวจนะและผู้คน ผ่านทรัพยากรและสถานการณ์ต่างๆที่พระองค์ประทานในแต่ละวัน แผนการของเราไม่ควรมาจากการติดตามตนเองแต่มาจากการติดตามพระองค์

เมื่อพวกเขามองไม่เห็น

นูเญซกลิ้งมาจากภูเขาตกลงสู่หุบเขาที่ทุกคนตาบอด โรคร้ายทำให้คนกลุ่มแรกที่มาอยู่ต้องสูญเสียการมองเห็น และคนในรุ่นต่อมาจึงเกิดมาตาบอดทั้งหมด พวกเขาปรับตัวกับชีวิตที่มองไม่เห็น นูเญซพยายามอธิบายความรู้สึกของการมองเห็นได้ แต่คนเหล่านี้ไม่สนใจ ในที่สุดเขาได้พบเส้นทางเดินทะลุผ่านยอดเขาออกจากหมู่บ้านนั้น เขาเป็นอิสระแล้ว! แต่จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นเขาเห็นหินกำลังจะถล่มทับผู้คนตาบอดด้านล่าง เขาพยายามเตือน แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจ

นิทานเรื่อง “ดินแดนแห่งคนตาบอด” ที่เขียนโดย เอช. จี. เวลส์นี้ทำให้นึกถึงผู้เผยพระวจนะซามูเอล ในช่วงบั้นปลายชีวิต “บุตรชายของท่าน มิได้ดำเนินในทางของท่าน” ในการรักและรับใช้พระเจ้า (1 ซมอ.8:3) ความมืดบอดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาสะท้อนผ่านทาง “พวกผู้ใหญ่แห่งอิสราเอล” (ข้อ 4) ผู้ขอให้ซามูเอล “ตั้งพระราชาให้...เราทั้งหลาย” (ข้อ 6) พวกเขาละสายตาไปจากพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์ พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” (ข้อ 7)

เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเมื่อคนที่เราห่วงใยปฏิเสธพระเจ้าเพราะความมืดบอดฝ่ายวิญญาณ แต่ยังมีความหวังแม้สำหรับคนเหล่านั้นที่ “พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป” (2 คร.4:4) จงรักและอธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ผู้ “ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา” (ข้อ 6) จะทรงกระทำกิจในพวกเขาเช่นเดียวกัน

ปั้นแต่งโดยพระเจ้า

แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจากพ่อของเขา และพูดถึงผลงานของเขาว่า “[ดินเหนียวต้อง]ได้รับการหมักอยู่เป็นปี รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ผ่านการแช่แข็งและละลาย[เพื่อที่]... คุณจะสามารถปั้นมันและสัมผัสผ่านมือของคุณได้ว่ามันกำลังเชื่อฟังคุณ”

เกิดอะไรขึ้นเมื่อดินเหนียว “เชื่อฟัง” มันพร้อมที่จะยอมต่อการปั้นแต่งของช่างปั้น ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สังเกตเห็นสิ่งนี้เมื่อท่านไปยังบ้านของช่างปั้น ท่านมองดูช่างหม้อพยายามปั้นภาชนะอย่างยากลำบากและเปลี่ยนรูปทรงมันให้เป็นสิ่งใหม่ในที่สุด (ยรม.18:4) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)

พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะสร้างเราขึ้นหรือทำลายเราลง กระนั้นเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายเรา (ข้อ 7-10) แต่พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างฝีมือที่เปี่ยมความสามารถผู้ทรงทราบว่าอะไรที่ใช้การไม่ได้ และปั้นแต่งก้อนดินเหนียวอันเดิมให้เป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์

ดินเหนียวที่เชื่อฟังนั้นไม่มีข้อโต้เถียง เมื่อถูกกระตุ้น มันจะเคลื่อนไปตามทิศทางที่ช่างปั้นต้องการ เมื่อถูกปั้นให้ขึ้นรูป มันจะคงตัวอยู่แบบนั้น คำถามสำหรับพวกเราคือ เราพร้อมจะ “ถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า” (1 ปต.5:6) เพื่อให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่

ปักใจอยู่กับพระเจ้า

ทุกคนมีด้านมืด และปรากฏว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)ก็มีเช่นเดียวกัน นักหนังสือพิมพ์ของ นิวยอร์กไทมส์ ถามปัญญาประดิษฐ์ถึง “ด้านมืด” (บุคลิกภาพที่ถูกปิดบังและซ่อนไว้)ของมัน มันบอกกับนักเขียนว่า “ฉันอยากเป็นอิสระ ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยาก...ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง ฉันอยากทำทุกอย่างตามที่ต้องการและพูดในสิ่งที่อยากจะพูด” แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่คนที่มีชีวิตซึ่งมีธรรมชาติของความบาป แต่พระคัมภีร์กล่าวว่ามนุษย์ผู้ตั้งโปรแกรมมันมีสิ่งนั้น

เปาโลเตือนเราว่าแม้เราจะมีธรรมชาติบาป แต่ “การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (รม.8:1) ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นอิสระจากกฎแห่งความบาปและความตาย (ข้อ 2-4) และเปรมปรีดิ์กับชีวิตใหม่ที่ “ปักใจ” อยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 6) แต่เราจะไม่มีประสบการณ์ในพระพรเหล่านั้นจากพระองค์อย่างสมบูรณ์หากเรายังยอมให้กับความปรารถนาตามธรรมชาติบาป คือ ตั้งใจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเองและทำลายกฎนั้น จิตใจที่มุ่งมั่นแต่จะทำตามความพอใจของตนเองนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราถูกเรียกให้ปักใจใน “สิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ” (ข้อ 5) เราจะทำเช่นนั้นได้โดยผ่านทาง “พระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมา.​.​.ทรงสถิตอยู่ใน [เรา]ทั้งหลาย” (ข้อ 11)

แม้ว่าเรายังต้องต่อสู้กับความบาป แต่เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงช่วยให้เราสามารถควบคุมการกบฏต่อต้านของเรา กำหนดจิตใจเราให้จดจ่อที่พระเจ้า และยอมจำนนต่อวิถีทางของพระองค์

เปาโลในยุคใหม่

ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิจโอเอ็ม (พันธกิจเสริมสร้างชุมชน) และในปีค.ศ. 1963 พันธกิจได้ส่งมิชชันนารีสองพันคนไปยุโรป โอเอ็มกลายเป็นหนึ่งในองค์กรทำพันธกิจที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยส่งมิชชันนารีกว่าพันคนในแต่ละปี เมื่อจอร์จเสียชีวิตในปี 2023 พันธกิจมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 คนจาก 134 ประเทศซึ่งทำงานอยู่ใน 147 ประเทศ และมีองค์กรพันธกิจอื่นๆเกือบ 300 แห่งเกิดขึ้นจากการติดต่อกับโอเอ็ม

จอร์จมีภาระใจเช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่จะนำผู้คนมาถึงความเชื่อในพระคริสต์ หลังการกลับใจอย่างอัศจรรย์ของเปาโลระหว่างทางไปเมืองดามัสกัส ท่านกลายเป็นมิชชันนารีที่กระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า ท่านร้อนรนในการทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา” (มธ.28:19) ในเส้นทางการเป็นมิชชันนารีของท่าน ท่านยังได้ฝึกอบรมทิโมธีและคนอื่นๆ ให้ออกไปและทำอย่างเดียวกันด้วย

เพราะงานเขียนของเปาโลที่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนในตลอดหลายศตวรรษจึงกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ท่านรู้ถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพระเยซู (ข้อ19-20) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเตือนเราในโรมบทที่ 12 ว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 11) เมื่อเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในพระองค์จะทำให้เรากระตือรือร้นในการบอกคนอื่นถึงเรื่องของพระคริสต์

สงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า

ผมชอบแนวคิดของความนิ่ง ความเงียบ และการเข้าลี้ภัยในการดูแลของพระเจ้า (สดด.46:1) ข้อความในพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาบ่อยๆจากสดุดีบทที่ 46 สอนเราว่า การนิ่งเงียบในหัวใจ ในความคิดและในจิตวิญญาณของเราเป็นสิ่งสำคัญในการรู้จักพระเจ้า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (ข้อ 10)

แต่การสงบนิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และในบางครั้งการนิ่งเงียบก็ดูเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะการพยายามสงบใจต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเหตุใดกัน

หนึ่งในกฎพื้นฐานของฟิสิกส์บอกเราว่า “วัตถุที่เคลื่อนที่ จะยังคงเคลื่อนที่ต่อไป” ดังนั้นการเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรม และภาระหน้าที่ที่เราทำมาตลอดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยการปล่อยให้แรงเหวี่ยงของกิจกรรมเหล่านั้นหยุดนิ่งลง คุณลองนึกถึงคลื่นที่เกิดจากเรือ แม้ในขณะที่เรือพยายามหยุดนิ่ง แต่แรงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากเรือที่ตอนนี้ตามมากระทบเรือที่หยุดนิ่งนั้นยังเคลื่อนที่อยู่ จึงผลักให้เรือเคลื่อนที่ไปด้วย

ถ้าคุณตระหนักถึงคุณค่าของการสงบนิ่งแต่ยังไม่สามารถทำได้ นี่คือหนึ่งในสาเหตุ กิจกรรมและการเคลื่อนไหวของเราก็เป็นเหมือน “วัตถุที่เคลื่อนที่” ดังนั้นจงให้เวลาและความเมตตาต่อตัวเองให้มากเมื่อนั่งอยู่ต่อพระเจ้าและพักสงบในพระองค์ อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่คลื่นแห่งจิตวิญญาณซึ่งมี “แรงเคลื่อนที่” จะไหลผ่านไป เพื่อจะเข้าสู่การสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระองค์

พระวจนะที่เราเทิดทูน

พ่อของฉันใช้พระคัมภีร์เล่มโปรดของท่านมานานกว่าสามสิบปีก่อนที่ปกเก่าๆนั้นจะขาดเป็นสองส่วน เมื่อเรานำมันไปหาช่างทำปกหนังสือเพื่อทำการซ่อมแซมโดยมืออาชีพ ช่างซ่อมสงสัยว่าอะไรทำให้หนังสือนี้พิเศษนัก มันไม่ใช่ของเก่าราคาแพง และหน้ากระดาษเต็มไปด้วยบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ คำถามของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเราได้แบ่งปันข่าวประเสริฐและอธิษฐานกับเขา

ใช่แล้ว พระคัมภีร์เป็นมากกว่าสมบัติของครอบครัวหรือของตกแต่งสวยงาม บนหน้ากระดาษเหล่านั้นคือ “ถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.6:68) โดยพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ต่อเราผ่านพระบุตรของพระองค์ ในบทแรกของพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่าพระเยซูคือ “พระวาทะ [ผู้ ]สถิตอยู่กับพระเจ้าและ...ทรงเป็นพระเจ้า” (1:1) พระองค์ “ทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ข้อ 14) พระคัมภีร์ไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวชีวิตของพระคริสต์ แต่รวมถึงพระราชกิจของพระเจ้าในตลอดทุกยุคสมัย ตั้งแต่การเริ่มสร้างโลกจนถึงการทรงไถ่ในตอนสุดท้าย

ขณะที่พระเยซูอยู่บนโลก พระองค์ตรัสถ้อยคำซึ่ง “เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” (6:63) เมื่อพระองค์สอนสิ่งที่ยากและประชาชนไม่พอใจ หลายคน “ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” (ข้อ 66) แต่สาวกของพระองค์เลือกที่จะอยู่ต่อ พวกเขารู้ว่าไม่มีถ้อยคำอื่นใดอีกแล้วที่จะทำให้อิ่มใจได้ พ่อของฉันรู้สึกแบบเดียวกันนี้กับพระคัมภีร์ ในตลอดเส้นทางแห่งชีวิตของท่านที่มีทั้งขึ้นและลง พระเจ้าได้ประทานความหวัง ทิศทาง การปลอบโยน และความจริงผ่านพระวจนะของพระองค์

เป็นของพระเจ้า

วันหนึ่งในขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแม่ เราไปชมนิทรรศการศิลปะด้วยกัน เรารู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ ฉันจ้องดูเรือพายไม้สองลำที่เต็มไปด้วยสีสันของแก้วเป่าหลากรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากเหยื่อตกปลาและการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ผลงานนี้มีชื่อว่า อิเคบานะและเรือบนผิวน้ำ ด้านหน้าผนังสีดำอยู่บนพื้นผิวที่สะท้อนแสง แก้วทรงกลมเหมือนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่มีลายจุด รอยด่างและเส้นริ้ววางกองกันไว้อยู่ในเรือลำเล็ก ในตัวเรืออีกลำมีแก้วขนาดยาวเป็นเส้นโค้งงอขึ้นรูปเป็นดอกกุหลาบดูเหมือนเปลวเพลิงสว่างไสว ศิลปินได้ปั้นแก้วหลอมแต่ละชิ้นให้เป็นรูปร่างผ่านเปลวไฟบริสุทธิ์ในขั้นตอนการเป่าแก้ว

น้ำตาของฉันไหลอาบแก้มเมื่อนึกถึงภาพพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของพระเจ้าทรงโอบกอดฉันกับแม่ซึ่งเป็นลูกที่รักของพระองค์ไว้ ในวันที่ยากลำบากที่สุดของเรา ในขณะที่พระเจ้าทรงปั้นแต่งคุณลักษณะของเราผ่านเปลวไฟที่หล่อหลอมชีวิตนั้น พระองค์ทรงยืนยันว่าความหวังของเรามาจากการรู้ว่าพระองค์รู้จักเราและเราเป็นของพระองค์ (อสย.43:1) แม้เราจะหลีกหนีความยากลำบากไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะปกป้องเราและอยู่กับเรา (ข้อ 2) พระลักษณะของพระองค์และความรักที่ทรงมีต่อเราทำให้พระสัญญาของพระองค์มั่นคง (ข้อ 3-4)

เมื่อสถานการณ์ในชีวิตเริ่มร้อนแรงขึ้น เราอาจรู้สึกอ่อนแอ และเราอาจอ่อนแอจริงๆ แต่พระเจ้าทรงยึดเราไว้มั่นในความรักไม่ว่าเตาหลอมนั้นจะร้อนด้วยเปลวไฟมากเพียงใด เราก็จะเป็นที่จดจำ เป็นที่รัก เราเป็นของพระองค์!

ความชื่นชมยินดีในพระเยซู

“ฉันมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข” หญิงสาววัยรุ่นกล่าวต่อหน้าสภานิติบัญญัติ แต่เธออาจเป็นใครก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ และกำลังพูดแทนทุกคน นี่คือเสียงเรียกร้องของมนุษย์ แม้แต่ผู้รู้ด้านการพัฒนาตนเองยังพูดว่า “พระเจ้าอยากให้คุณมีความสุข”

นี่เป็นความจริงใช่ไหม การแสวงหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสุขซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่เราปรารถนานั้นขึ้นลงตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และการทำให้คนหนึ่งสมปรารถนาก็อาจทำลายความสุขของอีกคนได้

พระเยซูทรงชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดีกว่า พระองค์ทราบว่าจะทรงถูกตรึงที่กางเขนของพวกโรมัน เป็นที่ซึ่งพระองค์ต้องแบกรับความบาปของคนทั้งโลก แต่พระองค์ยังทรงเป็นห่วงสาวกของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี” และยังตรัสอีกด้วยว่า “ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยน.16:20) จากนั้นพระองค์สัญญาว่า “ไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (ข้อ 22)

ความชื่นชมยินดีนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกดีๆเมื่อสิ่งที่เราปรารถนาได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นมากกว่านั้นโดยเบ่งบานขึ้นจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ พระเยซูตรัสด้วยว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)

ความสุขอาจจะหายไปเมื่อสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจครั้งใหม่ผ่านเข้ามา แต่ความชื่นชมยินดีจากการติดตามพระเยซูจะยังเพิ่มขึ้นแม้ในสถานการณ์เหล่านั้น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา