Category  |  ODB

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน

เมื่อเมลานีเริ่มมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ แพทย์พบว่าเธอมีเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงอยู่ในต่อมใต้สมอง เนื้องอกมีขนาดประมาณลูกพลัม และได้รับการผ่าตัดเอาออกไปในปี 2003 และอีกครั้ง เมื่อกลับมาเป็นซ้ำในปี 2006 ต่อมาในปี 2017 เมื่อเนื้องอกกลับมาอีกเป็นครั้งที่สาม เมลานีจึงเข้ารับการฉายรังสีแทนซึ่งทำให้เธอผมร่วง แมตต์ลูกชายวัยยี่สิบเจ็ดปีของเธอจึงตัดสินใจไว้ผมยาวเพื่อทำวิกผมให้เธอ

การกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักและการเสียสละของแมตต์แสดงให้เห็นว่า ความสามารถและสิ่งที่คนคนหนึ่งมีสามารถตอบสนองความต้องการของอีกคนหนึ่งหรือคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เปาโลเน้นย้ำถึงความงดงามของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกันในจดหมายถึงชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อในเมืองฟิีิลิปปีได้ร่วม “ทุกข์” กับท่านและ “ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน” (ฟป.4:14, 16) เมื่อได้รับของขวัญเหล่านั้นแล้ว เปาโลตระหนักว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างล้นเหลือเพื่อความต้องการของท่าน

การที่เราเต็มใจที่จะแบ่งปันแก่กันและกันมักเป็นช่องทางที่พระเจ้าทรงใช้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรา บางครั้งเราอยู่ในสถานะที่จะให้เวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สินของเราได้ แต่บางครั้งเราเองต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากผู้อื่น โดยพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ของขวัญที่เราให้จึงเป็นที่ “พอพระทัยพระเจ้า” และเป็นการสำแดงถึงชีวิตที่เรามีร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 18)

จดจำว่าเราเป็นใคร

พนักงานร้านอาหารคนหนึ่งพบชายหมดสติอยู่ข้างที่ทิ้งขยะ เขาถูกแดดเผา ถูกมดกัด และมีร่องรอยถูกกระแทกอย่างรุนแรง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ชายผู้นี้ซึ่งต่อมาตั้งชื่อตัวเองว่า “เบนจามิน ไคล์” อยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตนานกว่าสิบปี เขาทำงานไม่ได้ ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ หรือไม่อาจแม้แต่กอบกู้อดีตของตนเองกลับมา การเยียวยารักษาเขาเริ่มขึ้นเมื่อชุมชนที่เขาไม่รู้จักช่วยให้เขาค้นพบตัวตนของเขาอีกครั้ง ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมและการสืบค้นข้อมูล “ผมมีประวัติความเป็นมา” เขากล่าว “ผมไม่ใช่แค่ใครก็ไม่รู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า”

เรื่องราวของนางรูธในพระคัมภีร์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบว่าเธอได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง หลังจากที่เธอสูญเสียสามีและละทิ้งบ้านเกิดมา เธอเลือกที่จะผูกพันตัวเองกับนาโอมีผู้เป็นแม่สามีและบรรดาญาติๆ เธอกล่าวว่า “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย...ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉันและพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” (นรธ.1:16) รูธผูกโยงอัตลักษณ์และชะตาชีวิตของเธอเข้ากับนาโอมีและญาติๆทั้งในชีวิตและความตาย เธอ “ตั้งใจจะไปด้วยจริงๆ” (ข้อ 18) เธอให้ความสำคัญกับชุมชนมากกว่าความชัดเจน และให้การได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสำคัญกว่าอนาคตที่แน่นอน ในการทำเช่นนั้น เธอได้ก้าวเข้าสู่เรื่องราวการทรงไถ่ของพระเจ้า และเป็นที่จดจำตลอดไปในฐานะส่วนหนึ่งในวงศ์วานของพระคริสต์ (4:18-22; มธ.1:3-5)

เมื่อเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูลืมว่าตัวเราเป็นใคร หรือเมื่อความเจ็บปวดในชีวิตทำให้เราสับสน พระเจ้ามักจะทรงใช้ชุมชนเพื่อเชื่อมโยงเรากับอัตลักษณ์แท้จริงที่สุดของเรา ในพระองค์เราเป็นที่รัก เป็นผู้ที่ทรงเลือกและเป็นที่รู้จัก

ขนมอบสีเขียวและการจัดเตรียมของพระเจ้า

ฉันกำลังพาหลานชายเข้านอนในช่วงที่เขามาค้างคืนที่บ้าน เมื่อที่คั่นพระคัมภีร์ของเขาอยู่ที่สดุดีบทที่ 23 เขาแย้งว่า “เราอ่านข้อนี้ไปแล้วนะครับ” หลังจากที่ฉันแนะนำว่าเราอาจได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เขาจึงอ่านออกเสียงว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ขนมเขียวสด” ขนมเขียวสดเหรอ ฉันอธิบายว่าคำนั้นคือทุ่งหญ้า ไม่ใช่ขนม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขายืนเลือกขนมที่ชอบอยู่หน้าชั้นวางขนมเบเกอรี่ การตีความของเขาเริ่มชัดเจนขึ้น เพราะสำหรับเขาแล้ว ขนมหมายถึงสถานที่แห่งการพักผ่อนและความสุข

สดุดีบทที่ 23 อาจเป็นบทที่คุ้นเคยกับเรามากจนเรามองข้ามสิ่งล้ำลึกที่อยู่ในนั้น ดาวิดกษัตริย์ผู้คุ้นเคยกับการเลี้ยงแกะเป็นอย่างดี อธิบายถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าในตลอดช่วงชีวิต ทั้งสิ่งที่งดงาม (ข้อ 5-6) และยากลำบาก (ข้อ 4) พระองค์ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าผู้ประเสริฐจะทรงนำเราไปยังสถานที่ซึ่งเราจะได้มีประสบการณ์ในการทรงสถิตของพระองค์ ได้รับการฟื้นฟูและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะมาถึง “ทุ่งหญ้าเขียวสด” และ “ริมน้ำแดนสงบ” (ข้อ 2) เป็นที่อาศัยที่ดีเยี่ยมของแกะ และเราคือแกะของพระเจ้า (ข้อ 1)

การตีความอย่างไร้เดียงสาของหลานชายทำให้ฉันมองเห็น “ทุ่งหญ้าเขียวสด” ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ฉัน เป็นสถานที่แห่งการพักสงบและชื่นบานในชีวิตประจำวันที่พระองค์ทรงฟื้นฟูฉัน แสงสีทองยามอาทิตย์อัสดง ทุ่งหญ้าเขียวขจี มุมสงบ ชั้นวางขนมเขียวสดที่อบอวลไปด้วยความสุข ฉันดีใจเหลือเกินที่เราได้อ่านสดุดีบทที่ 23 อีกครั้ง!

วิ่งไปหาพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน

ในชั่วขณะหนึ่ง เอเดรียน ซิมันคัสกำลังพายเรือคายัคอยู่ที่ช่องแคบมาเจลลันในประเทศชิลีกับพ่อของเขา แต่ในชั่วขณะต่อมา ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีคนนี้ก็ถูกวาฬหลังค่อมเขมือบเข้าไปในปาก “ผมคิดว่าผมตายแน่แล้ว” เอเดรียนบอกกับสำนักข่าว ไม่กี่วินาทีต่อมาวาฬก็คายเขาออกมาในน้ำเย็นยะเยือก เสื้อชูชีพทำให้เขาลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และพ่อของเขาก็ช่วยพาขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย

โยนาห์ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมก็ได้เผชิญกับสัตว์ทะเลขนาดใหญ่เช่นกัน โยนาห์ปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งที่พระเจ้าให้ไปเทศนาเรื่องการกลับใจแก่ชาวนีนะเวห์ซึ่งเป็นศัตรูของคนอิสราเอล ท่านจึงลงเรือไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเมืองนีนะเวห์ เมื่อเรือถูกพายุพัด โยนาห์จึงโน้มน้าวลูกเรือให้โยนท่านลงน้ำ (ยนา.1:11-12, 15) “และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืน โยนาห์เข้าไป โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน” (ข้อ 17) โยนาห์ได้เปลี่ยนจากการหนีพระเจ้ามาเป็นการร้องหาพระองค์ “แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายในท้องปลานั้น” (2:1)

พระเจ้าทรงได้ยินโยนาห์และทรงช่วยชีวิตเขา (ข้อ 10) จากนั้นโยนาห์ได้ไปประกาศกับชาวนีนะเวห์ และพวกเขาก็กลับใจ (3:8-10)

ถ้าหากพระเจ้าได้ยินคำวิงวอนของโยนาห์จากภายในท้องปลาตัวใหญ่ พระองค์ก็ทรงได้ยินเราและช่วยเราจากทุกที่ที่เราอยู่ได้ แทนที่จะวิ่งหนีจากพระเจ้า ขอให้เราวิ่งไปหาพระองค์ด้วยคำอธิษฐาน โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงตอบเราเมื่อเราร้องเรียกหาพระองค์

เสรีภาพในความรักของพระเจ้า

หากคุณเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า “นกอัลบาทรอสห้อยคอฉัน” ซึ่งหมายถึงภาระอันแสนน่าเบื่อ คุณก็คงเคยได้ยินการพูดถึงบทกลอนชื่อดังของกวีชาวอังกฤษเรื่อง “บทกวีของกะลาสีชรา” ที่ชื่อแซมมูเอล โคเลอริดจ์ ในบทกวีนี้ กะลาสีเรือคนหนึ่งยิงนกอัลบาทรอสที่เชื่องและไม่มีพิษภัยตาย ลูกเรือเชื่อว่าการกระทำอันโหดร้ายของกะลาสีผู้นี้เป็นการสาปแช่งการเดินทางของพวกเขา เลยบังคับให้เขาห้อยนกที่ตายแล้วไว้ที่คอเพื่อเป็นการลงโทษ

ในชีวิตคุณมีเรื่องน่าเสียใจใดบ้างที่เป็นเหมือนภาระหนักคล้องอยู่รอบคอของคุณ เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่อยากจะย้อนกลับไปแก้ไข ความรู้สึกนั้นอาจเหมือนถูกสาปให้แบกรับความรู้สึกผิดและความเสียใจไปตลอดกาล

แต่พระคุณของพระเจ้าสามารถปลดปล่อยหัวใจของเราให้เป็นอิสระจากความเสียใจที่เจ็บปวดที่สุดได้ เราทุกคนล้วนมีบาป (1 ยน.1:8,10) แต่เมื่อเราสารภาพบาปที่เป็นภาระของเราต่อพระเจ้าอย่างจริงใจ พระองค์สัญญากับเราว่า “จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (ข้อ 9) เมื่อพระคุณของพระองค์หลั่งไหลเข้ามา แสงสว่างและความรักของพระองค์ก็สามารถไหลผ่านตัวเรา (2:10) และปลดปล่อยเราให้มีเสรีภาพที่จะรักคนที่อยู่รอบข้างได้ (3:14)

ในบทกวีของโคเลอริดจ์ กะลาสีผู้ทุกข์ทรมานนี้ในที่สุดก็ได้สัมผัสกับพระคุณนี้เช่นกัน เมื่อความรักที่มีต่อสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของเขาและผลักดันให้เขาอธิษฐาน นกอัลบาทรอสก็ร่วงหลุดจากคอของเขา และหายไปตลอดกาล “เหมือนตะกั่วที่จมลงสู่ทะเล”

พลังแห่งดนตรี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 ความหวังของเซอร์เออร์เนสต์ แชค-เคิลตันและลูกเรืออีกยี่สิบเจ็ดคนได้จมหายไปพร้อมกับเรือเอนดูแรนซ์ สู่ความมืดมิดใต้ผืนน้ำแข็งของแอนตาร์กติกา พวกเขาติดอยู่ในที่ห่างไกลจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ต่อมาลูกเรือได้เล่าถึงหลายสิ่งที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต ซึ่งรวมถึงเครื่องดนตรีแบนโจ ขณะออกเดินทางในสภาพอากาศที่รุนแรง ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ (นักอุตุนิยมวิทยาของคณะสำรวจ) เป็นบุคคลเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำสัมภาระส่วนตัวไปได้มากกว่าหนึ่งกิโลกรัม เขาได้รับอนุญาตให้นำแบนโจยี่ห้อวินด์เซอร์น้ำหนักหกกิโลกรัมของเขามาด้วย “มันเป็นยาทางใจที่จำเป็นสำหรับชีวิต” แชคเคิลตันกล่าวกับฮัสซีย์ “และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มัน” บันทึกของลูกเรืออธิบายถึงพลังแห่งดนตรีของฮัสซีย์ “แบนโจ...เป็นอาหารที่บำรุงสมอง” ลูกเรือคนหนึ่งเขียนไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “แบนโจที่ขาดไม่ได้ของฮัสซีย์”

พระคัมภีร์กล่าวว่าดนตรีเป็นหนึ่งในของขวัญอันล้ำค่าของพระเจ้า เป็นหนทางหนึ่งที่การเยียวยาและการปลอบประโลมของพระองค์เข้ามาสู่จิตใจมนุษย์ ในเรื่องราวอันน่าเศร้าของกษัตริย์ซาอูล เราได้ยินมาว่า (เนื่องจากการไม่เชื่อฟัง) พระองค์ถูก“วิญญาณชั่ว” ทรมาน (1 ซมอ.16:14) และพวกมหาดเล็กของซาอูลเชื่อว่ากษัตริย์จำเป็นต้องได้รับการบรรเทาทุกข์ด้วยดนตรี ดังนั้นพวกเขาจึงไปพบดาวิดกับพิณคู่ใจ “ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป” (ข้อ 23)

ดนตรีให้เรามากกว่าแค่ความบันเทิง แต่สามารถนำมาซึ่งความยินดี ฟื้นฟูความหวังขึ้นใหม่ และปลอบประโลมจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้า ดนตรีเป็นหนึ่งในของประทานที่ทรงพลังจากพระเจ้าอย่างแท้จริง

ส่วนของเราและส่วนของพระเจ้า

ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือสังคมด้วยการจับคู่บริจาค โดยรัฐบาลจะ “สมทบ” เงินให้กับองค์กรการกุศลในจำนวนที่เท่ากันหรือมากกว่าเงินที่บริจาคจริง ด้วยมีวิธีนี้รัฐบาลหวังว่าจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริจาคเพื่อการกุศลมากขึ้น

แนวทางแบบสองส่วนนี้ทำให้ผมนึกถึงผู้เชื่อในพระเยซูที่ได้รับการทรงเรียกให้มาถึงมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระเจ้าในเส้นทางการเป็นสาวกของเรา ในจดหมายถึงชาวฟีลิปปีเปาโลหนุนใจพวกเขาว่า “จงอุตส่าห์ประพฤติเพื่อให้ได้ความรอด” (2:12) และ “บากบั่นมุ่งไป” (3:12, 14) ขณะเดียวกัน ท่านก็เน้นย้ำว่า “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (2:13)

ผู้เชื่อในพระเยซูไม่ได้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าด้วยการงานหรือความประพฤติที่ดี แต่การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นเป็นเรื่องของการร่วมมือกัน ซึ่งต้องใช้หัวใจและความพยายามจากส่วนของเรา แต่กระนั้นเราก็ไม่ได้ทำด้วยกำลังของมนุษย์ พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยพระคุณ และทรงเรียกเราให้เป็นคนบริสุทธิ์ คือถูกแยกไว้สำหรับพระองค์ และเราตอบสนองด้วยความจริงใจและสำนึกในพระคุณ เมื่อเราพยายามเชื่อฟังและทำให้พระองค์พอพระทัย พระองค์จะประทานความสามารถและช่วยให้เราทำเช่นนั้นได้ เมื่อเราทำผิด พระองค์จะสำแดงให้เห็น (ฟป.3:15) ทรงประทานให้เรามีกำลังที่จะทนต่อการทดลอง (1 คร.10:13) และทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรพระองค์ได้ (อฟ.2:10)

ให้ด้วยใจกว้าง

ตอนที่ออสวอลด์และบิดดี้ แชมเบอร์บริหารวิทยาลัยพระคริสตธรรมในกรุงลอนดอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 ถึง 1915 พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักการดำเนินชีวิตที่จะไม่ปฏิเสธผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ชาวลอนดอนที่เฉียบแหลมต่างรู้สึกตกใจกับการปฏิบัติตนเช่นนี้เพราะคิดว่าวิทยาลัยน่าจะถูกเอาเปรียบ ออสวอลด์ตอบข้อกังวลนี้โดยไม่ได้เชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ว่า “หน้าที่ของผมคือการให้ แล้วพระเจ้าจะทรงดูแลผู้ที่ร้องขอ”

ทั้งคู่ดำเนินตามแบบอย่างของพระผู้สร้างผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง โดยผ่านพระบัญชาที่พระองค์ประทานแก่โมเสส พระเจ้าได้ทรงวางแนวทางอันเปี่ยมด้วยพระกรุณาคุณให้ประชากรของพระองค์ในการดำเนินชีวิตและรับใช้ผู้อื่น รวมถึงการให้อาหารและทรัพย์สิ่งของที่พวกเขามี โมเสสได้บอกคนอิสราเอลว่าในทุกๆสามปีให้ “นำทศางค์ทั้งหมดมา” เพื่อที่คนเลวี “คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย” จะได้มา “รับประทานอย่างอิ่มหนำ” (ฉธบ.14:28-29) พระเจ้าทรงดูแลผู้เปราะบางผ่านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากประชากรของพระองค์

ครอบครัวแชมเบอร์ไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแน่วแน่จนพวกเขาให้ด้วยความเต็มใจโดยไม่มีคำถาม พวกเขาเรียนรู้ที่จะ“ยำเกรง...พระเจ้า...เสมอ” (ข้อ 23) และรับพระพร “แก่บรรดากิจการซึ่งมือของ[เขา ]ทั้งหลายได้กระทำนั้น” (ข้อ 29)

เมื่อเราพึ่งพาให้พระเจ้าประทานสติปัญญาและวิจารณญาณ เราเองก็อาจได้แรงบันดาลใจที่จะให้อย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน เรารู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำและชี้ทางเราในขณะที่พระองค์ทรงจัดหาสิ่งจำเป็นแก่คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย

แสดงความห่วงใยของพระเจ้า

ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับลิซ่าเพื่อนร่วมคริสตจักร ฉันจึงไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเราต้องนอนร่วมห้องกันในค่ายเยาวชนภาคฤดูร้อน แต่ตลอดสัปดาห์ที่อยู่ในค่าย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีโดยเราทั้งคู่ต่างปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพ

กิจกรรมที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดในค่ายคือ กิจกรรมรอบกองไฟในช่วงสุดสัปดาห์ แต่เย็นวันนั้นฉันมีไข้และเข้านอนเร็วก่อนคนอื่น แต่ฉันยังได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีด้านนอก หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันตกใจที่ลิซ่าเข้ามาวัดไข้ให้ฉัน “ฉันจะไม่ไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟกับพวกเขา” เธอบอก “เธอป่วยและฉันต้องอยู่ดูแลเธอ” ลิซ่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ แต่เธอเลือกที่จะดูแลฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกดีกับเธอ

เราได้เห็นอีกตัวอย่างของคนที่ห่วงใยผู้อื่นจากเรื่องราวของนาอามาน ผู้บัญชาการกองทัพซีเรีย เขามีสาวใช้อิสราเอลคนหนึ่งซึ่งถูกจับมาเป็นเชลย และตอนนี้เธอ “มาปรนนิบัติภรรยาของนาอามาน” (2 พกษ.5:2) เมื่อต้องพลัดพรากจากครอบครัวและถูกบังคับให้เป็นทาส เด็กหญิงคนนี้เลือกที่จะไม่ช่วยเจ้านายที่เป็นโรคเรื้อนก็ได้ แต่ความเชื่อที่มีผลักดันให้เธอช่วยเหลือเขา “เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า ‘อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย’” (ข้อ 3) แล้วพระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้รักษานาอามานจริงๆ (ข้อ 8-14)

ลิซ่าและเด็กหญิงชาวอิสราเอลเลือกที่จะช่วยเหลือ และพระเจ้าทรงทำงานผ่านพวกเขา ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะสำแดงว่า เราควรแสดงความห่วงใยของพระองค์กับใคร และขอทรงประทานสติปัญญาว่าเราควรทำเช่นไร

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา