ใจเมตตา
พวกเราเจ็ดคนไปชมการแสดงดนตรีที่สวนสนุกซึ่งคนแน่นมาก พวกเราอยากนั่งติดกัน จึงพยายามจะนั่งเบียดกันในแถวเดียว แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เบียดตัวเข้ามา ภรรยาของผมบอกเธอว่าพวกเราอยากจะนั่งด้วยกัน แต่ผู้หญิงคนนั้นตอบอย่างรวดเร็วว่า “แย่จริง” แล้วเธอกับเพื่อนอีกสองคนก็เบียดเข้ามา
งานเบื้องหลัง
ลูกสาวของฉันส่งข้อความถึงเพื่อนโดยหวังว่าจะได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว บริการส่งข้อความระบุว่าผู้รับได้อ่านข้อความแล้ว เธอจึงจดจ่อรอคำตอบ เวลาผ่านไปชั่วครู่ เธอรู้สึกโมโห บ่นไม่พอใจที่เพื่อนชักช้า ความหงุดหงิดลามไปเป็นความวิตก เธอคิดไปว่าที่เพื่อนไม่ตอบเป็นเพราะมีปัญหากับเธอ ในที่สุดเพื่อนก็ตอบ และลูกสาวของฉันก็โล่งใจที่เห็นว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนยังดีอยู่ เพื่อนของเธอเพียงแค่กำลังหารายละเอียดเพื่อจะตอบคำถามของเธอ
ดาเนียล ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมก็รอคอยคำตอบอย่างกระวนกระวาย หลังจากเห็นนิมิตสงครามครั้งใหญ่ ท่านอดอาหารและแสวงหาพระเจ้าด้วยการถ่อมใจอธิษฐาน (ดาเนียล 10:3,12) ผ่านไปสามสัปดาห์ ท่านยังไม่ได้รับคำตอบ (ดาเนียล 10:2,13) สุดท้าย ทูตของพระเจ้ามาหาท่านและยืนยันว่าพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน “ตั้งแต่วันแรก” ทูตองค์นั้นได้ต่อสู้เพื่อคำอธิษฐานของเขา แม้ตอนแรกดาเนียลจะไม่ทราบแต่พระเจ้าทรงกระทำกิจตลอดเวลายี่สิบเอ็ดวัน นับแต่คำอธิษฐานคำแรกจนเมื่อทูตสวรรค์มา
แม้เราจะมั่นใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเรา เราก็อาจกังวลใจเมื่อคำตอบของพระองค์ไม่ได้มาถึงในเวลาที่เราต้องการ เรามักสงสัยว่าพระองค์ทรงสนพระทัยหรือเปล่า แต่เรื่องของดาเนียลย้ำเตือนเราว่า พระเจ้าทรงกระทำกิจเพื่อผู้ที่พระองค์ทรงรัก แม้ในยามที่เรามองไม่เห็น
เมื่อ ได้ แปลว่า ไม่ได้
ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ได้ปรนนิบัติแม่ในช่วงที่ท่านต่อสู้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อยาไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ท่านจึงตัดสินใจหยุดรับการรักษา ท่านว่า “แม่ไม่อยากทรมาน อยากใช้วาระสุดท้ายกับครอบครัวอย่างเป็นสุข พระเจ้ารู้ว่าแม่พร้อมจะกลับบ้าน”
ฉันคร่ำครวญต่อพระบิดาในสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยรัก แพทย์ผู้ประเสริฐ ด้วยมั่นใจว่าทรงทำการอัศจรรย์ได้ แต่การตอบตามคำทูลขอของแม่หมายถึงการตอบปฏิเสธฉัน ฉันยอมจำนนทั้งน้ำตา “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์”
ไม่นานนัก พระเยซูได้รับแม่ไปสู่นิรันดรกาลที่ปราศจากความเจ็บปวด
ในโลกที่มีบาป เราจะพบกับความทุกข์ จนกว่าพระเยซูจะกลับมา ( โรม 8:22-25 ) ธรรมชาติบาป ความเข้าใจที่จำกัด และความกลัวความเจ็บปวดอาจทำให้ความสามารถในการอธิษฐานผิดเพื้ยนไป ขอบคุณพระเจ้าที่ “พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า” (โรม 8:27) ทรงเตือนว่าพระองค์ทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง (โรม 8:28) แม้การตอบคำอธิษฐานของผู้อื่นจะหมายถึงการปฏิเสธเราก็ตาม
เมื่อเรายอมรับว่าเราเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในแผนการยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราจะพูดได้เหมือนอย่างแม่ฉันว่า “พระเจ้าประเสริฐ เท่านี้ก็เพียงพอ ไม่ว่าพระองค์ตอบว่าอย่างไร ใจแม่ก็สงบ” เรามั่นใจในความดีของพระเจ้า เราจึงไว้วางใจได้ว่าจะทรงตอบคำอธิษฐานทุกคำตามน้ำพระทัยและเพื่อพระเกียรติของพระองค์
คำเชิญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่นานมานี้ผมได้รับอีเมล์หลายฉบับเชิญไปร่วมสัมมนา “ฟรี” ในหัวข้อเช่น ชีวิตวัยเกษียณ อสังหาริมทรัพย์ ประกันชีวิต ผมลบอีเมล์เหล่านั้นทิ้งทันที แต่มีฉบับหนึ่งที่เชิญไปงานพบปะเพื่อเป็นเกียรติแก่เพื่อนเก่าที่คบหากันมานาน ผมจึงตอบรับทันทีว่า “ผมตกลงจะไป” คำเชิญ + ความต้องการ = การตอบตกลง
ชีวิตและความตาย
ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้
วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)
ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)
ทดสอบด้วยไฟ
ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในรัฐโคโล-ราโดเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ฉันได้รู้ข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับต้นแอสเพนคือ ต้นแอสเพนลำต้นสีขาวทั้งป่าสามารถเกิดจากเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยใช้ระบบรากร่วมกัน ระบบรากเหล่านี้คงอยู่ได้เป็นพันปีไม่ว่าจะมีลำต้นงอกออกมาหรือไม่ เมื่อเกิดไฟป่า น้ำท่วม หรือหิมะถล่ม แล้วเกิดพื้นที่โล่ง รากของต้นแอสเพนที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็จะมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา
สำหรับต้นแอสเพน มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยากอบเขียนไว้ว่าการเติบโตในความเชื่อของเราก็เกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4)
เป็นเรื่องยากที่จะยินดีท่ามกลางการทดลอง แต่เราหวังใจได้จากความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับต้นแอสเพน ความเชื่อจะเติบโตได้ก็ในยามที่มีการทดลอง ความลำบากทำให้เกิดพื้นที่โล่งในใจเราเพื่อให้แสงสว่างของพระเจ้าสัมผัสเราได้
เกิดผลดี
ทิวทัศน์ที่ผมเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินช่างน่าตื่นตา ทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงกับสวนผลไม้ทอดยาวระหว่างภูเขาแห้งแล้งสองลูก กลางหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ถ้าไม่มีลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตสายนี้ ต้นไม้ย่อมไม่เกิดผล
ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำสะอาดฉันใด คุณภาพของ “ผล” ในชีวิตของผมซึ่งก็คือคำพูด การกระทำ ทัศนคติ ก็ขึ้นอยู่กับสารอาหารฝ่ายวิญญาณของผมฉันนั้น ผู้เขียนสดุดี 1 อธิบายว่าบุคคลที่ “ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า...เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล” (ข้อ 1-3) เปาโลบอกในกาลาเทีย 5 ว่า ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเห็นได้จาก “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)
บางครั้งผมมีมุมมองอันขมขื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการกระทำและคำพูดของผมก็ไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดี และผมตระหนักว่า เพราะผมไม่ได้ใช้เวลาเงียบสงบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหยั่งรากในพระองค์ ผมก็เกิดผลดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความอดทน และอ่อนโยน อีกทั้งไม่ยากที่จะเลือกขอบพระคุณแทนการพร่ำบ่น
พระเจ้าผู้เปิดเผยพระองค์ต่อเรา ทรงเป็นแหล่งกำลัง สติปัญญา ความชื่นชมยินดี ความเข้าใจ และสันติสุข (สดด.119:28, 98, 111, 144, 165) เมื่อเราให้จิตวิญญาณของเราอยู่ในพระคำซึ่งชี้ไปที่พระองค์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเด่นชัดในชีวิตของเรา
จัดการภาพลักษณ์
รัฐสภาอังกฤษฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 80 ปีของวินสตัน เชอร์ชิลโดยเชิญศิลปิน เกรแฮม ซัตเธอแลนด์มาวาดภาพเหมือนของรัฐบุรุษผู้นี้ เชอร์ชิลถามศิลปินว่า “คุณจะวาดผมออกมายังไง? เป็นทูตสวรรค์ หรือหมาบูลด็อก” เชอร์ชิลชอบภาพที่ผู้คนมักเปรียบเทียบตัวเขาทั้งสองแบบ แต่ซัตเธอแลนด์ตอบว่าเขาจะวาดตามสิ่งที่เขาเห็น
เชอร์ชิลไม่ชอบผลงานชิ้นนี้ ซัตเธอแลนด์วาดภาพเชอร์ชิลในอิริยาบถที่นั่งทรุดตัวอยู่บนเก้าอี้ หน้าตาบึ้งตึงอย่างที่ทุกคนชินตา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ยกยอปอปั้น หลังจากเปิดเผยภาพออกสู่สาธารณชน เชอร์ชิลซ่อนภาพนั้นไว้ในห้องใต้ดิน และทำลายรูปนั้นอย่างลับๆ ในภายหลัง
เราเองก็อยากมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอื่นไม่ต่างกับเชอร์ชิล ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความงาม ความเข้มแข็ง หรือการเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า เราทุ่มเทเพื่อปกปิดมุมที่ ‘น่าเกลียด’ ของตัวเอง บางทีในใจลึกๆ เรากลัวจะไม่เป็นที่รักถ้าตัวจริงของเราถูกเปิดเผยออกมา
เมื่ออิสราเอลถูกบาบิโลนจับไปเป็นเชลย พวกเขาตกต่ำถึงที่สุด เพราะทำบาป พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูได้ชัยชนะ แต่ทรงบอกคนอิสราเอลว่าอย่ากลัว เพราะทรงรู้จักชื่อของเขาและจะทรงอยู่ด้วยในทุกๆ การทดลอง (อสย.43:1-2) พวกเขาปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ (อสย.43:13) และ ‘มีค่า’ สำหรับพระองค์ (อสย.43:4) ไม่ว่าจะทำตัวน่าเกลียดแค่ไหน พระเจ้าก็ยังทรงรักเขา
เราจะแสวงหาการยอมรับจากมนุษย์น้อยลง เมื่อเข้าใจความจริงนี้ พระเจ้ารู้จักตัวตนของเราและยังทรงรักเราอย่างลึกซึ้งเกินจะหยั่งได้ (อฟ.3:18)
ตะวันออกพบตะวันตก
เมื่อนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบกับครูจากอเมริกาเหนือ ครูท่านนี้ก็ได้บทเรียน หลังจากให้นักเรียนทำข้อสอบแบบปรนัย “เป็นครั้งแรก” เขารู้สึกแปลกใจที่เห็นคำตอบหลายข้อเว้นว่างไว้ ขณะที่ยื่นกระดาษคำตอบที่ตรวจแล้วคืนให้นักเรียน ครูแนะนำว่าคราวหน้าให้ลองเดาคำตอบแทนที่จะปล่อยว่างไว้ นักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นถามคำถามที่น่าประหลาดใจว่า “แล้วถ้าผมเดาคำตอบถูก ครูก็จะเข้าใจว่าผมรู้คำตอบทั้งๆ ที่ผมไม่รู้หรือครับ” ครูกับนักเรียนมีมุมมองและแนวปฏิบัติที่ต่างกัน