เดินในความสว่างของพระคริสต์
ห้องในโรงแรมของทิมดูมืดเป็นพิเศษในเวลากลางคืน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาตื่นขึ้นกลางดึกแล้วลื่นล้มเพราะมองไม่เห็น แต่เมื่อทิมลุกขึ้น เขาก็ประหลาดใจเมื่อเห็นแสงสว่างจากใต้เตียงสาดส่องทางเดินให้เขา เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวสั่งงานไฟส่องสว่างนั้น แต่ไฟจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเขาลุกขึ้นและเดิน
พระคัมภีร์บอกให้เราตั้งใจดำเนินชีวิตในความสว่างของพระเจ้า ดังที่เปาโลบอกกับผู้เชื่อใหม่ที่เมืองเอเฟซัสว่า “จงเลียนแบบของพระเจ้า...และจงดำเนินชีวิตในความรัก” (อฟ.5:1-2) แต่การดำเนินชีวิตแบบนั้นเป็นอย่างไรหรือ
เมื่อเราก้าวสู่แสงสว่างแห่งความรักของพระคริสต์ เราก็หันหลังให้บาปที่รวมถึงการทำผิดศีลธรรม การลามก การนับถือรูปเคารพ และการละโมบ เปาโลกล่าวว่า “อย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏ” (ข้อ 11) ในเอเฟซัสการบูชารูปเคารพของผู้ไม่เชื่อเฟื่องฟูมาก แต่ถ้อยคำของเปาโลคอยชี้นำผู้เชื่อใหม่ในทางที่ถูกต้อง “เมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” (ข้อ 8) เปาโลกล่าวอีกว่า “ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” ดังนั้น “ท่านจงพิสูจน์ดูว่า ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 9-10)
ประโยชน์ที่ได้รับคือแสงสว่างของพระเยซูจะ “ส่องสว่างแก่ท่าน” (ข้อ 14) และส่องทางเดินของเรา เปาโลสรุปว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” (ข้อ 15) การเดินอย่างมั่นใจในแสงสว่างของพระคริสต์นั้นเราจะเป็นพระพรแก่ผู้อื่น เพราะเราชี้ให้พวกเขาเห็นพระองค์ ผู้เป็นแหล่งกำเนิดแห่งแสงสว่างที่แท้จริง
รักเพื่อนบ้านของเรา
หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองในช่วงปลายฤดูร้อนที่พัดถล่มเมือง เราต้องจัดการกับต้นไม้ที่ก่อความเสียหายให้บ้านของเรา และต้องทำความสะอาดสนามรอบบ้านครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยใบไม้และกิ่งไม้ วันต่อมาขณะที่ผมจัดการกับความเสียหายและเศษซากจากต้นไม้ ผมพยายามพูดติดตลกกับตัวเองซ้ำๆว่า “เราไม่มีต้นไม้สักต้น!” ซึ่งเป็นเรื่องจริง นอกจากต้นสนเล็กๆสูงสามฟุตสามต้นแล้ว เราไม่มีต้นไม้เลย แต่ผมต้องใช้เวลามากทีเดียวในการทำความสะอาดทั้งจากพายุและใบไม้ที่ร่วงมาจากต้นไม้ของเพื่อนบ้าน
เรามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างไร แม้ในเวลาที่พวกเขาทำบางสิ่ง ปลูกต้นไม้บางชนิด หรือพูดบางอย่างที่รบกวนเรา พระคัมภีร์บอกชัดเจนในเรื่องนี้ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” เป็นจำนวนเก้าครั้ง ทั้งในเลวีนิติ 19:18, มัทธิว 19:19, มาระโก 12:31, กาลาเทีย 5:14 และยากอบ 2:8 อันที่จริงแล้ว นี่เป็นพระบัญญัติสำคัญอันดับสองที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา ข้อแรกคือ “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ...สุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า”(ลก.10:27) กุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านคือวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ยากอบอธิบายเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19)
นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะขัดกับธรรมชาติของเรา แต่การรักเพื่อนบ้านควรเป็นท่าทีตอบสนองอันดับแรกของเรา ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ให้เราส่องแสงแห่งความรักของพระเยซูไปยังผู้ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับเรา นั่นคือเพื่อนบ้านของเรา
ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อผู้คนมากมายที่ต่อสู้กับความเหงาด้วยสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้อาศัยในบ้านพักคนชราที่สมาชิกในครอบครัวไม่ได้มาเยี่ยมเยียน หญิงม่ายที่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านทุกวันเพื่อจะไม่ต้องอยู่คนเดียวในบ้านอันว่างเปล่า ผู้นำคริสตจักรที่ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร และคนไร้บ้านที่รู้สึกถูกทอดทิ้งและโดดเดี่ยว
ความเหงาเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกเวลา ศัลยแพทย์ใหญ่ในสหรัฐได้ออกรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 เพื่อเตือนประชาชนถึงการระบาดของความเหงา ตามรายงานกล่าวว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งบอกว่าพวกเขาเคยประสบกับความเหงา ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเท่ากับการสูบบุหรี่วันละสิบสองมวน
เมื่อโมเสสเตรียมจะส่งต่อหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับโยชูวาผู้สืบทอดตำแหน่ง ท่านต้องการให้แน่ใจว่าคนอิสราเอลรู้ว่าพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับการต่อสู้เพียงลำพังขณะเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา “อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ฉธบ.31:6) นอกจากนี้ โมเสสยังเตือนโยชูวาผู้นำคนใหม่ด้วยว่า “ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 8)
เมื่อเราเผชิญหน้ากับความเหงา ขอให้เราอุ่นใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าจะไม่จากไปหรือทอดทิ้งเรา
สัตย์ซื่ออยู่เป็นนิตย์
ภัยพิบัติจากไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาคือไฟป่าเพชติโกทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเกิดขึ้นในคืนเดียวกับไฟป่าชิคาโกอันโด่งดัง (8 ตุลาคม ค.ศ. 1871) แต่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่าหลายร้อยคน เพชติโกเมืองแห่งอาคารไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไม้ ถูกเผาผลาญภายในหนึ่งชั่วโมงโดยไฟที่โหมกระหน่ำจากลมกรรโชกแรง นอกจากเครื่องเคลือบดินเผาและเตาเผาแล้ว ท่ามกลางของไม่กี่ชิ้นที่เหลือรอดนั้นมีพระคัมภีร์เล่มเล็กๆที่เปิดอยู่ เปลวไฟเผาไหม้ปกจนเกรียมและความร้อนอันรุนแรงทำให้หน้าหนังสือกลายเป็นหิน พระคัมภีร์เล่มนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ และปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ในเมือง
การที่พระคัมภีร์เล่มเล็กๆนี้รอดมาได้ทำให้นึกถึงพระสัญญาที่พระเจ้าประ-ทานแก่ประชากรของพระองค์ในช่วงเวลายากลำบากที่ “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อสย.40:8) แม้จะถูกคุกคามด้วย “พายุเพลิง” แห่งการถูกรุกรานและถูกเนรเทศ แต่พระเจ้ายืนยันว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อสัญญาของพระองค์และจะไม่ทรงละทิ้งผู้ที่หันมาหาพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
พระคัมภีร์ในเมืองเพชติโกซึ่งยังอ่านได้บางส่วนนั้นเปิดอยู่ที่สดุดีบทที่ 106 และ 107 โดยข้อแรกของสดุดีทั้งสองบทประกอบด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” แม้ในยามที่ต้องเผชิญความยากลำบากครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ถ้อยคำและความรักของพระองค์ก็ไม่เคยสั่นคลอน และเพราะเหตุนี้เราจะขอบพระคุณพระองค์ตลอดไป
สันติสุขแห่งการมอบไว้กับพระเจ้า
คิ้วของเคย์ล่าขมวดเข้าหากันขณะที่เธอดันกระดาษอีกแผ่นหนึ่งลงในกล่องที่เต็มจนแน่นแล้ว กล่องนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า “มอบไว้กับพระเจ้า” อยู่ทั้งสี่ด้าน เธอถอนหายใจยาวและค้นหาคำอธิษฐานที่เธอเขียนใส่ไว้ในกล่องก่อนหน้านี้ “ฉันอ่านออกเสียงคำอธิษฐานเกือบทุกวัน” เธอบอกกับชานเทลเพื่อนของเธอ “ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงได้ยินฉัน” ชานเทลยื่นพระคัมภีร์ให้เคย์ล่า “ก็ด้วยการวางใจว่าพระเจ้าทรงรักษาคำตรัสของพระองค์” เธอกล่าว “และทุกครั้ง ให้เธอวางมอบคำอธิษฐานที่เธอเขียนหรืออ่านนั้นไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์”
อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อในพระเยซูให้ “ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” และให้เหตุผลที่ดีที่จะทำเช่นนั้นโดยยืนยันว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว” (ฟป.4:4-5) ท่านหนุนใจคนของพระเจ้าให้เปลี่ยนความคิดกังวลเป็นคำอธิษฐานที่เต็มไปด้วยความเชื่อ โดยเชื่อว่าพระองค์ทรงได้รับคำร้องทูลทุกอย่าง และให้เราสรรเสริญพระองค์ขณะพักสงบอยู่ในสันติสุขอันลึกซึ้งแห่งการทรงสถิตอันไม่สิ้นสุดของพระองค์ (ข้อ 6-7)
พระเยซูองค์สันติราชจะทรงคุ้มครองจิตใจและความรู้สึกของเรา เมื่อเรามุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่นำเราไปถึงพระองค์ นั่นคือ “สิ่งที่จริง...สิ่งที่ยุติธรรม...สิ่งที่บริสุทธิ์...สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 8)
สันติสุขของพระเจ้าจะปกป้องเราเมื่อเราไว้วางใจว่าพระเจ้าแห่งสันติสุขทรงอยู่กับเรา เมื่อเราเป็นอิสระจากภาระแห่งการยึดติดกับความกังวลแล้ว เราจะสัมผัสถึงสันติสุขในการมอบวางคำอธิษฐานทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ที่ไว้วางใจได้ของพระเจ้า
ครอบครัวของพระเจ้า
เวลานั้นเป็นปีค.ศ. 1863 เอ็ดวินยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟในเมืองเจอร์ซีย์ซิตี้ เขาเฝ้าดูชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกฝูงชนเบียดไปข้างตู้ขบวนรถไฟ จนตกลงไปตรงช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลาซึ่งอันตรายมาก เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนตัว เอ็ดวินเอื้อมมือลงไปดึงชายคนนั้นขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายจนเขาปลอดภัย
ชายผู้ที่ได้รับการช่วยชีวิตคือโรเบิร์ต ท็อดด์ ลินคอล์นบุตรชายของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งต่อมาโรเบิร์ตได้เขียนถึงคนที่ช่วยชีวิตว่า “ผมรู้จักใบหน้าของเขาเป็นอย่างดี” เนื่องจากเอ็ดวิน บูธเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง อันที่จริงแล้ว เขาเป็นพี่ชายของนักแสดงอีกคนหนึ่งคือจอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ที่ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นในอีกสองปีต่อมา
ความแปลกทางประวัติศาสตร์นี้ทำให้เราเห็นความเป็นจริงอย่างหนึ่ง คือเราไม่ได้เลือกครอบครัวที่เราเกิดมา บางทีพี่น้องหรือพ่อแม่ของเราอาจเลือกทำสิ่งที่ผิด บางทีเราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทุกอย่าง แต่พระคัมภีร์บอกถึงแผนการในครอบครัวของพระเจ้าว่า “เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า” (รม.8:14) ในฐานะบุตรของพระองค์ “เราก็เป็นทายาท[ของพระองค์]” (ข้อ 17) เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราทั้งหลายเรียกพระองค์ว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15)
เราอาจต้องปล้ำสู้กับครอบครัวทางโลกที่บกพร่อง แต่ให้เราสบายใจได้เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงมรดกทางจิตวิญญาณของเราแล้ว พระองค์ทรงรับเราเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราเรียกพระองค์ว่าพระบิดา
เมื่อชีวิตไม่ยุติธรรม
ในนวนิยายคลาสสิกของชาร์ลส์ ดิ๊กเกนส์เรื่องโอลิเวอร์ ทวิสต์ นั้น โอลิเวอร์ผู้อ่อนแอเกิดมาในสถานสงเคราะห์คนยากไร้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหาประโยชน์จากคนยากจน เด็กชายกำพร้าตั้งแต่เกิด และสุดท้ายเขาหนีออกจากสถานสงเคราะห์เพราะถูกทารุณ จากการ “พลิกผัน” อันน่าทึ่ง เขาพบว่าตัวเองคือผู้สืบทอดมรดกจำนวนมหาศาล ดิ๊กเกนส์ผู้ซึ่งชอบเขียนเรื่องที่จบอย่างมีความสุข ได้ทำให้ทุกคนที่ทำร้ายโอลิเวอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นรับการลงโทษอย่างยุติธรรมหรือไม่ก็กลับใจ ผู้ที่บังคับกดขี่เขาได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ ในขณะที่โอลิเวอร์ “ได้รับมรดกที่ดิน” หากชีวิตมาพร้อมกับตอนจบที่สวยงามเหมือนที่เขียนไว้ในนวนิยายของดิ๊กเกนส์ก็คงจะดี
ในพระคัมภีร์ เราได้อ่านเนื้อร้องของบทเพลงโดยชายผู้หนึ่งที่รอคอยวันที่คนทำชั่วจะถูกตัดออกไป และบรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะ “ได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก”(สดด.37:9) แม้ท่านเป็นผู้ประสบกับความชั่วร้ายโดยตรง แต่ดาวิดผู้เขียนบทกลอนนี้ได้เตือนให้มีความอดทนว่า “จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อนเพราะเหตุผู้ที่เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุผู้ที่กระทำตามอุบายชั่ว” (ข้อ 7) และกล่าวต่อว่า “คนที่กระทำชั่วจะถูกตัดออกไป แต่บรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก” (ข้อ 9) แม้จะเห็นวิธีการที่ “คนอธรรมชักดาบ” เพื่อ “เอาคนจนและคนขัดสนลง” (ข้อ 14) แต่ดาวิดก็วางใจพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง (ข้อ 15)
ชีวิตนั้นไม่ง่ายและมักจะไม่ยุติธรรม แต่เราได้ยินคำตรัสของพระเยซูซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากสดุดี 37 ว่า “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก” (มัทธิว 5:5)
เป็นเหมือนพระคริสต์
ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนามเพื่อเล่นเบสบอล และหนึ่งในความตื่นเต้นที่สุดของผมคือตอนที่ได้รับเสื้อเบสบอลของตัวเองที่มีตราของทีมเราติดอยู่ ทีมไจแอนท์! แม้ว่าเลข 9 ด้านหลังจะทำให้ผมแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น แต่ชุดที่เหมือนกันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน
คำสอนในมัทธิว 5:3-10 ที่รู้จักกันในชื่อว่า ผู้เป็นสุข พระเยซูทรงระบุถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของแผ่นดินสวรรค์ว่าเป็นผู้ที่ “สวมใส่เสื้อ” ของการเป็นเหมือนพระคริสต์ แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยคนเหล่านั้นที่สวมความคิดและคุณลักษณะเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นไม่สามารถจำแนกได้จากรูปร่างภายนอก สุขภาพ หรือทรัพย์สมบัติ แต่สิ่งที่อยู่ภายในหรือจิตใจของผู้นั้นต่างหากที่สำคัญ “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 3) คือคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตนเองมีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ “บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 6) คือคนเหล่านั้นที่จิตวิญญาณของพวกเขากระหายที่จะถวายเกียรติและทำให้พระเจ้าพอพระทัย “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 9) คือคนเหล่านั้นที่ร่วมกับพระเยซูในการแสวงหาความปรองดอง
ขณะที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา เราสามารถสวมใส่อาภรณ์แห่งการเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นสมาชิกในทีมของพระองค์ เพราะเราได้รับการอวยพรจริงๆ!
เพื่อนยามเที่ยงคืน
“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมีจำนวนเท่าใดที่มั่นคงพอที่ผมจะรบกวนพวกเขาได้ในเวลาที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจนัก
พระคัมภีร์พูดถึงมิตรภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายถึงเพื่อนว่าเป็นคนเก็บความลับ (สภษ.11:13; 16:28) ให้คำแนะนำ (27:9) และเคารพขอบเขตของกันและกัน (25:17) แต่บางทีอาจไม่มีใครนิยามมิตรภาพได้ทรงพลังไปกว่าพระเยซู ในขณะที่เราเป็นลูกค้าสำหรับผู้โฆษณา เป็นพนักงานสำหรับนายจ้าง แต่สำหรับพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือทุกสิ่งนั้น เราเป็น “เพื่อน” (ยน.15:15) พระเยซูอธิบายว่ามิตรภาพของพระองค์นั้นสร้างขึ้นบนความรักของพระเจ้าและการเสียสละส่วนตน (ข้อ13,15) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างและเรียกให้เราส่งต่อ (ข้อ12)
สองสามปีหลังจากได้ยินคำถามนั้น ผมและภรรยาต้องทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ ดาร์เรนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เดินทางเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อมาพบผม รับฟังความโกรธและความเจ็บปวด และอธิษฐานเผื่อผม ดาร์เรนเป็นผู้ชายที่งานยุ่งมีหลายอย่างให้ทำในแต่ละวัน แต่เขาทำตามแบบอย่างพระเยซูในด้านมิตรภาพที่เสียสละ ผมมี ใครบางคนในเวลาที่ต้องการจริงๆ
คำถามในตอนนี้คือ แล้วคนอื่นมีผมเป็น “เพื่อนยามเที่ยงคืน” หรือไม่ เพราะไม่มีวิธีใดในการหาเพื่อนได้ดีไปกว่าการเป็นเพื่อนที่ดี