ดีเกินกว่าจะเก็บไว้
ในการพิจารณาคดีในชั้นศาล พยานไม่ได้เป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์ แต่เป็นผู้มีส่วนกำหนดผลลัพธ์ของคดีนั้น ซึ่งเหมือนกับการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ เราจะต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือความจริงเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู
ภาระของการรอคอย
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สมาชิกสองคนในครอบครัวของฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดในการคอยดูแลพวกเขาในช่วงการรักษาก็คือความไม่แน่นอน ฉันอยากจะได้ยินคำวินิจฉัยที่ตรง และชัดเจนจากหมอ แต่เรื่องก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะหมอมักจะบอกให้เรารอคอยมากกว่าจะให้ความชัดเจน
สรรเสริญในความมืด
ถึงแม้ว่ามิกกี้ เพื่อนของผมจะสูญเสียการมองเห็น แต่เขาบอกผมว่า “ผมจะสรรเสริญพระเจ้าทุกวัน เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ มากมายให้ผม”
พระเยซูได้ประทานสิ่งที่ทำให้มิกกี้และเราสรรเสริญพระองค์ได้ไม่รู้จบ มัทธิว 26 เล่าถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเสวยมื้อปัสการ่วมกับเหล่าสาวกในคืนก่อนทรงถูกตรึงกางเขน ข้อ 30 บอกว่าอาหารมื้อนั้นจบลงอย่างไร “เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ”
เพลงที่สาวกร้องในคืนนั้นเป็นเพลงสรรเสริญ นานนับพันปีแล้วที่ชาวยิวจะร้องเพลงสดุดีที่เรียกว่า “เพลงฮัลเลล” ในเทศกาลปัสกา (ฮัลเลล เป็นภาษาฮีบรูแปลว่า “สรรเสริญ”) ท่อนสุดท้ายของคำอธิษฐานและบทเพลงสรรเสริญนี้มาจากสดุดี 113-118 ที่ยกย่องพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรอดของเรา (สดด.118:21) พูดถึงศิลาที่ถูกทอดทิ้งซึ่งกลายเป็นศิลามุมเอก (สดด.118:22) และผู้ซึ่งเสด็จมาในพระนามของพระเจ้า (สดด.118:26) พวกเขาคงร้องเพลงร่วมกันว่า “นี่เป็นวันซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้าง ให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น” (สดด.118:24)
ขณะที่พระเยซูทรงร่วมร้องเพลงกับสาวกในคืนปัสกา พระองค์กำลังสอนให้เราละสายตาจากปัญหาเพื่อมองไปยังเบื้องบน พระองค์ทรงนำเราให้สรรเสริญความรักและความสัตย์ซื่ออันไม่สิ้นสุดของพระเจ้า
ฉันควรยกโทษหรือ?
ฉันมาถึงโบสถ์ก่อนเวลาเพื่อช่วยเตรียมสถานที่ มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ด้านหลังห้องนมัสการ เธอคนนี้เคยนินทาว่าร้ายฉันมาก่อน ฉันจึงรีบเปิดเครื่องดูดฝุ่นเพื่อกลบเสียงสะอื้นเสีย ทำไมฉันจึงต้องใส่ใจคนที่ไม่ชอบฉันด้วยเล่า?
พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือนฉันว่า พระเจ้าก็ทรงยกโทษให้ฉันมาแล้วมากแค่ไหน ฉันจึงเดินไปหาเธอ เธอเล่าว่าลูกน้อยของเธอเข้าโรงพยาบาลนานหลายเดือนแล้ว เราร้องไห้ สวมกอด และอธิษฐานเผื่อลูกสาวของเธอด้วยกัน หลังจากที่เรายอมรับความแตกต่างของกันและกัน เราก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
ในมัทธิว 18 พระเยซูเปรียบเทียบแผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่ตัดสินใจยกหนี้จำนวนมากให้กับทาสที่ร้องขอความเมตตา แต่ทันทีที่ทาสได้รับการยกหนี้ เขากลับไปทวงหนี้กับเพื่อนทาสที่ติดหนี้เขา น้อยกว่าที่เขาเคยเป็นหนี้กษัตริย์มากนัก เมื่อกษัตริย์รับรู้สิ่งที่เขาทำ ทาสผู้ชั่วร้ายจึงต้องถูกจองจำเพราะเขาไม่ยอมยกโทษให้ผู้อื่น (ข้อ 22-34)
การเลือกที่จะให้อภัยไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับความบาป หรือแก้ตัวให้ความผิดที่กระทำต่อเรา หรือทำให้ความเจ็บปวดของเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การให้อภัยช่วยปลดปล่อยเราเพื่อจะสามารถชื่นชมของขวัญแห่งพระกรุณาของพระเจ้าที่เราไม่สมควรได้รับ เมื่อเราได้เชิญพระองค์ให้เข้ามาฟื้นฟูสันติสุขในชีวิตและในความสัมพันธ์ของเรา
พันธกิจความทรงจำ
ประสบการณ์ความผิดหวังและสูญเสียอาจทำให้เราโกรธ รู้สึกผิด หรือสับสน แต่ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะส่งผลให้ทางเลือกบางหนทางต้องปิดไปโดยสิ้นเชิง หรืออาจจะไม่ใช่ความผิดของเรา แต่สิ่งนั้นได้ส่งผลเลวร้ายต่อชีวิตเราไปแล้ว ดังเช่นที่ออสวอล์ด แชมเบอร์สเรียกว่า “ความโศกเศร้าร้าวลึกของสิ่งที่ ‘ไม่น่าเลย’” เราอาจจะพยายามเก็บกดความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ก็พบว่าที่จริงเราทำไม่ได้
แชมเบอร์สเตือนให้ไม่ลืมว่าพระเจ้ายังคงมีส่วนในชีวิตของเรา “อย่ากลัวเมื่อพระเจ้าทรงนำอดีตกลับคืนมา จงปล่อยให้ความทรงจำทำหน้าที่ของมัน หน้าที่เหมือนผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อการตักเตือน ว่ากล่าว หรือทำให้โศกเศร้า แต่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนสิ่งที่ ‘ไม่น่าเลย’ ให้กลายเป็นดินดีที่เราจะสามารถเติบโตต่อไปได้ในอนาคต”
ในสมัยพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเจ้าทำให้คนอิสราเอลไปเป็นเชลยในบาบิโลน ทรงบอกให้พวกเขารับใช้พระองค์ในดินแดนของคนต่างชาติ และเติบโตในความเชื่อจนกว่าพระองค์จะนำพวกเขากลับบ้าน “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า” (ยรม.29:11)
พระเจ้าทรงเตือนไม่ให้เราเพิกเฉยหรือยึดติดอยู่กับอดีต แต่ให้จดจ่อที่พระองค์และมองไปข้างหน้า การอภัยของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนความทรงจำอันโศกเศร้าเป็นความมั่นใจในความรักของพระองค์ได้
กฎห้านาที
ฉันได้อ่านเรื่องของคุณแม่คนหนึ่งที่ตั้งกฎห้านาทีกับลูก คือลูกทุกคนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมไปโรงเรียนและมารวมตัวกันห้านาทีก่อนที่จะออกจากบ้านทุกวัน
เดียวดายในอวกาศ
แอล วอร์เดน นักบินอวกาศในยานอพอลโล่ 15 รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของการอยู่คนเดียวที่อีกฟากหนึ่งของดวงจันทร์ว่าเป็นเช่นไร ย้อนกลับไปในปี 1971 เขาต้องใช้เวลาสามวันอยู่ในยานอวกาศเพียงคนเดียว ขณะที่เพื่อนนักบินอีกสองคนกำลังทำงานอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร เขามีเพียงดวงดาวเป็นเพื่อน เขาจำได้ว่ามีดวงดาวอยู่หนาแน่นจนราวกับเป็นแผ่นสว่างห้อมล้อมตัวเขาไว้
แค่สัมผัส
ไคลี่เข้าร่วมทีมประกาศของหน่วยแพทย์อาสาไปยังพื้นที่ห่างไกลในแอฟริกาตะวันออก เธอรู้สึกไม่สบายใจเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ทางการแพทย์ แต่เธอก็สามารถให้ความช่วยเหลือพื้นฐานได้
คำถามถามพระเจ้า
คุณจะทำอย่างไรถ้าพระเจ้ามาบอกคุณขณะที่คุณทำงานอยู่ เช่นที่เกิดขึ้นกับกิเดโอนชาวอิสราเอล “ทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนพูดกับเขาว่า ‘เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า’ กิเดโอนน่าจะนิ่งฟัง แต่เขากลับตอบว่า “ถ้าพระเจ้าทรงสถิตกับพวกเราแล้ว ไฉนเหตุเหล่านี้จึงเกิดขึ้นแก่เราเล่า” (วนฉ.6:12-13) เขาอยากรู้ว่าทำไมจึงดูเหมือนพระเจ้าละทิ้งประชากรของพระองค์