Category  |  ODB

วิสุทธิ​มรรค

หลังจากที่เจนนิเฟอร์ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น เธออ่านพระคัมภีร์ไม่ค่อยคล่อง จึงได้เริ่มหันมาฟังพระคัมภีร์เสียง ตอนนี้ข้อความในพระคัมภีร์มีความหมายใหม่สำหรับเธอ ยกตัวอย่างเช่น เธอหลงทางได้ง่ายๆ มักจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร และเห็นภาพหลอนของสัตว์ป่า เวลาที่เธอสับสนและหวาดกลัว เธอได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าเมื่อได้ยินอิสยาห์พูดถึง “วิสุทธิ​มรรค” หรือทางแห่งความบริสุทธิ์ซึ่งสงวนไว้ “สำหรับผู้ที่ดำเนินในทางนั้น” (อสย.35:8 TNCV) บนถนนสายนั้นจะไม่มีคนโง่เขลาชั่วร้าย “หรือ​จะ​ไม่​มี​สัตว์​ร้าย​มา​บน​ทาง​นั้น” แต่ “​ผู้​ที่​ไถ่​ไว้​แล้ว​จะ​เดิน​บน​นั้น” คือผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ (ข้อ 9)

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้บอกเรื่องพระสัญญาของพระเจ้าแก่ประชากรของพระองค์ที่จากบ้านของตนไปเป็นเชลย เมื่ออยู่ห่างจากพระวิหารที่ซึ่งพวกเขาจะได้สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า พวกเขาคงรู้สึกสูญเสียและสิ้นหวัง ดังนั้น พระสัญญาแห่งวิสุทธิ​มรรคอันเป็นเส้นทางไปสู่พระเจ้า จะมอบความหวังและกำลังให้แก่พวกเขา เมื่อนึกถึงการเข้าสู่ “ศิ​โยน​ด้วย​ร้อง​เพลง” โดยปราศจากความกลัวหรือความโศกเศร้า จะทำให้พวกเขาชื่นบานยินดี (ข้อ 10)

เจนนิเฟอร์ยึดถือในพระสัญญาเหล่านี้จากหลายศตวรรษก่อน เราผู้เชื่อในพระเยซูก็เชื่อวางใจเช่นกันว่า ขณะที่เราร่วมเดินทางไปกับพระองค์ เราจะมีความชื่น​บาน​และ​ความ​ยินดี (ข้อ 10) ไม่ว่าเราจะเผชิญการทดลองใดๆในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสหรือทำให้ชีวิตต้องพลิกผันสักเพียงใด เรารู้ว่าเส้นทางของพระเจ้านั้นจะนำพาเรากลับบ้านไปหาพระองค์

ให้จากสิ่งที่พระเจ้าประทานให้

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสแตนลี่ย์ยังคงทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอ เขามักจะซื้ออาหารและของขวัญให้สมาชิกคริสตจักรที่สูงอายุ ให้คนทำความสะอาดในละแวกบ้าน หรือใครก็ตามที่ต้องการกำลังใจ

ที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ แม้ว่าสแตนลี่ย์จะไม่ได้ร่ำรวยหรือเชี่ยวชาญในเรื่องการลงทุน แต่การลงทุนเล็กๆน้อยๆของเขากลับให้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจ เขาจึงสามารถให้ผู้อื่นได้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนขอบคุณเขา เขาจะชี้ขึ้นไปข้างบนแล้วยิ้มราวกับจะบอกว่า “สิ่งนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากผม” เขามักจะพูดว่า พระเจ้าทรงช่วยเขาให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้

นี่คือสิ่งที่เปาโลกล่าวถึงใน 2 โครินธ์ 9 ขณะที่ท่านเขียนเรื่องการให้ ด้วยความภาคภูมิใจที่ชาวโครินธ์พร้อมจะช่วยเหลือพี่น้องร่วมความเชื่อ (ข้อ 2) เปาโลหวังว่าท่านจะสามารถมารับเงินถวายที่พวกเขาได้เริ่มต้นจัดเตรียมไว้ (ข้อ 3) และได้วิงวอนให้พวกเขาให้อย่างไม่เสียดายและให้ด้วยความยินดี โดยกล่าวว่าพระเจ้าจะไม่เพียงตอบแทนผู้ที่ให้ (ข้อ 6-7) เท่านั้น แต่ยังจะอวยพรเพื่อให้พวกเขาสามารถให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย (ข้อ 8)

พระเจ้าไม่ได้ทรงคาดหวังที่เราจะให้สิ่งที่เราไม่สามารถให้ได้ (2คร.8:12) แต่ทรงมอบหมายเงิน เวลาหรือความสามารถ เพื่อให้เรา “มีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่าง” (9:8) และพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการเพื่อให้เรา “มีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง” (ข้อ 11) ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถให้ด้วยความเชื่อและด้วยใจยินดี (ข้อ 7) โดยรู้ว่าเราให้จากสิ่งที่เราได้รับเท่านั้น และจากผลแห่งการปฏิบัติเช่นนี้ เราก็ได้นำคำสรรเสริญมาสู่พระนามของพระเจ้า (ข้อ 13)

รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่

ร้านหนังสือเซเรนดิพิตี้ซึ่งเป็นร้านหนังสือชื่อดังในเมืองเชลซี รัฐมิชิแกน จำเป็นต้องขยายกิจการ เจ้าของร้านพบอาคารขนาดใหญ่เป็นสองเท่าห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงตึก เธอต้องการย้ายร้านอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องปิดร้านหลายวันและบรรจุหนังสือทั้งหมดลงกล่อง เธอจึงขอความช่วยเหลือจากชุมชน มีคนมารวมตัวกันมากกว่าสามร้อยคน! พวกเขายืนเรียงต่อกันเป็นแถวเหมือนสายพานลำเลียง และส่งหนังสือต่อๆกันจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โดยพวกเขาขนย้ายหนังสือไปได้ 9,100 เล่มภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เจ้าของร้านกล่าวว่า “[ร้านหนังสือ]เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง และ [คนเหล่านี้ ] เป็นเจ้าของ” พวกเขาทั้งหมดทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างขะมักเขม้น

เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นชาวยิว ผู้เป็นพนักงานถวายถ้วยเสวยที่กษัตริย์เปอร์เซียไว้วางใจ ได้ทราบว่ากำแพงล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็มพังทลายลง ท่านจึงร้องขอการทรงนำจากพระเจ้า (นหม.1:3-11) ชาวบาบิโลนได้ทำลายกำแพงเหล่านั้นไปในปี 587 ก่อนคริสตกาล หลังจากการตรวจสอบ เนหะมีย์จึงขอความช่วยเหลือจากชุมชน ท่านบอกกับผู้นำชาวยิวว่า “ท่านทั้งหลายเห็นแล้วว่าเราตกอยู่ในความลำบากอย่างไร ที่เยรูซาเล็มปรักหักพังลง... มาเถิด ให้เราสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้น” (2:17) ในบทที่ 3 อธิบายถึงการที่ผู้นำและพลเมืองต่างเต็มใจซ่อมแซมกำแพงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน

เราเองก็สามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อชุมชนของเราได้เช่นกัน โดยการรับใช้ร่วมกันภายใต้การทรงนำของพระเจ้า และด้วยกำลังของพระองค์

พึ่งพาพระกำลังของพระเจ้า

ทังสเตนเป็นธาตุที่ขัดแย้งในตัวเอง คือมีความต้านแรงดึงสูงสุดเมื่อเทียบกับธาตุบริสุทธิ์ใดๆจึงทำให้แยกขาดจากกันได้ยากมาก แต่เว็บไซต์ของบริษัทมี้ดเมทัลระบุว่า “ในแง่ของความแข็งแรงในการรับแรงกระแทก ทังสเตนถือว่าอ่อนแอ คือเป็นโลหะเปราะที่รู้กันว่าจะแตกละเอียดเมื่อถูกแรงกระแทก” เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ทังสเตนเป็นโลหะธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความเปราะและแตกหักง่ายด้วยเช่นกัน

มนุษย์ก็มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เราก็ถูกบดขยี้ได้อย่างง่ายดายภายใต้ความกดดันของโลกที่เสื่อมและแตกสลายนี้ เปาโลประสบกับภาวะนี้ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านได้บรรยายถึงประสบการณ์ที่กดดันท่าน (ข้อ 23-29) แต่พระเจ้าทรงหนุนใจท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เปาโลตั้งใจว่า “เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” (2 คร.12:9)

ในตอนต้นของ 2 โครินธ์ เปาโลเขียนไว้ว่า “เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว” (4:8) ความหวังยังมีอยู่ แม้แต่บุตรที่เข้มแข็งที่สุดของพระเจ้าก็รู้ดีว่าโลกนี้เกินกำลังของเรา หากเราต้องยืนหยัดอดทน เราก็ยินดีที่จะพึ่งในกำลังแห่งพระคุณของพระองค์ และขอให้เราทำเช่นเดียวกับเปาโล คือยอมรับความอ่อนแอของเรา เพื่อที่ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าจะสามารถนำพาเราให้ผ่านพ้นไปได้

ฤดูกาลแห่งความรัก

ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องผลิบานก็งดงามได้ นี่เป็นคำกล่าวของพีท อูดอล์ฟ นักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง แม้ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ งานออกแบบที่ได้รับรางวัลของนักจัดสวนชาวดัตช์ผู้นี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์อันน่าทึ่ง “ความงามมีอยู่ในหลายสิ่งที่คุณนึกไม่ถึง” แม้ว่าบางคนอาจไม่เห็นด้วย อูดอล์ฟกล่าวว่า “ทันทีที่คุณพูดว่าฉันรักต้นไม้ที่ตาย [พักตัว] นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหา เพราะผู้คนไม่ชอบต้นไม้ที่ตายแล้ว”

การที่อูดอล์ฟชื่นชมวงจรชีวิตของพืชพรรณสะท้อนให้เห็นหลักการฝ่ายวิญญาณที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ขณะที่เราตายในบาปนั้นพระเจ้ายังคงรักเรา อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) เปาโลกล่าวต่อว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)

พระเยซูทรงเลือกสาวกที่มีข้อบกพร่อง ทรงร่วมรับประทานอาหารกับคนบาปที่เป็นที่รู้จัก พระองค์ทรงรักษาโรคให้คนที่สังคมไม่ยอมรับ อูดอล์ฟก็เช่นเดียวกัน “เขาสนใจต้นไม้ไม่เพียงเพราะดอกของมันเท่านั้น แต่ยังสนใจลักษณะของมันด้วย” เขามองเห็นความงาม “ในสิ่งที่เมื่อแรกเห็นนั้นไม่งดงาม”

ในฐานะผู้ที่สะท้อนพระฉายาของพระเจ้า เราสำแดงให้โลกได้เห็นพระองค์ผ่านวิธีที่เรามีสัมพันธ์กับพระองค์และกับกันและกัน พระเจ้าทรงปลูกเราไว้ในความรักของพระองค์ เราได้รับการเจิมจากพระบิดาของเราให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์ คนบาปที่ครั้งหนึ่งเคยตายแล้ว กำลังแสดงความงดงามของพระองค์ให้กับโลกนี้ที่ปรารถนาจะได้มองเห็นพระองค์

เตรียมพร้อมที่จะตอบ

วัยรุ่นคนนี้ยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง ขณะที่กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายของเธอไปเยี่ยมบ้านพักฟื้นสำหรับผู้ติดยาเสพติด แคลร์ได้สนทนากับชายวัยยี่สิบกว่าๆคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเธอมาก พวกเขาพูดคุยกันเรื่องความเชื่อ

แคลร์นำเสนอข่าวประเสริฐของพระเยซูอย่างชัดเจน เขาโต้กลับด้วยมุมมองความเชื่อของเขาซึ่งแตกต่างอย่างมาก พวกเขาโต้ตอบกันไปมาอย่างเป็นมิตร ในที่สุดชายหนุ่มก็มองแคลร์และพูดว่า “คุณชนะแล้ว ผมเถียงสิ่งที่คุณพูดไม่ได้”

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้อนรับพระเยซู แต่เมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว และแม้ว่าแคลร์จะอยากให้ชายหนุ่มคนนี้ได้ต้อนรับพระคริสต์ แต่ความผิดหวังของเธอก็ได้รับการชดเชยด้วยความจริงที่ว่า เธอได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เธอทำในวันนั้นแล้ว นั่นคือการ “เตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคน” (1 ปต.3:15) เธอได้แบ่งปันให้เขาฟังด้วยความรักถึงแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า

แคลร์ไม่รู้สึกละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ (รม.1:16) เธอเตรียมพร้อมที่จะ “ตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) และเธอรู้วิธีที่จะ “ให้วาจา...ประกอบด้วยเมตตาคุณ” เพื่อเธอจะ “รู้จักตอบให้จุใจ” (คส.4:6) แก่ชายหนุ่มคนนั้นด้วยท่าทีที่เหมาะสม

เป็นสิทธิพิเศษจากพระเจ้าจริงๆที่ทรงให้เราได้ประกาศพระคริสต์ให้ผู้อื่นได้รู้จัก! ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะแบ่งปันกับผู้อื่นในขณะที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ในสิ่งที่เราต้องการ

อนาคตของเรากับพระคริสต์

การได้ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นความฝันที่พ่อของฉันมีมาตลอดชีวิต หลังจากที่ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองส่วนหน้าเสื่อม แม่จึงตัดสินใจเดินทางไปด้วยในขณะที่พ่อยังคงแข็งแรงอยู่ “วันหนึ่ง ขณะที่หิมะกำลังโปรยปรายอยู่รอบตัวเราบนภูเขาทิตลิส” แม่เล่า “แม่เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ เป็นความยินดีที่ฝันกลายเป็นจริง” อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นแม่ก็น้ำตาไหลเมื่อพ่อถามว่า “เราอยู่ที่ไหนกันนะ”

พ่ออาจลืมไปแล้วว่าท่านอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่แม่บอกว่า “การได้ไปเยือนครั้งนี้คุ้มค่า อย่างน้อยก็มีชั่วขณะหนึ่งที่พ่อรับรู้ และพ่อก็มีความสุข”

พระเจ้าทรงรับรองกับเราว่าจะมีช่วงเวลาที่ความยินดีจะไม่มีวันพรากไปจากเราอีกต่อไป เพราะด้วยความหวังในพระเยซู เราจึงสามารถตั้งตารอ “ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (วว.21:1) ที่ซึ่งเราจะเป็นอิสระจากบาปและความตาย (รม.5:12) ในโลกที่สมบูรณ์แบบนี้ พระเจ้าจะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5) “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของ[เรา] ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (ข้อ 4) ความทุกข์ทรมานใดก็ตามที่เราประสบอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว พระเจ้าทรงสัญญาว่าวันหนึ่ง “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกัน” (อสย.65:17) สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอีกตลอดกาล   

ฉันรู้ว่าวันหนึ่ง เมื่อเราอยู่กับพระเจ้า (วว.21:3) ฉันจะได้เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ และครั้งนี้ความยินดีนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

ดำเนินชีวิตที่สะอาดเพื่อพระเจ้า

เราอาจละเลยที่จะทำความสะอาดของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กาต้มกาแฟ ขวดน้ำ หม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวกรองน้ำที่สกปรกเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคและสิ่งมีชีวิตต่างๆ จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายเมื่อเรากลืนเข้าไป แต่ตัวกรองบางชนิดไม่อาจกำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายได้ คราบของจุลินทรีย์ที่เป็นเมือกบางๆภายในเหยือกน้ำที่ไม่ได้ล้างจะทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นเจริญเติบโต และบางชนิดเป็นอันตรายต่อเราหากสูดดมเข้าไป หรือหากเข้าสู่ดวงตาหรือสมอง การละเลยจะทำให้การปนเปื้อนที่มองไม่เห็นนี้แพร่กระจาย

อิสยาห์กล่าวกับประชากรของพระเจ้าที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนต่างชาติ (อสย.52) พวกเขาถูกกดดันให้รับเอาค่านิยมทางวัฒนธรรมและพิธีกรรมการนมัสการของคนบาบิโลน พระเจ้าทรงบอกคนอิสราเอลผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่า “อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด จงออกไปจากท่ามกลางเมือง [บาบิโลน] จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์” (ข้อ 11) พวกเขาต้องไม่นำการปฏิบัติที่ไม่สะอาดติดตัวไปด้วย การทรงเรียกนั้นชัดเจน คืออย่ากลมกลืนกับวัฒนธรรมซึ่งติดเชื้อ แต่จงแสวงหาความบริสุทธิ์ (ข้อ 10) คือการแยกตัวออกเพื่อพระเจ้า นี่ไม่ใช่การเรียกให้แยกตัวอยู่ลำพังแต่ให้สัตย์ซื่อ พระเจ้าทรงปรารถนาประชากรที่บริสุทธิ์และแตกต่าง คือคนที่ปฏิบัติตามการทรงนำและมาตรฐานของพระองค์ และแสวงหาการช่วยให้รอดของพระองค์ เมื่อพวกเขาแสวงหาชีวิตที่บริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์จะ “เสด็จนำหน้า [พวกเขา ]...และจะทรงระวังหลัง[พวกเขา ]” (ข้อ 12)

ให้เราขอพระเจ้าทรงเปิดเผยมลทินและความปนเปื้อนฝ่ายวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในชีวิตเรา และขอทรงแทนที่สิ่งนั้นด้วยความจริงและความบริสุทธิ์

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน

เมื่อเมลานีเริ่มมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ แพทย์พบว่าเธอมีเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงอยู่ในต่อมใต้สมอง เนื้องอกมีขนาดประมาณลูกพลัม และได้รับการผ่าตัดเอาออกไปในปี 2003 และอีกครั้ง เมื่อกลับมาเป็นซ้ำในปี 2006 ต่อมาในปี 2017 เมื่อเนื้องอกกลับมาอีกเป็นครั้งที่สาม เมลานีจึงเข้ารับการฉายรังสีแทนซึ่งทำให้เธอผมร่วง แมตต์ลูกชายวัยยี่สิบเจ็ดปีของเธอจึงตัดสินใจไว้ผมยาวเพื่อทำวิกผมให้เธอ

การกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักและการเสียสละของแมตต์แสดงให้เห็นว่า ความสามารถและสิ่งที่คนคนหนึ่งมีสามารถตอบสนองความต้องการของอีกคนหนึ่งหรือคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เปาโลเน้นย้ำถึงความงดงามของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกันในจดหมายถึงชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อในเมืองฟิีิลิปปีได้ร่วม “ทุกข์” กับท่านและ “ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน” (ฟป.4:14, 16) เมื่อได้รับของขวัญเหล่านั้นแล้ว เปาโลตระหนักว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างล้นเหลือเพื่อความต้องการของท่าน

การที่เราเต็มใจที่จะแบ่งปันแก่กันและกันมักเป็นช่องทางที่พระเจ้าทรงใช้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรา บางครั้งเราอยู่ในสถานะที่จะให้เวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สินของเราได้ แต่บางครั้งเราเองต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากผู้อื่น โดยพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ของขวัญที่เราให้จึงเป็นที่ “พอพระทัยพระเจ้า” และเป็นการสำแดงถึงชีวิตที่เรามีร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 18)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา