Category  |  ODB

คุณค่าของเราในพระคริสต์

มาริโอ้ซึ่งอายุยี่สิบแปดปีเป็นคนติดเหล้าและเหลวแหลก เขาถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ผู้พิพากษากล่าวในการพิจารณาคดีว่า เขา “ช่างเป็นความเปล่าประโยชน์ของชีวิตมนุษย์” มาริโอ้เห็นด้วยอย่างเศร้าใจ เมื่อถูกจำคุกไปได้ครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ เขาเห็นโฆษณาประกวดงานเขียนซึ่งกระตุ้นความสนใจของมาริโอ้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เขาหลงใหลงานเขียน มาริโอ้รักการทำงานเขียนข่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชน และเวลานี้เขาเขียนบทความให้กับ นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ เขาไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์อีกแล้ว!

ชีวิตของชายที่ถูกผีโสโครกสิงซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อทุกคนที่รู้จักเขา เพื่อนบ้านเอาโซ่ล่ามเขาไว้เพื่อปกป้องทั้งตนเองและตัวเขา แต่ “เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย” (มก.5:4) เขาหนีกลับไปอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ “เขาคลั่งร้องอื้ออึง...ทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว” (ข้อ 5) หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

พระเยซูทรงขับผีออกจากชายคนนี้ และนำเขากลับสู่สังคมปกติ ชาวเมืองต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขา “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี” (ข้อ 15) ชายผู้สำนึกขอบพระคุณคนนี้ต้องการลงเรือไปกับพระคริสต์ แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 19)

ภารกิจของผู้ชายคนนี้ก็คือภารกิจของเรา ให้เราบอกเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ เพราะโดยพระองค์แล้วไม่มีสักชีวิตหนึ่งที่เปล่าประโยชน์

เป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่า

พ่อของฉันจ้องมองแม่โดยไม่ละสายตาเป็นครั้งแรกที่งานเลี้ยงในลอนดอน ต่อมาพ่อก็แอบไปงานเลี้ยงโดยไม่ได้รับเชิญ จากนั้นในครั้งที่สามพ่อก็จัดงานเลี้ยงเพื่อจะได้พบแม่อีกครั้ง ในที่สุดพ่อก็ชวนแม่ออกไปขับรถเที่ยวนอกเมือง พ่อมารับแม่โดยขับรถยนต์โรเวอร์โบราณซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของพ่อ

พ่อกับแม่กลายมาเป็นคู่รักกัน แต่ก็เกิดปัญหา แม่กำลังจะย้ายไปเป็นมิชชันนารีที่ประเทศเปรู พ่อจึงไปส่งแม่ที่สนามบิน จากนั้นอีกห้าเดือนต่อมาพ่อก็มาถึงประเทศเปรูด้วยตัวเองเพื่อขอแม่แต่งงาน และเรื่องราวตอนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ พ่อขายรถโรเวอร์อันเป็นที่รักเพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน

ถ้าคุณถามมารีย์น้องสาวของมารธาและลาซารัสว่า สมบัติล้ำค่าที่สุดของเธอคืออะไร เธอคงจะเอาขวดอันล้ำค่าของ “น้ำมันหอม...ซึ่งมีราคาแพงมาก” ให้คุณดู (ยน.12:3) และถ้าคุณได้อยู่ในงานเลี้ยงที่เธอกับมารธาจัดให้พระเยซู (ข้อ 2) และเฝ้าดูเธอชโลมสิ่งที่อยู่ในขวดนั้นจำนวนมากที่พระบาทของพระองค์ คุณจะรู้ว่าพระคริสต์มีความหมายอย่างไรต่อเธอ พระองค์ทรงเป็นที่รักและทรงมีค่ามากถึงเพียงนั้น

สำหรับแม่ของผมแล้วการที่พ่อขายรถไม่ได้เป็นแค่เรื่องตั๋วเครื่องบินเท่านั้น แต่เป็นเครื่องหมายว่าเขาเห็นคุณค่าของเธอมากเพียงใด และการกระทำของมารีย์ก็มีความหมายลึกซึ้งเช่นกัน เธอกำลังเตรียมพระเยซูสำหรับวันฝังพระศพของพระองค์ (ข้อ 7) เมื่อเราเสียสละสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุดเพื่อพระเจ้าเหมือนกับมารีย์ เราก็มีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระองค์โดยสะท้อนถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เพื่อเรา

พระเจ้าทรงเฝ้าดูเรา

นักบินสองคนหลับไประหว่างบินอยู่เหนือประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่กัปตันได้รับอนุญาตให้หลับได้ชั่วขณะเมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ระดับความสูงคงที่ แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นก็พบว่านักบินผู้ช่วยของเขางีบหลับไปด้วย ทั้งคู่หลับไปประมาณสามสิบนาทีโดยมีผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 150 คนบนเครื่องในขณะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 36,000 ฟุต เครื่องบินได้ออกนอกเส้นทางไปแล้ว แต่ขอบคุณพระเจ้าเครื่องบินลำนั้นยังคงไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย

นักบินที่เป็นมนุษย์อาจงีบหลับกลางอากาศ แต่เราวางใจได้ว่าพระเจ้าไม่เคยหลับไป

นี่คือคำปลอบโยนจิตใจที่พระธรรมสดุดีบทที่ 121 มอบให้เรา พระวจนะแปดข้อนี้ทำให้เราระลึกได้ว่า พระเจ้าทรงสัพพัญญูคือทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของเรา ทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งในเวลาเดียวกันคือทรงอยู่กับเราในทุกขณะ และทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นคือทรงมีอำนาจทุกอย่างและทรงปกป้องเราได้ ผู้เขียนสดุดีประกาศว่าความช่วยเหลือของเรามาจากพระเจ้า (ข้อ 2) พระองค์ทรงพิทักษ์รักษาและเป็นร่มเงาของเรา (ข้อ 5) และพระองค์ทรงสงวนวิญญาณจิตของเราไว้โดยทรงปกป้องให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง (ข้อ 7)

พระเจ้าไม่เคยอ่อนล้า “พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป” (ข้อ 3) “พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน” ผู้เขียนสดุดีสรุป “ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)

เมื่อเราสงสัยว่าพระเจ้าทรงลืมเราหรือไม่ ขอให้เราวางใจได้ว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่ที่พวงมาลัย พระองค์ทรงตื่นอยู่เสมอและเฝ้าดูเราอยู่ในทุกเวลา

โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง

คุณเคยรู้สึกเหมือนเป็นคนหลอกลวงไหม คุณไม่ได้เป็นคนเดียว! ช่วงปลายทศวรรษ 1970 นักวิจัยสองคนระบุว่า “โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง” คือสภาวะของการสงสัยในทักษะ พรสวรรค์หรือความสามารถของตนและตีความตนเองว่าเป็นคนหลอกลวง แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จและเก่งก็ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ โดยกังวลว่าถ้าใครแอบมองเบื้องหลังชีวิตของตน ก็จะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รู้อะไรมากนัก

ในศตวรรษแรกเปาโลแนะนำผู้คนที่คริสตจักรโรมให้ถ่อมตัว โดย “อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม” (รม.12:3) เราเข้าใจถึงความสำคัญที่จะต้องไม่ยกย่องความสามารถของตนเอง แต่เราก็ทำเกินไปเมื่อเราสงสัยในคุณค่าของตัวเอง จนทำให้ผู้อื่นไม่ได้รับพระพรจากของประทานที่พระเจ้าต้องการให้เราใช้เพื่อรับใช้พระองค์ การพิจารณาตนเองอย่าง “ถ่อมสุขุม” (ข้อ 3) คือการประเมินค่าอย่างมีสติโดยคำนึงถึงความเป็นจริงในความสามารถที่เราจะทำได้ เปาโลกระตุ้นให้เราเอาชนะความลังเล ยอมรับตัวเองตามที่เราเป็นให้ “สมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่ [เราแต่ละคน]” (ข้อ 3) ด้วยวิธีนี้ ผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระเจ้าก็จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น (ข้อ 4-8)

แทนที่จะลดทอนคุณค่าของการมอบถวายของเราด้วยโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ให้เรามาน้อมรับของประทานจากพระเจ้าที่อยู่ในตัวเรา เมื่อเรายอมรับพระคุณของพระองค์ไว้ด้วยใจขอบพระคุณ เราก็จะไม่มองตัวเองสูงหรือต่ำเกินไป เมื่อทำเช่นนี้เราก็ทำให้พระบิดาพอพระทัยและช่วยเสริมสร้างผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์

แค่อธิษฐาน

การทำงานเป็นฟรีแลนซ์ (อาชีพอิสระ)ของผมเป็นไปได้ไม่ดีนัก ลูกค้าเรียกร้องสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ผมเครียดและท้อใจ ปฏิกิริยาแรกของผมคือแค่เดินออกจากที่นั่น นั่นหมายถึงว่าผมไม่ได้รับค่าจ้างจากงานที่ทำไปแล้ว และยังลดโอกาสความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันในอนาคตด้วย แล้วความคิดนั้นก็เข้ามาว่า คุณอธิษฐานกับพระเจ้าหรือยัง

ผมนึกภาพที่กำลังเขกหัวตัวเอง เพราะสำนึกได้ว่าผมไม่สนใจที่จะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า! ผมจึงอธิษฐาน...และรู้สึกดีขึ้นในทันที แม้งานฟรีแลนซ์ยังคงมีข้อขัดแย้งไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผมรู้สึกถึงสันติสุขที่หลั่งไหลเข้ามาในใจ เวลานี้ผมรู้แล้วว่าผมพักสงบในพระเจ้าได้ โดยผมแค่ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้และฝากผลลัพธ์ไว้กับพระองค์

บางทีดาวิดอาจรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อท่านมอบความกลัวและความกังวลไว้กับพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 6 ท่านเริ่มต้นพรรณนาถึงความทุกข์ทรมานที่ถูกศัตรูตามล่า (ข้อ 3, 7) แต่เมื่อหันมาหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ท่านก็รู้สึกมั่นใจอีกครั้ง “พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า” (ข้อ 9)

ความจริงนี้มาพร้อมกับความหวังว่า ท่านจะได้รับการปลดปล่อยในวิธีและในเวลาของพระเจ้า (ข้อ 10) การอธิษฐานไม่ใช่เทคนิคที่ทำให้รู้สึกดี แต่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงกับพระองค์ผู้ทรงเห็นทุกสิ่งและทรงฤทธิ์ทั้งสิ้น ผู้จะทรงช่วยเราในเวลาและในวิธีของพระองค์ คุณรู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจไหม ขอแค่อธิษฐาน เพราะพระเจ้าทรงสดับฟังอยู่

มีชีวิตกับพระเยซู

คริสเตียน นีซิมิร่าเป็นแพทย์ชาวรวันดาที่สัมผัสการทรงเรียกจากพระเจ้า ให้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในพื้นที่ที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอในประเทศบ้านเกิดของตน เพื่อนร่วมงานมักไม่เห็นคุณค่าของการดูแลนี้ เพราะ “ผู้ป่วยเหล่านี้ถือว่าหมดหวังแล้ว” แต่นีซิมิร่าพบว่าสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว “การปรากฏตัวของเขาก่อให้เกิดความหวังขึ้นอีกครั้งในยามที่ดูเหมือนสูญสิ้นทุกอย่าง” นีซิมิร่าอยู่กับงานของเขาบนพื้นฐานความเชื่อว่า การสิ้นพระชนม์และการทรงพระชนม์อยู่ของพระเยซูจะเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใกล้ความตายได้ เพราะ “การตายของพระคริสต์ เป็นแหล่งแห่งชีวิตใหม่ของเรา”

ใน 2 ทิโมธี อัครทูตเปาโลเป็นพยานถึงความจริงที่ว่าพระเยซู “ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ” (1:10) ได้เปลี่ยนวิธีที่ท่านเข้าใจการทนทุกข์ของท่าน แม้เปาโลเป็นนักโทษที่อาจถูกประหาร (2:9) แต่การเป็นขึ้นของพระเยซูทำให้ท่านเข้าใจถึงการทรงเรียกของท่าน คือที่จะชี้นำคนอื่นไปสู่ความรอดโดยทางพระคริสต์ (ข้อ 10) เพราะ “ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย” (ข้อ 11-12)

การตายกับพระเยซูไม่ได้หมายถึงเมื่อผู้เชื่อตายแล้วจริงๆ ในจดหมายฝากโรม เปาโลอธิบายเรื่องนี้โดยใช้ภาพเปรียบเทียบกับการรับบัพติศมาว่า ผู้เชื่อจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระวิญญาณของพระคริสต์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ (รม. 6:4-8)

เพราะพระคริสต์สถิตในเรา แม้ว่าเราจะเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวของความตาย เราก็จะยังมีชีวิตเพื่อพระองค์และเป็นพยานถึงพระองค์ได้

การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน

เวลาเพียงแปดนาทีจะเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้หรือ ในโลกที่การเชื่อมสัมพันธ์อย่างมีความหมายนั้นหาได้ยาก แจนซี ดันน์นักเขียนเสนอบทความเรื่องพลังของการโทรแปดนาที เธอเชื่อว่าการโทรสั้นๆนี้จะช่วยให้เราเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนๆได้ การศึกษาพบว่าการโทรพูดคุยสัปดาห์ละสองสามครั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้า ความเหงาและความวิตกกังวล และดันน์อ้างถึงงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆที่ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ เล็กๆน้อยๆอาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราและของผู้อื่น

ความเข้าใจลึกซึ้งนี้สอดคล้องกับสุภาษิต 12:25 (TNCV) ซึ่งกล่าวว่า “ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต” จากข้อนี้ ความวิตกกังวลหมายถึงการตอบสนองทางอารมณ์ของบุคคลต่อสิ่งที่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา ความวิตกกังวลอาจเกิดจากความกลัวและความไม่แน่นอนของอนาคตได้เช่นกัน แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูนั้น คำพูดที่ปลอบโยนและหนุนใจอาจช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลของผู้อื่นให้เป็นความร่าเริงและนำไปสู่ชีวิตจริงๆ (ข้อ 28 TNCV) ถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นป้ายชี้ทางเพื่อช่วยคนอื่นๆในการ “เลือกคบเพื่อน” (ข้อ 26 TNCV) ด้วยเช่นกัน

ให้เราอธิษฐานและทูลถามพระเจ้าว่ามีใครที่อาจต้องการการโทรแปดนาทีพร้อมคำพูดหนุนใจบนรากฐานของพระคัมภีร์ แม้เป็นช่วงสั้นๆแต่การเชื่อมสัมพันธ์ที่เรียบง่ายนี้อาจเป็นประกายไฟเพียงจุดเดียวที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแบ่งเบาภาระของใครบางคน ทำให้วันของพวกเขาสดใสขึ้น และมอบความหวังและการเยียวยาแก่พวกเขา

คิดราคาดูเสียก่อน

คนในพื้นที่เรียกถนนเส้นนี้ว่า “ถนนที่ไปไม่ถึงไหน” แต่ชื่ออย่างเป็นทางการคือ เลควิวไดร์ฟ (ถนนเลียบวิวทะเลสาบ) เป็นเส้นทางยาวเกือบสิบกิโลเมตรที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบฟอนทาน่า ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขาเกรทสโมคกี้ใกล้กับเมืองไบรสันซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า สุดถนนนี้จะเป็นอุโมงค์ยาว 400 เมตรที่สร้างจากการระเบิดหินแกรนิตบนไหล่เขา แต่การก่อสร้างหยุดลงกระทันหัน รัฐบาลได้ใช้เงินไปหลายร้อยล้านดอลล่าร์จนกระทั่งพบข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และต่อมาจึงยุติโครงการ

พระเยซูผู้ทรงมีอาชีพเป็นช่างไม้ ครั้งหนึ่งทรงเล่าอุปมาเรื่องการก่อสร้างโดยคิดถึงต้นทุนในการติดตามพระองค์ “ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก” พระองค์ตรัส “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่” (ลก.14:28) ตามด้วยอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับกษัตริย์ที่คำนึงถึงต้นทุนในการทำศึกซึ่งสะท้อนประเด็นเดียวกัน จากการตรัสกับ “คนเป็นอันมาก[ที่]ได้ไปกับพระองค์”(ข้อ 25) พระคริสต์ทรงต้องการให้พวกเขารู้ว่าการเชื่อและติดตามพระองค์อย่างจริงใจนั้นมีต้นทุน

การติดตามพระเยซูเพียงเพราะสิ่งที่พระองค์จะทรงทำเพื่อเราคือ “ถนนที่ไปไม่ถึงไหน” แต่การติดตามเพราะ ตัวของพระองค์ เองนั้น จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ซึ่งก็คือการหันจากบาปและตั้งใจทุกวันที่ตัวเราเองจะดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ (โดยแบก “กางเขน” ของเราที่พระองค์ทรงวางไว้ในข้อ 27) ดังนั้นเราจึงมีต้นทุนที่จะต้องคิดคำนวน แต่พระองค์ทรงมีคุณค่าคู่ควรกับต้นทุนนั้น

ร้องเพลงจากพระวจนะ

ในการเฝ้าเดี่ยวแต่ละวัน จูลี่เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงจากพระวจนะ “เมื่อฉันร้องเพลง จิตใจและความคิดของฉันเริ่มที่จะทำ และเชื่อในสิ่งที่ฉันร้อง!” ด้วยการออกเสียงพระดำรัสของพระเจ้าในเพลง จูลี่ต้องการให้ความจริงของพระองค์เปิดเผยสิ่งที่เธอไม่ชอบในตัวเอง เช่น เสียงและความสูงของเธอ

เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มร้องจากเพลงซาโลมอน 1:5 ‘ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ’” (ในวัฒนธรรมของชาวอกาเรีย ผู้หญิงผิวสีแทนเพราะแดดถูกมองว่าไม่สวย) เมื่อร้องด้วยพระวจนะตอนนี้ พระเจ้าทรงเปลี่ยนความคิดของเธอ เธอเข้าใจในทันทีว่า “พระเจ้ารักฉันแม้ว่าฉันจะไม่สมบูรณ์แบบ”

จูลี่ร้องเพลงจากบทกวีอันไพเราะซึ่งอยู่ในพระธรรมหมวดปัญญาจากพันธสัญญาเดิม บางคนแปลความเพลงซาโลมอนว่าเป็นเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ แต่หลายคนมองว่าเป็นการเฉลิมฉลองความรักของคู่สมรส เมื่อเราได้เห็นความงดงามแห่งการอุทิศทุ่มเทซึ่งกันและกันของคู่รักนี้ เราก็กล่าวถ้อยคำเดียวกับผู้ที่เป็นเพื่อนในพระธรรมตอนนี้ได้ว่า “เราจะเต้นโลดและเปรมปรีดิ์ในตัวเธอ เราจะพรรณนาถึงความรักของเธอให้ยิ่งกว่าเหล้าองุ่น” (ข้อ 4)

แต่เมื่อเราแปลความถ้อยคำเก่าแก่เหล่านี้ เราก็เห็นเช่นเดียวกับจูลี่ได้ว่าพระเจ้าทรงปีติยินดีในคนที่พระองค์ทรงเลือก ดังที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมว่า “เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเราและได้รับเกียรติ และเรารักเจ้า” (อสย.43:4)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา