Category  |  ODB

ในวิถีทางของพระเจ้า

ในปี 1960 ชุมชนที่คึกคักของนอร์ธ ลอว์นเดล ทางฝั่งตะวันตกของชิคาโก เป็นชุมชนนำร่องของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ชาวแอฟริกันอเมริกันซึ่งเป็นชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งได้ซื้อบ้านในชุมชนนี้ภายใต้ “สัญญา” ซึ่งผนวกความรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของบ้านเข้ากับข้อเสียในการเช่าบ้าน ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและหากผิดนัดชำระเพียงครั้งเดียว เขาจะสูญเงินดาวน์และค่างวดที่ชำระรายเดือนทั้งหมด รวมทั้งบ้านที่เขาซื้อด้วย ผู้ขายที่ไร้จรรยาบรรณขายบ้านในราคาสูงเกินจริง หลายครอบครัวจึงถูกไล่ออกเมื่อผิดนัดชำระ และครอบครัวใหม่จะเข้ามาซื้อต่อด้วยเงื่อนไขสัญญาแบบเดียวกัน และวัฏจักรซึ่งขับเคลื่อนด้วยความโลภก็ดำเนินต่อไป

ซามูเอลแต่งตั้งบุตรชายให้เป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลและบุตรของท่านมีใจโลภ พวกเขา “มิได้ดำเนินในทางของท่าน” (1 ซมอ.8:3) ตรงข้ามกับซามูเอลที่ซื่อสัตย์ บุตรชายของท่าน “ได้เลี่ยงไปหากำไร” และใช้ตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตนเอง พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับพวกผู้อาวุโสของอิสราเอลและทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรกษัตริย์ในพันธสัญญาเดิม (ข้อ 4-5)

การปฏิเสธที่จะเดินในทางของพระเจ้าเปิดช่องให้ค่านิยมเหล่านั้นถูกบิดเบือนและทำให้ความอยุติธรรมจำเริญขึ้น การเดินในทางของพระเจ้าหมายถึง ความซื่อสัตย์และความยุติธรรมที่สำแดงอย่างชัดเจนทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ การกระทำที่ดีเหล่านั้นไม่ได้จบในตัวของมันเอง แต่จะช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นและยกย่องพระบิดาในสวรรค์ของเราเสมอ

เป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์

มัลคอล์มดูเป็นวัยรุ่นที่มีความมั่นใจ แต่ความมั่นใจนี้เป็นเพียงหน้ากาก ที่จริงแล้ว บ้านที่วุ่นวายทำให้เขาเต็มไปด้วยความกลัว ต้องการการยอมรับ และโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาครอบครัว “เท่าที่จำได้” เขากล่าว “ทุกเช้าผมจะเข้าไปในห้องน้ำ มองดูตัวเองในกระจก และบอกกับตัวเองดังๆว่า ‘แกมันโง่ แกมันน่าเกลียด เป็นความผิดของแก’”

ความรู้สึกชิงชังตนเองนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งมัลคอล์มมีอายุ 21 ปี และได้รับการเปิดเผยสำแดงเกี่ยวกับตัวตนของเขาในพระเยซู “ผมตระหนักว่าพระเจ้าทรงรักผมอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” เขากล่าว “ผมไม่มีทางจะทำให้พระองค์ขายหน้าได้และพระองค์ไม่มีวันปฏิเสธผม” และเมื่อมัลคอล์มมองดูตัวเองในกระจกในเวลานั้น คำพูดของเขาก็เปลี่ยนไป “คุณเป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์” เขากล่าว “และไม่ใช่ความผิดของคุณ”

ประสบการณ์ของมัลคอล์มแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงกระทำเพื่อผู้ที่เชื่อในพระเยซู คือปลดปล่อยเราให้พ้นจากความกลัว โดยทรงสำแดงให้เรารู้ว่าเราเป็นที่รักมากเพียงใด (รม.8:15, 38-39) และทรงยืนยันถึงฐานะของการเป็นบุตรพระเจ้า รวมทั้งประโยชน์ที่เราจะได้รับจากฐานะนั้น (8:16-17; 12:6-8) ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มมองเห็นตัวเองอย่างถูกต้อง โดยการเปลี่ยนแปลงความคิดของเราใหม่ (12:2-3)

หลายปีต่อมามัลคอล์มยังคงกระซิบถ้อยคำเหล่านั้นทุกวันเพื่อตอกย้ำถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับตัวเขา ในสายพระเนตรของพระบิดา เขาเป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์ พวกเราก็เช่นกัน

พระเมตตาที่ยังคงทำการอยู่

ฉันระเบิดความโกรธออกมาเมื่อถูกผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวโทษ นินทาและปฏิบัติกับฉันอย่างไม่สมควร ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอทำอะไรไว้และอยากให้เธอทุกข์ใจเหมือนที่ฉันต้องทนเพราะพฤติกรรมของเธอ ฉันขุ่นเคืองอย่างมากจนปวดขมับ แต่เมื่อเริ่มอธิษฐานขับไล่ความเจ็บปวดนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทำให้ฉันสำนึกผิด ฉันจะขอให้พระเจ้ารักษาขณะที่วางแผนแก้แค้นผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าเชื่อว่าพระเจ้าจะดูแลฉัน ทำไมฉันจึงไม่เชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาจัดการกับสถานการณ์นี้ เมื่อฉันตระหนักว่าคนที่เคยถูกทำร้ายมักจะทำร้ายผู้อื่น ฉันจึงทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยฉันยกโทษและพยายามคืนดีกับผู้หญิงคนนั้น

ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีเข้าใจถึงความยากลำบากในการไว้วางใจพระเจ้าในยามที่ต้องอดทนกับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม แม้ดาวิดจะพยายามรับใช้กษัตริย์ซาอูลอย่างดีที่สุด แต่ซาอูลยังคงพ่ายแพ้ต่อความอิจฉาและต้องการที่จะประหารชีวิตท่าน (1 ซมอ.24:1-2) ดาวิดทนทุกข์ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดการสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมท่านให้พร้อมสำหรับบัลลังก์ แต่ท่านยังคงเลือกที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าแทนที่จะแสวงหาการแก้แค้น (ข้อ 3-7) ท่านทำในส่วนของท่านเพื่อคืนดีกับซาอูลและมอบผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (ข้อ 8-22)

เมื่อเห็นคนทำผิดดูเหมือนจะลอยนวล เรารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แต่โดยพระเมตตาของพระเจ้าที่ยังคงทำงานอยู่ในใจของเราและของผู้อื่น เราจึงให้อภัยได้เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงให้อภัยเราและรับเอาพระพรที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา

สงครามจบแล้วจริงๆ

เป็นเวลายี่สิบเก้าปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฮิรุ โอโนดะ ได้เข้าไปซ่อนตัวในป่าและปฏิเสธไม่ยอมเชื่อว่าประเทศของเขาได้ยอมแพ้แล้ว ผู้นำทหารของญี่ปุ่นส่งโอโนดะไปยังเกาะที่ห่างไกลในฟิลิปปินส์ (เกาะลูบัง) เพื่อสอดแนมกองกำลังพันธมิตร โอโนดะยังคงใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลานานหลังการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและสงครามได้ยุติ ในปี 1974 ผู้บังคับบัญชาของโอโนดะได้เดินทางไปค้นหาเขาที่เกาะและพูดให้เขาเชื่อว่าสงครามสิ้นสุดลงแล้ว

เป็นเวลาสามสิบปีที่โอโนดะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและอดอยาก เพราะเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนและไม่เชื่อว่าความขัดแย้งได้สิ้นสุดลงแล้ว เราเองก็ทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้ได้ เปาโลประกาศความจริงอันน่าทึ่งว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์” (รม.6:3) บนกางเขนพระเยซูได้ทำลายคำโกหกของซาตาน ความน่ากลัวของความตาย และการเกาะกุมของบาปแล้ว ด้วยวิธีอันล้ำลึกและทรงพลานุภาพของพระองค์ แม้ว่าเราจะ “ตายต่อบาป” และ “มีชีวิตสนิทกับพระเจ้า” (ข้อ 11) แต่เรามักใช้ชีวิตราวกับความชั่วร้ายยังคงมีอำนาจเหนือเรา เรายอมแพ้การทดลองและการล่อลวงของบาป เราฟังคำโกหกและปฏิเสธที่จะวางใจในพระเยซู แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้และติดอยู่กับคำโกหก โดยพระคุณพระเจ้า เรารับเอาความจริงในชัยชนะของพระคริสต์ได้

ในขณะที่เรายังคงต่อสู้กับบาป เสรีภาพจะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าพระเยซูทรงมีชัยชนะในสงครามนั้นแล้ว ขอให้เรามีชีวิตที่สำแดงความจริงนั้นโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์

การแก้ไขด้วยใจเมตตา

คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าอากาศในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิอันแสนสดชื่นและการเดินทางของผมกับภรรยาอีกแล้ว แต่ความงดงามของช่วงเวลาเหล่านั้นอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างรวดเร็วหากไม่มีป้ายสีแดงขาวที่เตือนให้รู้ว่า ผมกำลังไปผิดทาง เนื่องจากผมหักเลี้ยวไม่มากพอ จนป้าย “ห้ามเข้า” มาอยู่ตรงหน้า ผมรีบปรับทิศทางแต่ยังคงตกใจเมื่อคิดถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง ภรรยาผม และคนอื่นๆ หากผมไม่สนใจป้ายเตือนนั้น

คำทิ้งท้ายในจดหมายของยากอบย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขสิ่งผิด มีใครในที่นี้บ้างที่ไม่ต้องมีผู้หวังดีมาช่วยให้ “กลับใจเสียใหม่” จากเส้นทาง การกระทำ การตัดสินใจ หรือความปรารถนาที่อาจทำร้ายเรา ไม่มีใครรู้ว่าตัวเราหรือผู้อื่นอาจได้รับอันตราย หากไม่มีผู้กล้าที่เข้ามาแทรกแซงในเวลาที่เหมาะสม

ยากอบเน้นถึงคุณค่าของการตักเตือนแก้ไขด้วยใจเมตตาไว้ว่า “ผู้ที่ช่วยคนบาปคนหนึ่งให้พ้นจากทางผิดของเขานั้น ก็ได้ช่วยจิตวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากความตาย และได้กำจัดบาปเสียมากมาย” (5:20) การตักเตือนแก้ไขเป็นการแสดงออกถึงพระเมตตาของพระเจ้า ขอให้ความรักและความห่วงใยที่เรามีต่อสวัสดิภาพของผู้อื่น ผลักดันให้เราพูดและกระทำในวิถีทางของพระองค์เพื่อ “ชักจูงเขาให้เขากลับใจเสียใหม่” (ข้อ 19)

เล่นคู่กับพระเจ้า

ในระหว่างการแสดงดนตรีของเด็ก ฉันนั่งดูครูและลูกศิษย์ซึ่งนั่งคู่กันอยู่หน้าเปียโน ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงร่วมกัน ครูโน้มตัวไปกระซิบคำแนะนำกับลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่การบรรเลงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันสังเกตว่าลูกศิษย์เล่นทำนองแบบง่ายๆ ขณะที่ดนตรีประกอบจากครูช่วยเพิ่มความลึกซึ้งและเข้มข้นให้บทเพลง เมื่อถึงท่อนสุดท้าย ครูก็พยักหน้าพึงพอใจ

ชีวิตของเราในพระเยซูนั้นเป็นเหมือนการแสดงคู่มากกว่าการแสดงเดี่ยว แม้บางครั้งฉันจะลืมไปว่าพระองค์ “ทรงนั่งถัดจากฉัน” และฉันสามารถ “เล่น” ได้โดยอาศัยฤทธิ์เดชและการทรงนำของพระองค์เท่านั้น ฉันพยายามเล่นโน้ตให้ถูกต้องด้วยตัวเอง คือพยายามเชื่อฟังพระเจ้าโดยพึ่งกำลังของตนเอง แต่มักจะจบลงด้วยสิ่งที่ดูจอมปลอมและไร้ความหมาย ฉันพยายามจัดการกับปัญหาด้วยความสามารถที่มีจำกัด แต่ผลลัพธ์คือ ฉันมักจะขัดแย้งกับผู้อื่น

การมีพระองค์ผู้เป็นครูอยู่ด้วยทำให้เกิดความแตกต่าง เมื่อฉันพึ่งพาพระเยซูให้ทรงช่วย ฉันพบว่าฉันมีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากขึ้น ฉันรับใช้ด้วยความชื่นชมยินดี รักได้อย่างเสรี และประหลาดใจเมื่อพระเจ้าทรงอวยพรความสัมพันธ์ของฉัน เช่นเดียวกับที่พระเยซูบอกสาวกพวกแรกของพระองค์ว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน.15:5)

ในแต่ละวัน เราบรรเลงเพลงคู่กับครูผู้ประเสริฐของเรา โดยพระคุณและฤทธิ์เดชของพระองค์ เราจึงสามารถบรรเลงดนตรีแห่งชีวิตฝ่ายวิญญาณได้

ส่องสว่าง

ฉันรู้สึกกังวลในการสอนชั้นเรียนเรื่องการอธิษฐานห้าสัปดาห์ที่โบสถ์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ผู้เรียนจะชอบหรือเปล่า พวกเขาจะชอบฉันไหม ความวิตกกังวลทำให้ฉันใช้เวลามากมายไปกับการเตรียมบทเรียน ภาพสไลด์ และเอกสาร จนเหลือเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ แต่ฉันยังไม่ค่อยได้ชวนใครมาเข้าร่วมชั้นเรียนเลย

เมื่ออธิษฐาน ฉันได้รับการเตือนว่าชั้นเรียนนี้เป็นงานรับใช้ที่จะทำให้คนมองไปที่พระเจ้า เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะใช้ชั้นเรียนนี้นำคนให้เห็นถึงพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ฉันจึงไม่ต้องกังวลถึงการพูดต่อหน้าคนอื่น เมื่อพระเยซูทรงสอนคำเทศนาบนภูเขาแก่สาวก พระองค์ตรัสว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก นคร​ซึ่ง​อยู่​บน​ภูเขา​จะ​ปิดบัง​ไว้​ไม่ได้​ เมื่อ​จุด​ตะเกียง​แล้ว ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​ถัง​ครอบ​ไว้ ย่อม​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​แก่​ทุก​คน​ที่​อยู่​ใน​เรือน​นั้น​” (มธ.5:14-15)

เมื่ออ่านพระคำตอนนี้แล้ว ฉันจึงประชาสัมพันธ์ชั้นเรียนลงในสื่อออนไลน์ มีคนเริ่มเข้ามาลงทะเบียน แสดงความขอบคุณและตื่นเต้นเกือบจะในทันที เมื่อเห็นการตอบสนองนั้น ฉันใคร่ครวญคำสอนของพระเยซูที่ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16)

ด้วยมุมมองนั้น ฉันจึงสอนชั้นเรียนอย่างมีความสุข ฉันอธิษฐานขอให้การกระทำเล็กน้อยของฉันจะกลายเป็นดวงไฟและเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นส่องสว่างเพื่อพระเจ้าเช่นกัน

สัมผัสผู้ขัดสน

ไม่น่าประหลาดใจที่แม่ชีเทเรซ่าได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นไปตามที่คาดไว้ เธอรับรางวัลนี้ “ในนามของผู้หิวโหย ผู้ที่เปลือยกาย เร่ร่อน ตาบอด เป็นโรคเรื้อน คนที่รู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการ ไม่มีใครรัก ไม่ได้รับการดูแลในสังคม” คนเหล่านั้นคือคนที่เธอรับใช้มาเกือบตลอดชีวิต

พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างในการดูแลและรักผู้ด้อยโอกาสไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด พระองค์ต่างจากพวกนายธรรมศาลาที่ให้ความสำคัญกับกฎวันสะบาโตมากกว่าคนเจ็บป่วย (ลก.13:14) เมื่อพระเยซูเห็นหญิงป่วยที่พระวิหาร ก็ทรงมีพระทัยเมตตา ทรงมองข้ามความบกพร่องทางกายและเห็นว่าหญิงผู้นั้นเป็นสิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้าซึ่งถูกพันธนาการไว้ พระองค์ทรงเรียกเธอเข้ามาหาและตรัสว่าเธอหายจากโรคแล้ว จากนั้นพระองค์ทรง “วางพระหัตถ์บนเขา และในทันใดนั้นเขาก็ยืดตัวตรงได้และสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 13) การที่พระเยซูสัมผัสหญิงนั้นทำให้นายธรรมศาลาไม่พอใจเพราะวันนั้นเป็นวันสะบาโต พระเยซูผู้เป็นเจ้าแห่งวันสะบาโต (ลก.6:5) ทรงมีพระทัยเมตตาและเลือกที่จะรักษาหญิงผู้เผชิญความทุกข์ยากและถูกดูแคลนมาเกือบยี่สิบปี

ผมสงสัยว่าบ่อยแค่ไหนที่เราเห็นว่าคนบางคนไม่สมควรได้รับความเมตตาจากเรา หรือบางทีเราอาจเคยถูกปฏิเสธเพราะเราไม่ผ่านตามมาตรฐานที่มีคนตั้งไว้ ขออย่าให้เราเป็นเหมือนชนชั้นสูงทางศาสนาที่สนใจในกฎระเบียบมากกว่าเพื่อนมนุษย์ แต่ให้เราทำตามแบบอย่างของพระเยซูและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา ความรัก และการให้เกียรติ

พระคุณนอกกรอบ

ทอมทำงานในสำนักงานกฎหมายซึ่งให้คำปรึกษากับบริษัทของบ็อบ ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกัน จนวันหนึ่งทอมยักยอกเงินของบริษัทหลายพันเหรียญ เมื่อบ็อบรู้ เขาเสียใจและโกรธ แต่เขาได้รับคำแนะนำที่ดีจากรองประธานบริษัทของเขาซึ่งเป็นคริสเตียน รองประธานบริษัทเห็นว่าทอมละอายใจมากและสำนึกผิด เขาจึงแนะนำให้บ็อบถอนฟ้องและจ้างทอมทำงาน “ให้เงินเดือนมากพอที่เขาจะชดใช้คืนได้ แล้วคุณจะหาพนักงานที่สำนึกในบุญคุณและภักดีกว่านี้ไม่ได้อีก” บ็อบทำตาม และทอมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เมฟีโบเชท หลานของกษัตริย์ซาอูลไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ต้องตกที่นั่งลำบากเมื่อดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ กษัตริย์ส่วนมากจะฆ่าเชื้อสายของราชวงศ์เก่า แต่ดาวิดรักโจนาธานผู้เป็นโอรสของซาอูล และปฏิบัติต่อโอรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของโจนาธานเหมือนเป็นโอรสของพระองค์เอง (ดู 2 ซมอ.9:1-13) พระกรุณาคุณนี้ทำให้พระองค์ได้เพื่อนตาย เมฟีโบเชทประหลาดใจที่เขา “สมควรถึงตายต่อพระพักตร์พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท แต่ฝ่าพระบาทก็ทรงแต่งตั้งข้าพระบาทไว้” (19:28) เขาภักดีต่อดาวิด แม้เมื่ออับซาโลมโอรสของดาวิดขับไล่ดาวิดออกจากเยรูซาเล็ม (2 ซมอ.16:1-4; 19:24-30)

คุณอยากมีเพื่อนตายสักคนไหม คุณอาจต้องทำอะไรที่ไม่ปกติธรรมดา เพื่อจะได้มาซึ่งเพื่อนคนพิเศษ เมื่อสามัญสำนึกบอกให้คุณลงโทษ จงเลือกพระคุณ ให้เขาได้รับผิดชอบ แต่จงมอบโอกาสที่เขาไม่สมควรได้รับเพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง คุณอาจหาเพื่อนที่สำนึกในบุญคุณและอุทิศทุ่มเทกว่านี้ไม่ได้อีก จงคิดนอกกรอบ ด้วยพระคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา