ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Estera Pirosca Escobar

แทนการแก้แค้น

หลังจากที่จิม เอลเลียตและมิชชันนารีอีกสี่คนถูกฆ่าตายโดยชนเผ่าฮัว-โอรานีเมื่อปี 1956 ไม่มีใครคาดคิดว่าเอลิซาเบ็ธภรรยาของจิมกับลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวของมิชชันนารีอีกคนหนึ่ง จะตัดสินใจอาศัยอยู่ท่ามกลางคนที่ฆ่าคนที่พวกเขารัก พวกเธอใช้เวลาหลายปีอยู่ในชุมชนฮัวโอรานี เรียนรู้ภาษา และแปลพระคัมภีร์ให้พวกเขา คำพยานเรื่องการให้อภัยและความเมตตาของพวกเธอทำให้ชาวฮัวโอรานีเชื่อในความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อพวกเขา จนหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

สิ่งที่เอลิซาเบ็ธและเพื่อนทำเป็นตัวอย่างอันเหลือเชื่อของการไม่ทำชั่วตอบแทนการชั่ว แต่ตอบแทนด้วยการทำดี (รม.12:17) อัครทูตเปาโลหนุนใจให้คริสตจักรในกรุงโรมสำแดงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้านำมาสู่ชีวิตของพวกเขาด้วยการกระทำ เปาโลคิดอะไรอยู่หรือ คือพวกเขาจะต้องเอาชนะความปรารถนาตามธรรมชาติที่อยากจะแก้แค้น แล้วสำแดงความรักต่อศัตรูโดยการให้สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เช่นอาหารหรือน้ำ

ทำไมต้องทำเช่นนี้ เปาโลอ้างสุภาษิตจากพันธสัญญาเดิมที่กล่าวว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม” (ข้อ 20; สภษ.25:21-22) เปาโลกำลังทำให้เห็นว่า ความเมตตาที่ผู้เชื่อสำแดงแก่ศัตรูจะสามารถเอาชนะใจและสุมไฟของการสำนึกผิดในหัวใจของพวกเขา

ยังมีหวังหรือ

ชีวิตของเอ็ดเวิร์ด เพย์สัน (1783-1827) ลำบากมาก การเสียชีวิตของน้องชายมีผลต่อเขาอย่างยิ่ง เขามีอาการอารมณ์แปรปรวนสองขั้วและปวดหัวข้างเดียวรุนแรงอยู่หลายวัน ซ้ำร้ายเขายังตกจากม้าทำให้แขนพิการ และเกือบเสียชีวิตเพราะวัณโรค น่าประหลาดใจที่เขาไม่ได้ตอบสนองโดยท้อใจหรือสิ้นหวัง เพื่อนของเขาบอกว่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี เป็นไปได้อย่างไร

ในจดหมายที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อกรุงโรม ท่านแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในความจริงเรื่องความรักของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ท่านพูดอย่างกล้าหาญว่า “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) ถ้าพระเจ้าประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์เพื่อมาช่วยเรา พระองค์จะจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นในชีวิตนี้เช่นกัน เปาโลกล่าวถึงสถานการณ์ที่เกินจะทน 7 อย่างที่ท่านเผชิญ คือ ความทุกข์ ความยากลำบาก การเคี่ยวเข็ญ การกันดารอาหาร การเปลือยกาย การถูกโพยภัยและการถูกคมดาบ (ข้อ 35) ท่านไม่ได้กล่าวว่าความรักของพระคริสต์จะหยุดยั้งให้สิ่งไม่ดีไม่เกิดขึ้น แต่ “ในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย” (ข้อ 37)

เราวางใจพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ท่ามกลางความไม่แน่นอนในโลกโดยรู้ว่าไม่มีอะไรจะ “กระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” (ข้อ 39)

ทรงสยบพายุ

จิมเล่าถึงปัญหาที่เขาพบในทีมเพื่อนร่วมงานอย่างออกรสชาติ ทั้งการแบ่งพวก ท่าทีตัดสินกัน และการเข้าใจผิดกัน หลังจากอดทนฟังความกังวลของเขามาหนึ่งชั่วโมง ฉันจึงแนะนำว่า “ให้เราถามพระเยซูกันว่าพระองค์จะให้เราทำยังไงในสถานการณ์นี้” เรานั่งเงียบประมาณห้านาที แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เราทั้งคู่ต่างสัมผัสถึงสันติสุขของพระเจ้าที่ปกคลุมเราเหมือนผ้าห่ม เราผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อสัมผัสว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วยและทรงนำและเรารู้สึกมั่นใจที่จะกลับไปเผชิญปัญหา

เปโตร สาวกคนหนึ่งของพระเยซู ต้องการการปลอบโยนจากพระเจ้า คืนหนึ่งเขาและสาวกคนอื่นกำลังแล่นเรือข้ามทะเลสาบกาลิลีที่มีพายุกระหน่ำ ทันใดนั้น พระเยซูทรงดำเนินมาบนน้ำ พวกเหล่าสาวกย่อมตกใจเป็นธรรมดา แต่พระองค์ปลอบพวกเขาว่า “ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย” (มธ.14:27) เปโตรถามพระเยซูในทันทีว่าขอเดินไปหาพระองค์ได้ไหม เขาก้าวออกจากเรือและเดินไปหาพระเยซู แต่แล้วก็ถูกเบี่ยงเบนจุดสนใจ เริ่มรู้สึกถึงอันตรายและสถานการณ์เหนือธรรมชาติที่เผชิญอยู่ เขาจึงเริ่มจมลง เขาร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย” และพระเยซูทรงช่วยเขาด้วยความรัก (ข้อ 30-31)

เช่นเดียวกับเปโตร เราสามารถเรียนรู้ว่าพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าสถิตกับเราแม้ในพายุแห่งชีวิต

เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

ในปี 1722 กลุ่มคริสเตียนโมราเวียนที่อาศัยอยู่ในที่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ก ได้ลี้ภัยการถูกข่มเหงไปอยู่ในที่ดินของขุนนางชาวเยอรมันคนหนึ่ง ภายในเวลาสี่ปี มีคนมาอาศัยอยู่รวมกันมากกว่า 300 คน แต่แทนที่พวกเขาจะรวมตัวเป็นชุมชนในอุดมคติเพราะต่างก็ลี้ภัยเพราะถูกข่มเหง แต่พวกเขากลับขัดแย้งและแตกแยกเพราะแนวคิดด้านศาสนาที่ต่างกัน พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งที่อาจดูเล็กน้อย แต่นำมาซึ่งการฟื้นฟูครั้งใหญ่ คือพวกเขาเริ่มมุ่งจุดสนใจสิ่งที่คิดเห็นตรงกันมากกว่าสิ่งที่คิดเห็นต่างกัน ผลที่เกิดขึ้นคือความเป็นหนึ่งเดียวกัน

อัครทูตเปาโลหนุนใจให้ผู้เชื่อในคริสตจักรเมืองเอเฟซัสเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความบาปมักทำให้เกิดปัญหา ความเห็นแก่ตัว และความสัมพันธ์ขัดแย้ง แต่ในฐานะผู้ที่ได้รับการทำให้ “มีชีวิตอยู่กับพระคริสต์” พวกเขาถูกเรียกให้สำแดงชีวิตใหม่อย่างผู้เชื่อ (อฟ.5:2) สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาต้อง “เพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ” (4:3)

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวไม่ใช่แค่มิตรภาพที่ดีที่เกิดจากความพยายามของมนุษย์ แต่เราต้อง “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนานและอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) ในมุมมองของมนุษย์ การทำเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ เราไม่อาจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวได้ด้วยกำลังของเราเอง แต่โดยฤทธิ์เดชอันสมบูรณ์ของพระเจ้า “ที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา” (3:20)

บ้านใหม่ของเรา

ในฐานะผู้อพยพคนแรกที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาผ่านทางเกาะเอลลิสในปี 1892 แอนนี่ มอร์คงจะตื่นเต้นมากเมื่อคิดถึงบ้านใหม่และการเริ่มต้นใหม่ หลังจากนั้นมีคนอีกนับล้านที่ใช้เส้นทางนั้น แอนนี่เป็นเพียงวัยรุ่นที่ทิ้งชีวิตยากลำบากในไอร์แลนด์เพื่อมาเริ่มต้นใหม่ ในมือมีเพียงกระเป๋าใบเล็ก แต่เธอเปี่ยมไปด้วยความฝัน ความหวัง และความมุ่งหมายมากมายในดินแดนของโอกาส

บรรดาลูกของพระเจ้าจะได้เห็น “ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (วว.21:1) เราจะตี่นเต้นและยำเกรงมากกว่านั้นสักแค่ไหน เราจะเข้าสู่ที่ที่พระธรรมวิวรณ์เรียกว่า “วิสุทธนครคือนครเยรูซาเล็มใหม่” (ข้อ 2) อัครทูตยอห์นอธิบายถึงสถานที่อันน่าอัศจรรย์นี้ไว้ด้วยมโนภาพอันทรงพลังที่นั่นจะมี “แม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิตใสเหมือนแก้วไหลมาจากพระที่นั่งของพระเจ้าและพระที่นั่งของพระเมษโปดก” (22:1) น้ำมีความหมายถึงชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ และน้ำนั้นมาจากแหล่งกำเนิดคือพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ ยอห์นกล่าวว่า “จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป” (ข้อ 3) สัมพันธภาพอันงดงามและบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้ระหว่างพระองค์และมนุษย์จะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์แบบ

เป็นเรื่องพิเศษสุดที่ได้รู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักและไถ่เราด้วยชีวิตของพระบุตรของพระองค์ ทรงกำลังจัดเตรียมบ้านใหม่อันน่าตื่นตาที่พระองค์จะทรงอยู่กับเราและเป็นพระเจ้าของเรา (21:3)

คุณจะกลับมาไหม

ชีวิตแต่งงานของรอนและแนนซี่ถูกบั่นทอนอย่างรวดเร็ว เธอแอบมีคนอื่น แต่หลังจากนั้นเธอสารภาพบาปกับพระเจ้า เธอรู้ว่าพระองค์อยากให้เธอทำอะไร แต่ทำได้ยาก เธอเล่าความจริงให้รอนฟัง แทนที่จะขอหย่า รอนให้โอกาสแนนซี่เปลี่ยนแปลงและทำให้ความไว้วางใจที่เขามีต่อเธอกลับคืนมา พระเจ้าทรงรื้อฟื้นความสัมพันธ์อย่างอัศจรรย์

รอน สะท้อนความรักและการให้อภัยที่พระเจ้ามีต่อคนบาปอย่างเรา ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาเข้าใจดี พระเจ้าสั่งให้เขาแต่งงานกับหญิงที่ไม่สัตย์ซื่อเพื่อให้อิสราเอลเห็นว่าพวกเขาไม่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ (ฮชย.1) และที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือเธอทิ้งเขาไป พระเจ้าบอกให้เขาไปขอร้องให้เธอกลับมา “จงไปแสดงความรักแก่ภรรยาของเจ้าอีกครั้ง แม้ว่ามีคนอื่นรักนางอยู่ และนางคบชู้ (3:1-TNCV) พวกเขาไม่เชื่อฟังหลายครั้ง แต่พระเจ้ายังคงต้องการผูกพันใกล้ชิดกับคนของพระองค์ ทรงรักประชากรของพระองค์เหมือนที่โฮเชยารัก ตามหาและเสียสละเพื่อภรรยาที่ไม่สัตย์ซื่อ พระพิโรธและความหวงแหนอันชอบธรรมของพระองค์มาจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

วันนี้พระเจ้าต้องการให้เราเข้าใกล้พระองค์ เมื่อเราเข้าหาพระองค์ด้วยความเชื่อ เราย่อมเชื่อวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงเติมเต็มเรา

สัตย์ซื่อในการจองจำ

ฮาราลาน โปโปบไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเปลี่ยนไป เมื่อเสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น เช้าวันหนึ่งในปี 1948 ตำรวจบัลเกเรียจับเขาเข้าเรือนจำ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเพราะความเชื่อของเขา ตลอดสิบสามปีที่เขาอยู่ในเรือนจำ อธิษฐานทูลขอกำลังและความกล้าหาญแม้จะถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย แต่เขารู้ว่าพระเจ้าสถิตด้วย และเขาได้แบ่งปันข่าวประเสริฐของพระเยซูให้เพื่อนผู้ต้องขังฟัง มีหลายคนรับเชื่อ

ในปฐมกาล 37 โยเซฟไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา หลังจากถูกพวกพี่ชายที่กำลังโกรธขายให้กับพ่อค้าที่พาเขาไปอียิปต์ และขายให้กับโปทิฟาร์ซึ่งเป็นข้าราชสำนักชาวอียิปต์ เขาพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางชนชาติที่นับถือพระนับพัน เรื่องยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อภรรยาของโปทิฟาร์พยายามจะล่อลวงเขา เมื่อโยเซฟปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เธอก็ใส่ความเขาและเขาถูกส่งไปเรือนจำ (39:16-20) แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงทอดทิ้งเขา พระองค์ไม่เพียงอยู่กับโยเซฟ แต่ยัง “โปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมาก” และยัง “ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา ทรงโปรดให้พัศดีเมตตาปรานีเขา” (39:3,21)

โยเซฟคงรู้สึกกลัวมาก แต่เขาก็ยังสัตย์ซื่อและรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ พระเจ้าสถิตกับโยเซฟบนเส้นทางชีวิตที่ยากลำบากและมีแผนการเฉพาะสำหรับเขา พระองค์ทรงมีแผนการสำหรับคุณด้วย จงมีใจกล้าและเดินไปด้วยความเชื่อ วางใจว่าพระองค์ทรงเห็นและทรงทราบ

แค่เด็กชายยิปซี

"ก็แค่เด็กชายยิปซี” มีคนกระซิบอย่างรังเกียจเมื่อร็อดนีย์ สมิทแสดงตัวต้อนรับพระคริสต์ขณะประชุมนมัสการในปี 1877 ไม่มีใครสนใจวัยรุ่นลูกพ่อแม่ยิปซีไร้การศึกษาคนนี้ แต่เขาไม่ฟังเสียงเหล่านั้น เขาแน่ใจว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ในชีวิตเขา เขาจึงซื้อพระคัมภีร์และพจนานุกรมภาษาอังกฤษ แล้วฝึกอ่านเขียนเอง เขาพูดว่า “หนทางไปสู่พระเยซู ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด เยล หรือการเป็นนักเขียนบทกวีแต่คือ...เนินเขาโบราณที่เรียกว่า กลโกธา” ร็อดนีย์ฟันฝ่าอุปสรรคจนเป็นนักประกาศที่พระเจ้าทรงใช้นำคนมากมายในอังกฤษและอเมริกามาถึงพระเยซู

เปโตรก็เป็นเพียงผู้ชายธรรมดา ไม่เคยได้รับการอบรมในโรงเรียนสอนศาสนาของยิว (กจ.4:13) เป็นชาวประมงจากกาลิลี เมื่อพระเยซูทรงเรียกท่านด้วยคำตรัสง่ายๆ “จงตามเรามาเถิด” (มธ.4:19) แต่เปโตรซึ่งมีภูมิหลังเช่นนี้และมักทำผิดพลาด ก็ยังได้ยืนยันว่าผู้ที่ติดตามพระเยซูคือ “ชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” (1 ปต.2:9)

โดยพระเยซู ทุกคนไม่ว่าการศึกษา ภูมิหลัง เพศ หรือเชื้อชาติใด ก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระเจ้าและให้พระองค์ใช้ได้ การเป็น “ชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่เชื่อในพระเยซู

ผู้ที่นำเรา

เมื่อพูดถึงพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณ คุณคิดถึงใคร ฉันคิดถึงศิษยาภิบาลริช ท่านเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในตัวฉันในขณะที่ฉันไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ท่านเป็นแบบอย่างการเป็นผู้นำโดยการรับใช้อย่างถ่อมใจ และด้วยความรัก ผลลัพธ์คือปัจจุบันฉันรับใช้พระเจ้าด้วยการเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของผู้อื่นเช่นกัน

ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเอลีชาเป็นผู้นำ พระเจ้าบอกให้ท่านเจิมตั้งเอลีชามาแทนท่าน ท่านได้พบเอลีชากำลังไถนาและชวนให้มาติดตามปรนนิบัติท่าน (1พกษ.19:16,19) น้องเลี้ยงฝ่ายวิญญาณผู้นี้เชื่อฟังและมองดูพี่เลี้ยงกระทำการอัศจรรย์ช่วงบั้นปลายชีวิต พระเจ้าทรงใช้เอลียาห์เตรียมเอลีชาให้พร้อมทำพันธกิจที่จะยาวนานตลอดชีวิต เอลีชาไปจากเอลียาห์ได้ แต่เขากลับยืนยันที่จะอยู่กับพี่เลี้ยง ทั้งสามครั้งที่เอลียาห์ยินยอมให้เอลีชาพ้นจากหน้าที่ เขาปฏิเสธและพูดว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น” (2 พกษ.2:2,4,6) เพราะเอลีชาสัตย์ซื่อ พระเจ้าก็ใช้ท่านอย่างพิเศษเช่นกัน

เราทุกคนก็จำเป็นต้องมีคนเป็นแบบอย่างของการติดตามพระเยซู ขอพระเจ้าประทานคนที่รักพระเจ้าซึ่งจะช่วยเราให้เติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ และให้เราพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณของพระองค์และลงทุนชีวิตของเราในการดูแลผู้อื่นเช่นกัน