Category  |  ODB

ธรรมชาติของแซคส์

หนึ่งในเรื่องราวสนุกๆของด็อกเตอร์ซูสส์ คือเรื่อง “แซคส์ไปเหนือ กับแซคส์ไปใต้” ที่ผ่านทางแยกของเมืองแพรรี่ออฟแพรคส์ เมื่อทั้งสองมาประจันหน้ากัน ไม่มีใครยอมหลีกทาง แซคส์ตัวแรกสาบานด้วยความโกรธว่าจะไม่ขยับไปไหนแม้จะทำให้ “ทั้งโลกหยุดนิ่ง” (แต่โลกยังคงดำเนินต่อไปและสร้างทางหลวงรอบๆตัวพวกเขา)

เรื่องนี้แสดงภาพชัดเจนของธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่ดีนัก เรามี “ความจำเป็น” ที่ต้องให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก และมักจะดื้อดึงยึดติดในสัญชาตญาณนั้นในแบบที่ค่อนข้างจะส่งผลเสีย!

แต่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเราที่ด้วยความรักพระเจ้าทรงเลือกที่จะทำให้หัวใจอันดื้อดึงของมนุษย์อ่อนลง เปาโลทราบข้อนี้ ดังนั้นเมื่อสมาชิกสองคนจากคริสตจักรฟีลิปปีทะเลาะกัน ท่านจึงห้ามปรามด้วยความรัก (ฟป.4:2) ท่านเคยสอนผู้เชื่อให้มี “วิธีคิดแบบเดียวกัน” โดยมีความรักที่สละตัวเองอย่างพระคริสต์ (2:5-8) เปาโลจึงขอให้พวกเขา “ช่วยหญิงเหล่านั้น” ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานที่ดีในการประกาศข่าวเสริฐกับท่าน (4:3) นี่เป็นวิธีสร้างสันติและประนีประนอมอย่างชาญฉลาดเพื่อการร่วมกันทำงาน

แน่นอนว่าจะมีเวลาที่เราต้องเด็ดเดี่ยว แต่วิธีแบบพระคริสต์ต่างจากความเด็ดเดี่ยวแบบแซคส์มาก! หลายอย่างในชีวิตไม่คุ้มกับการต่อสู้ เราจะทะเลาะกันในเรื่องหยุมหยิมจนย่อยยับไปด้วยกัน (กท.5:15) หรือจะยอมกลืนศักดิ์ศรี รับคำตักเตือน และแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงของเรา

เราสำคัญอะไร

ผมติดต่อกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จริงจังกับความเชื่อมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเขียนมาว่า “เราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวขี้ผงเล็กๆในประวัติศาสตร์เท่านั้น เราสำคัญอะไร”

โมเสสผู้พยากรณ์ของอิสราเอลเห็นด้วยว่า “ช่วงชีวิตนั้น...ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป” (สดด.90:10) เวลาอันแสนสั้นของชีวิตทำให้เรากังวลและสงสัยว่าเราสำคัญอะไร

เราสำคัญแน่นอน เพราะพระเจ้าผู้สร้างเราทรงรักเราอย่างลึกซึ้งและตลอดไป ในบทกลอนนี้โมเสสอธิษฐานว่า “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่ม...ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 14) เราสำคัญเพราะเรามีค่าสำหรับพระองค์

และเราสำคัญเพราะเราสามารถแสดงความรักของพระเจ้าให้กับผู้อื่น แม้ชีวิตนั้นแสนสั้นแต่ก็มีความหมายหากเราทิ้งมรดกแห่งความรักของพระเจ้าไว้ เราไม่ได้อยู่ในโลกเพื่อหาเงินและใช้ชีวิตเกษียณอย่างหรูหรา แต่เพื่อ “สำแดงพระเจ้า” ต่อผู้อื่นด้วยการแสดงความรักของพระองค์

และท้ายที่สุดแล้ว แม้ชีวิตในโลกจะเป็นสิ่งชั่วคราว แต่เราถูกสร้างมาเพื่อนิรันดร์กาล เพราะพระเยซูทรงฟื้นจากความตาย เราจึงจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป นี่คือความหมายของโมเสสเมื่อท่านย้ำว่า พระเจ้าจะ “ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระองค์” ใน “เวลาเช้า” นั้น เราจะเป็นขึ้นมาและมีชีวิตอยู่เพื่อรักและเพื่อถูกรักตลอดไป และถ้าสิ่งนี้ไม่มีความหมาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่มีความหมายอีกแล้ว

เธอจะได้พบกันอีก

ห้องนั้นเงียบและมีแสงสลัวๆ ขณะที่ฉันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เตียงของแจ็คกี้ เพื่อนของฉันเคยเป็นคนที่สดใสร่าเริงก่อนหน้าที่จะต้องต่อสู้กับมะเร็งมาสามปี ฉันยังจำภาพที่เธอหัวเราะ นัยน์ตาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะนี้เธอสงบและนิ่งอยู่ และฉันมาเยี่ยมเธอในสถานพยาบาลพิเศษ

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจึงตัดสินใจอ่านพระคัมภีร์ ฉันดึงพระคัมภีร์ออกจากกระเป๋า เปิดไปที่พระธรรม 1 โครินธ์และเริ่มอ่าน

หลังจากเยี่ยมเสร็จและเข้ามานั่งในรถด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ มีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจก่อนที่น้ำตาจะไหล “เธอจะได้พบแจ็คกี้อีก” ฉันตกอยู่ในความเศร้า จึงลืมไปว่าความตายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้นสำหรับผู้เชื่อ (1 คร.15:21-22) ฉันรู้ว่าฉันจะได้พบเธออีกครั้งเพราะเราทั้งสองเชื่อวางใจในการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพื่อยกโทษบาปของเรา (ข้อ 3-4) เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์หลังจากถูกตรึง ความตายได้สูญเสียอำนาจที่จะแยกผู้เชื่อออกจากกันและออกจากพระเจ้า หลังความตาย เราจะมีชีวิตอีกครั้งในสวรรค์กับพระเจ้า พร้อมกับพี่น้องฝ่ายวิญญาณของเราตลอดไป

เพราะพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงมีความหวังในเวลาแห่งการสูญเสียและโศกเศร้า ความตายถูกกลืนกินแล้วในชัยชนะแห่งไม้กางเขน (ข้อ 54)

เริ่มต้นด้วยตอนจบ

“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” ตอนเป็นเด็กผมมักถูกถามแบบนี้ และคำตอบก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกระแส ตั้งแต่ หมอ นักดับเพลิง มิชชันนารี ผู้นำนมัสการ นักฟิสิกส์หรือที่จริงแล้วคือแมคกายเวอร์! (ตัวละครทีวีที่ผมชอบ) ตอนนี้ในฐานะพ่อของลูก 4 คน ผมคิดว่าการตั้งคำถามนี้กับลูกคงยากที่พวกเขาจะตอบ มีบางครั้งที่ผมอยากบอกว่า “พ่อรู้ว่าหนูน่าจะเก่งอะไร!” บางครั้งพ่อแม่มองเห็นบางอย่างในตัวของลูกโดยที่ลูกเองมองไม่เห็น

เรื่องนี้สะท้อนถึงสิ่งที่เปาโลเห็นในผู้เชื่อชาวฟีลิปปีที่ท่านรักและอธิษฐานเผื่อ (ฟป.1:3) ท่านมองเห็นตอนจบ ท่านรู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร พระคัมภีร์ให้เราเห็นภาพตอนจบอันยิ่งใหญ่ ทั้งการฟื้นคืนพระชนม์และสิ่งใหม่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น (1 คร.15 และ วว.21) และพระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องนี้

ในตอนต้นของจดหมายที่เปาโลเขียนจากเรือนจำ ท่านเตือนคริสตจักรฟีลิปปีว่า “พระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) พระเยซูได้เริ่มพระราชกิจแล้วและจะทรงทำให้สำเร็จ คำว่า สำเร็จ มีความสำคัญเป็นพิเศษ คือไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวจบลง แต่พระเจ้าได้ทรงทำทุกสิ่งสำเร็จสมบูรณ์

คำปลอบใจที่ประหลาด

ข้อพระคัมภีร์ในบัตรอวยพรที่ลิซ่าได้รับดูไม่เข้ากับสถานการณ์ของเธอเลย “และพระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น และเขาก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (2 พกษ. 6:17) “แต่ฉันเป็นมะเร็ง!” เธอคิดอย่างสับสน “ฉันเพิ่งเสียลูกไป ข้อพระคำเรื่องกองทัพทูตสวรรค์ดูไม่เกี่ยวกันเลย”

แล้ว “ทูตสวรรค์” ก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งหลายคนให้เวลาและตั้งใจฟังเธอ สามีของเธอได้ปลดประจำการจากกองทัพในต่างประเทศก่อนกำหนด เพื่อนๆอธิษฐานเผื่อเธอ แต่เวลาที่เธอสัมผัสถึงความรักของพระเจ้ามากที่สุดคือเมื่อเพื่อนชื่อแพตตี้มาหาเธอพร้อมกับทิชชู่ 2 กล่อง เธอวางทิชชู่ไว้บนโต๊และร้องไห้ออกมา แพตตี้รู้เพราะเธอเองเคยแท้งลูกมาก่อน

“สิ่งนี้สำคัญกว่าสิ่งใด” ลิซ่าบอก “ฉันเข้าใจบัตรอวยพรนั้นแล้ว ‘กองทัพทูตสวรรค์’ อยู่ด้วยกับฉันตลอดเวลา” เมื่ออิสราเอลถูกกองทัพโอบล้อม กองทัพทูตสวรรค์จริงๆมาปกป้องเอลีชา แต่คนรับใช้ของเอลีชามองไม่เห็นจึงร้องถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี” (ข้อ 15)เอลีชาได้อธิษฐานสั้นๆว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” (ข้อ 17)

เมื่อเรามองดูที่พระเจ้า วิกฤตจะทำให้เราเห็นว่าสิ่งใดที่สำคัญจริงๆและเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เราได้เรียนรู้ว่าการปลอบประโลมของพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ พระองค์สำแดงความรักในแบบที่เราคาดไม่ถึง

กำจัดผู้บุกรุก

ยังไม่สว่างดีนักเมื่อสามีฉันลุกจากที่นอนและเข้าไปในครัว ฉันเห็นเขาเปิดและปิดไฟจึงสงสัยว่าเขาทำอะไร แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าวานนี้ฉันส่งเสียงร้องตอนเห็น “ผู้บุกรุก” อยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว ซึ่งแปลได้ว่ามีสัตว์หกขาที่ฉันไม่ชอบอยู่ที่นั่น สามีรู้ว่าฉันกลัวมันจึงรีบกำจัดมันออกไป เช้านี้เขาตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูว่าในครัวไม่มีแมลงอะไรที่ฉันจะต้องกลัวเมื่อเข้าไป เขาช่างน่ารักจริงๆ!

สามีของฉันตื่นขึ้นมาโดยคิดถึงฉันและสิ่งที่ฉันต้องการก่อนความต้องการของตัวเขาเอง สิ่งที่เขาทำนี้ทำให้ฉันเห็นภาพความรักที่เปาโลอธิบายไว้ในเอเฟซัส 5:25 “ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร” และ “สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (ข้อ 28) เปาโลเปรียบเทียบว่าความรักของสามีเหมือนกับความรักของพระคริสต์ที่พระเยซูทรงให้ความต้องการของเรามาก่อนความต้องการของพระองค์ สามีของฉันรู้ว่าฉันกลัวผู้บุกรุกนั้น เขาจึงรีบจัดการให้ก่อนสิ่งใด

หลักการนี้ไม่ใช่สำหรับสามีเท่านั้น เมื่อเห็นตัวอย่างของพระเยซูแล้ว เราแต่ละคนก็สามารถเสียสละด้วยความรัก เพื่อช่วยกำจัดผู้บุกรุกที่เป็นความเครียด ความกลัว ความอับอาย หรือความกังวล เพื่อให้ผู้อื่นใช้ชีวิตได้อย่างมีเสรีมากขึ้น

พระองค์จะไม่ปล่อยเราไป

จูลิโอกำลังปั่นจักรยานข้ามสะพานจอร์จวอชิงตันซึ่งเป็นสะพานสองชั้นและเชื่อมต่อทางสัญจรที่คับคั่งระหว่างนครนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี่ ในตอนนั้นเขาเผชิญกับเหตุการณ์ความเป็นความตาย ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่แนวขอบสะพานเหนือแม่น้ำฮัดสันทำท่าจะกระโดดลงไป จูลิโอรู้ว่าตำรวจคงมาไม่ทันแน่จึงรีบเข้าไปช่วย เขาจำได้ว่าเขาลงจากจักรยาน กางแขนออกและพูดทำนองว่า “อย่าทำแบบนั้นเลย พวกเรารักคุณ” จากนั้น เขาคว้าตัวชายผู้สิ้นหวังคนนี้ไว้ราวกับตะขอไม้เท้าคนเลี้ยงแกะ และช่วยชายคนนี้ให้ปลอดภัยด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรผ่านมา ตามรายงานข่าวบอกว่า จูลิโอไม่ยอมปล่อยชายผู้นั้นเลยแม้จะปลอดภัยแล้ว

เมื่อสองพันปีก่อน ในสถานการณ์ของความเป็นความตาย พระเยซูองค์พระผู้เลี้ยงผู้ประเสริฐได้บอกว่า พระองค์จะสละชีวิตเพื่อช่วยเราให้รอดและจะไม่ปล่อยผู้ที่เชื่อในพระองค์ไป และจะทรงอวยพรแกะของพระองค์ ให้พวกเขารู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว ให้ได้รับชีวิตนิรันดร์ ไม่พินาศ และให้ปลอดภัยภายใต้การดูแลของพระองค์ ความมั่นคงปลอดภัยนี้ไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแกะที่เปราะบางและอ่อนแอ แต่อยู่ที่ความสามารถของผู้เลี้ยงซึ่งจะไม่ให้ใครมาแย่งเอาแกะ “ไปจากมือ[ของพระองค์]ได้” (ยน.10:28-29)

เมื่อเราทุกข์ใจและหมดหวัง พระเยซูได้ทรงช่วยเรา ตอนนี้เราจึงรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงอยู่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ พระองค์ทรงรักเรา ตามหาเรา พบเรา ช่วยเราให้รอด และสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเรา

ไข่มุกยักษ์

เมื่อป้าของอับราฮัม เรเยส ได้รับหอยขนาดยักษ์เป็นของขวัญในปี 1959 เธอพบไข่มุกเม็ดใหญ่อยู่ข้างในแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเก็บไข่มุกไว้ในบ้านที่ฟิลิปปินส์นานกว่า 60 ปี ก่อนจะยกเป็นมรดกให้อับราฮัม เมื่ออับราฮัมให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีตรวจสอบ พวกเขาตกใจที่พบว่าไข่มุกนั้นเป็นไข่มุกธรรมชาติฐานแบนเรียบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีมูลค่ากว่า 60 ล้านดอลล่าร์!

อับราฮัมเรียกไข่มุกนั้นว่าไข่มุกยักษ์ คุณอาจกำลังคิดว่า “อับราฮัมช่างโชคดีที่มีของมีค่าเช่นนี้”

แต่ในฐานะคริสเตียน คุณเป็นเจ้าของสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่านั้นมากนัก! 2 โครินธ์ 4:7 บอกว่า “เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” ผู้เชื่อชาวโครินธ์มีแนวโน้มที่จะไว้วางใจในอำนาจที่มองเห็นได้ เช่น ความร่ำรวย และการมีวาทศิลป์ เปาโลเตือนพวกเขาว่าฤทธิ์เดชของพวกเขามีแหล่งกำเนิดที่แท้จริงคือในพระกิตติคุณและการได้รู้จักพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขา ฤทธิ์เดชนี้ทำให้เราจำเริญขึ้นได้แม้ต้องประสบกับความยากลำบาก (ข้อ 9)

ในวันนี้ เราอาจเผชิญกับการข่มเหงและปัญหาเช่นเดียวกับชาวเมืองโครินธ์ แต่เราทั้งหลายรู้ว่าเรามีสิ่งล้ำค่าอยู่ภายในเรา ที่ทำให้เรามีกำลังที่จะผ่านไปได้ แล้วแบบนี้สิ่งที่เรามีไม่ได้มีค่ามากกว่าไข่มุกราคา 60 ล้านดอลล่าร์หรือ หรือแม้แต่ไข่มุกยักษ์ 60 ล้านเม็ดก็ตาม

หยั่งรากในความรัก

“แค่นี้ก็เรียบร้อย!” เมแกนพูด เธอตัดก้านดอกเจอเรเนียม จุ่มปลายที่ตัดลงในน้ำผึ้ง และปักลงในกระถางที่ใส่ปุ๋ยหมักเอาไว้ เมแกนกำลังสอนฉันเพาะพันธุ์ต้นเจอเรเนียม คือการขยายพันธุ์ต้นที่แข็งแรงต้นหนึ่งให้กลายเป็นหลายๆต้นเพื่อฉันจะมีดอกไม้ไว้แจกคนอื่น เธอบอกว่าน้ำผึ้งจะช่วยให้ต้นอ่อนแตกราก

ขณะที่ดูเธอทำงาน ฉันสงสัยว่าอะไรเป็นตัวช่วยให้เราหยั่งรากฝ่ายวิญญาณ สิ่งใดช่วยให้เราเติบโตเป็นคนแห่งความเชื่อที่เข้มแข็งและเกิดผล อะไรจะทำให้เราเหี่ยวเฉาและหยุดการเติบโต เปาโลเขียนจดหมายถึงชาวเมืองเอเฟซัสว่า เรา “วางรากลงมั่นคงในความรัก” (อฟ.3:17) ความรักนี้มาจากพระเจ้าผู้เสริมกำลังเราโดยทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา พระคริสต์ทรงสถิตในใจของเรา และเมื่อเราสามารถ “หยั่งรู้ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึกในความรักของพระคริสต์แล้ว” (ข้อ 18-19) เราจะมีประสบการณ์ในการทรงสถิตของพระเจ้า เมื่อเรา “ได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” (ข้อ 19)

การเติบโตฝ่ายวิญญาณจำเป็นต้องมีการหยั่งรากในความรักของพระเจ้า โดยการใคร่ครวญถึงความจริงว่าเราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ทรงสามารถ “กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้” (ข้อ 20) ช่างเป็นความเชื่อพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา