Category  |  ODB

การทรงนำของพระเจ้า

เมื่อธนาคารโอนเงินผิดเกือบสี่ล้านมาเข้าบัญชีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ทั้งคู่พากันไปช็อปปิ้ง ซื้อรถเก๋ง รถบ้าน และรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 2 คันนอกเหนือจากจ่ายหนี้สิน เมื่อธนาคารตรวจพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงบอกให้ทั้งคู่คืนเงิน แต่พวกเขาใช้เงินนั้นไปแล้วจึงถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์ เมื่อมาถึงศาล สามีพูดกับนักข่าวว่า “เราได้รับคำแนะนำทางกฎหมายที่ไม่ดีเลย” ทั้งสองได้เรียนรู้ว่าการทำตามคำแนะนำที่ไม่ดี (และการใช้เงินที่ไม่ใช่ของตน) จะทำให้ชีวิตมีปัญหายุ่งยาก

ในทางกลับกัน ผู้เขียนสดุดีให้คำแนะนำอย่างฉลาดเพื่อช่วยเราให้หลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากในชีวิต ท่านเขียนว่าผู้ที่บรรลุผลสำเร็จอย่างแท้จริง คือผู้ที่ “ได้รับพร”นั้น จะไม่ทำตามคำแนะนำของคนอธรรม (สดด.1:1) คนเหล่านั้นรู้ว่าคำปรึกษาที่โง่เขลาและไม่ชอบธรรมจะนำไปสู่อันตรายที่มองไม่เห็นและผลที่ร้ายแรง อีกทั้งพวกเขามีแรงจูงใจจากการ (ค้นพบ “ความปีติยินดี”) และจดจ่ออยู่กับ (การภาวนา) ในสัจจะนิรันดร์แห่งพระวจนะ (ข้อ 2) พวกเขาได้ค้นพบว่าการยอมจำนนต่อการทรงนำของพระเจ้านำไปสู่ความมั่นคงและการเกิดผล (ข้อ 3)

เมื่อเราต้องตัดสินใจไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็กเกี่ยวกับหน้าที่การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ ขอให้เราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าจากพระวจนะ จากคำปรึกษาในทางของพระเจ้า และจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การทรงนำของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญและไว้วางใจได้สำหรับการดำเนินชีวิตที่บรรลุผลสำเร็จและไม่สร้างปัญหา

ทีมเดียวกัน

เมื่อคาร์สัน เวนซ์กองหลังของทีมฟิลาเดลเฟียอีเกิ้ลกลับลงสนามหลังอาการบาดเจ็บรุนแรง นิค โฟลส์กองหลังสำรองก็กลับไปนั่งข้างสนามอย่างเต็มใจแม้จะเป็นคู่แข่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่ทั้งสองเลือกที่จะสนับสนุนกันและทำหน้าที่ของตนต่อไป นักข่าวคนหนึ่งสังเกตว่าทั้งคู่มี “ความสัมพันธ์ที่พิเศษไม่เหมือนใครซึ่งหยั่งรากอยู่ในความเชื่อในพระคริสต์” โดยสำแดงออกผ่านการอธิษฐานเผื่อกันและกัน พวกเขาถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยระลึกว่าตนอยู่ในทีมเดียวกัน ไม่ใช่แค่ในฐานะกองหลังของทีมอีเกิ้ล แต่ในฐานะผู้เชื่อและตัวแทนของพระเยซู

อัครทูตเปาโลเตือนผู้เชื่อให้ใช้ชีวิตอย่าง “บุตรของความสว่าง” ที่คอยการเสด็จกลับมา (1 ธส.5:5-6) ด้วยความหวังในความรอดที่พระคริสต์ทรงจัดเตรียมให้ เราจะสลัดการทดลองที่อยากจะแข่งขันด้วยความอิจฉาริษยา ความรู้สึกไม่มั่นคง หรือความกลัวออกไปได้ และเราจะ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11) เราสามารถให้ความเคารพผู้นำที่ถวายเกียรติพระเจ้าและ “อยู่อย่างสงบสุข” ในการรับใช้เพื่อเป้าหมายร่วมกัน คือการประกาศพระกิตติคุณและหนุนใจผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซู (ข้อ 12-15)

ขณะที่เราร่วมรับใช้ในทีมเดียวกันนั้น เราสามารถทำตามคำสอนของเปาโลที่ว่า “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณีเพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย​” (ข้อ 16-18)

กรรมชั่วถูกลบไป

ดีพิก้าแบกรับความรู้สึกผิดตลอดเวลาหลายปีในเรื่องที่เธอเคยปฏิบัติต่อน้องสาวตอนที่พวกเธอยังเด็ก ถึงแม้ว่าเธอจะขอโทษ และน้องก็ให้อภัยเธอแล้ว แต่เธอยังคงรู้สึกผิด

อิสยาห์ 6:1-5 บันทึกไว้ว่าอิสยาห์ได้เห็นนิมิตจากพระเจ้าและรู้สึกสำนึกในความผิดบาปของตน แต่เมื่อถ่านเพลิงจากแท่นบูชาสัมผัสที่ริมฝีปาก ท่านได้ยินคำว่า “กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย” (ข้อ 7) ถ่านเพลิงจากแท่นบูชาในพระวิหารมักจะถูกรดด้วยเลือดของลูกแกะที่ถูกนำมาฆ่า ซึ่งเล็งถึงการสละพระชนม์ชีพของพระเยซู เมื่อพระเมษโปดกของพระเจ้าสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ความบาปและความผิดของเราก็ย้ายไปอยู่ที่พระองค์ (1 ปต.2:24)

เรามีความผิดเมื่อเราก่ออาชญากรรมหรือทำบาป ซึ่งสมควรจะถูกประณามและยังทำให้เกิดความรู้สึกผิดด้วย แม้คริสเตียนที่เข้มแข็งที่สุดก็ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกนี้เวลาที่เขาทำผิด

ความรู้สึกผิดจะมีประโยชน์เมื่อมันทำให้เราสำนึกและนำไปสู่การกลับใจ แต่การจมอยู่กับความรู้สึกผิดหลังจากที่ได้รับการยกโทษแล้วจะทำให้เราขาดอิสรภาพ ความจริงอันงดงามของพระกิตติคุณคือพระคริสต์ทรงชำระล้างความผิดบาปของเรา เราจึงสามารถเป็นไทจากภาระแห่งความรู้สึกผิดได้อย่างแท้จริง ให้เราชื่นชมยินดีที่โดยพระเยซู เราไม่ต้องรู้สึกผิดหรือจมอยู่ในความละอายอีกต่อไป เราได้รับการอภัยโทษแล้ว!

วิธีของป้าเบ็ตตี้

ตอนเป็นเด็ก เวลาที่ป้าเบ็ตตี้มาเยี่ยมผมจะรู้สึกเหมือนวันคริสต์มาส ท่านจะมีของเล่นจากหนังเรื่องสตาร์วอร์สมาฝากและให้เงินผมตอนจะกลับ เวลาที่ผมไปอยู่บ้านท่าน ท่านจะซื้อไอศกรีมไว้เต็มตู้เย็นและไม่ทำอาหารที่มีผัก ป้ามีกฎไม่กี่ข้อและยังยอมให้ผมนอนดึก ท่านใจดีจนน่าทึ่งซึ่งทำให้ผมเห็นความใจกว้างของพระเจ้า แต่การจะเติบโตอย่างแข็งแรงนั้น ผมจำเป็นต้องมีพ่อแม่ที่คอยวางกฎให้ผมปฏิบัติตาม

พระเจ้าทรงขอจากผมมากกว่าที่ป้าเบ็ตตี้ขอ ในขณะที่พระองค์ทรงรักเราอย่างท่วมท้น มั่นคงและไม่หวั่นไหวแม้เราจะดื้อดึงหรือวิ่งหนี พระองค์ทรงคาดหวังบางสิ่งจากเรา เมื่อพระเจ้าทรงสอนอิสราเอลเรื่องการใช้ชีวิต พระองค์ประทานพระบัญญัติสิบประการ ซึ่งไม่ใช่คำแนะนำสิบประการ (อพย.20:1-17) พระองค์รู้ว่าเราอาจหลอกตัวเองจึงได้บอกความคาดหวังของพระองค์อย่างชัดเจนว่า ให้เรา “รักพระเจ้าและประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (1 ยน.5:2)

ขอบคุณพระเจ้าที่ “พระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระ” (ข้อ 3) โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์เราสามารถทำตามพระบัญญัติได้ในขณะที่เราสัมผัสถึงความรักและความยินดีของพระเจ้า ความรักของพระองค์ไม่สิ้นสุด แต่พระวจนะได้ตั้งคำถามเพื่อช่วยให้เรารู้ว่าเรารักพระองค์ตอบหรือไม่ โดยถามว่าเราได้เชื่อฟังพระบัญญัติตามการทรงนำของพระวิญญาณหรือไม่

เราพูดได้ว่าเรารักพระเจ้า แต่สิ่งที่เราทำโดยพระกำลังของพระองค์จะบอกว่าเรารักพระองค์จริงไหม

ของขวัญคริสต์มาสมือสอง

คุณแม่คนหนึ่งรู้สึกว่าตนใช้เงินซื้อของขวัญคริสต์มาสสำหรับครอบครัวมากเกินไป พอมาปีหนึ่งเธอจึงลองวิธีใหม่ หลายเดือนก่อนเทศกาล เธอไปตามบ้านที่เปิดขายของมือสองเพื่อหาซื้อของใช้แล้วที่ราคาย่อมเยา เธอซื้อมากกว่าปกติแต่จ่ายน้อยกว่ามาก ในคืนก่อนวันคริสต์มาส ลูกๆของเธอแกะของขวัญอย่างตื่นเต้นกล่องแล้วกล่องเล่า เช้าวันต่อมาก็มีของขวัญอีก! คุณแม่รู้สึกผิดที่ไม่ได้ซื้อของใหม่ จึงมีของขวัญให้มากเป็นพิเศษในเช้าวันคริสต์มาส เด็กๆแกะห่อของขวัญพลางบ่นอุบว่า “พวกเราแกะของขวัญจนเหนื่อยแล้ว! แม่ให้ของขวัญพวกเรามากเหลือเกิน!” นี่ไม่ใช่คำพูดปกติของเด็กในเช้าวันคริสต์มาสเลย!

พระเจ้าทรงประทานพรแก่เรามากมาย แต่ดูเหมือนเรายังแสวงหามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ขึ้น รถที่ดีขึ้น เงินเก็บที่มากขึ้น ฯลฯ เปาโลหนุนใจทิโมธีให้เตือนสติคนในคริสตจักรของเขาว่า “​เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้าก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด​” (1 ทธ.6:7-8)

นอกจากการทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้เราแล้ว พระเจ้ายังทรงประทานลมหายใจและชีวิตให้แก่เราด้วย น่าชื่นใจสักเท่าใดที่เราจะชื่นชมและพอใจกับของประทานจากพระเจ้าและพูดว่า พระองค์ประทานให้เรามากมายเหลือเกิน เราไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว “เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้าพร้อมทั้งความสุขใจ” (ข้อ 6)

รักทรหด

ไฮดี้และเจฟกลับจากการไปทำงานในประเทศเขตร้อน และมาอาศัยอยู่ใกล้กับครอบครัวเป็นเวลาหลายเดือนในรัฐมิชิแกนจนถึงฤดูหนาว นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกๆหลายคนจากทั้งหมดสิบคนของพวกเขาจะได้เห็นความงามของหิมะ

แต่สภาพอากาศในฤดูหนาวที่มิชิแกนทำให้ต้องสวมเสื้อกันหนาวหลายตัว ทั้งเสื้อนอก ถุงมือ และรองเท้าบูท สำหรับครอบครัวใหญ่แล้ว การเตรียมเสื้อผ้าเพื่อรับมือกับอากาศเย็นยะเยือกนานหลายเดือนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียม เริ่มด้วยเพื่อนบ้านคนหนึ่งนำรองเท้ามาให้ จากนั้นก็มีกางเกงกันหิมะ หมวก และถุงมือ ต่อมาเพื่อนคนหนึ่งชักชวนคนที่โบสถ์ให้รวบรวมเสื้อผ้ากันหนาวทั้งสิบสองขนาดมาให้แต่ละคนในครอบครัวนี้ เมื่อถึงเวลาที่หิมะตก ทั้งครอบครัวก็มีสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างเพียงพอ

หนึ่งในหลายวิธีที่เรารับใช้พระเจ้าคือการรับใช้ผู้ที่ขัดสน 1 ยอห์น 3:16-18 หนุนใจเราให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสิ่งที่เรามีอย่างมากมาย การรับใช้ช่วยเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นเมื่อเราเริ่มรักและมองคนอื่นอย่างที่พระองค์ทรงทำ

พระเจ้ามักจะใช้ลูกๆของพระองค์ในการตอบสนองความขัดสนและตอบคำอธิษฐาน และเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น หัวใจของเราจะได้รับการหนุนใจเช่นเดียวกับที่เราได้หนุนใจคนเหล่านั้น ผลก็คือความเชื่อของเราจะเติบโตในขณะที่พระเจ้าทรงเตรียมเราให้รับใช้ในหนทางใหม่ๆ (ข้อ 18)

สิทธิพิเศษแห่งคำอธิษฐาน

บทเพลงจากชีวิตของนักร้องคริส สเตเปิลตัน ชื่อ “พ่อไม่อธิษฐานอีกแล้ว” ได้รับแรงบันดาลใจจากคำอธิษฐานของพ่อที่อธิษฐานเผื่อเขา เนื้อเพลงพูดถึงสาเหตุที่คำอธิษฐานของพ่อต้องสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะท้อแท้หรืออ่อนระอา แต่เพราะท่านเสียชีวิต สเตเปิลตันจินตนาการว่า ณ เวลานี้แทนที่พ่อของเขาจะพูดกับพระเยซูผ่านคำอธิษฐาน แต่ท่านคงกำลังเดินคุยกับพระองค์หน้าต่อหน้า

ความทรงจำของสเตเปิลตันเรื่องคำอธิษฐานของพ่อทำให้คิดถึงพ่อคนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่อธิษฐานเผื่อลูกของตน เมื่อกษัตริย์ดาวิดเริ่มชราแล้ว พระองค์ได้ทรงตระเตรียมเพื่อโอรสคือซาโลมอนจะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล

หลังจากเรียกประชาชนมาชุมนุมกันเพื่อเจิมตั้งซาโลมอน ดาวิดนำประชาชนให้อธิษฐานเช่นที่ได้เคยทำมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ขณะที่ดาวิดบรรยายถึงความสัตย์ซื่อที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล พระองค์ทูลขอให้ประชาชนยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้า จากนั้นทรงทูลขอในเรื่องส่วนตัวเจาะจงถึงโอรสของพระองค์ ขอให้พระเจ้า “ทรง​โปรด​ซาโลมอน​บุตร​ของ​ข้า​พระ​องค์​ให้​มี​จิตใจ​จริงที่​จะ​รักษา​บรรดา​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​องค์ ​พระ​โอวาท​ของ​พระ​องค์ และ​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์” (1 พศด.29:19)

พวกเราก็มีสิทธิพิเศษที่จะทูลขอเพื่อคนที่พระเจ้าวางไว้ในชีวิตของเราเช่นกัน แบบอย่างความสัตย์ซื่อของเราสามารถสร้างผลกระทบที่จะคงอยู่แม้หลังเราจากไป เช่นเดียวกับที่พระเจ้ายังทรงตอบคำอธิษฐานเพื่อซาโลมอนและอิสราเอลแม้หลังจากที่ดาวิดเสียชีวิตแล้ว ผลแห่งคำอธิษฐานของเราก็จะคงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตของเราเช่นกัน

คริสต์มาสอยู่กับเรา

“ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียง เมื่อพระองค์เสด็จมา คนผิดคนบาปที่สารภาพ พระองค์จะทรงเมตตา” เนื้อร้องจากบทเพลงสรรเสริญอันเป็นที่รักของคนทั่วโลกโดยฟิลิปส์ บรู๊คที่ชื่อว่า “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” บอกถึงหัวใจของคริสต์มาส พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่แตกสลายเพื่อช่วยกู้เราจากความผิดบาป และประทานให้ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ได้มีความสัมพันธ์แห่งชีวิตใหม่กับพระบิดา

หลายสิบปีหลังจากเขียนเพลงนี้ บรู๊คเขียนจดหมายถึงเพื่อนบรรยายผลลัพธ์ของความสัมพันธ์นี้ในชีวิตของเขาว่า “ผมบอกคุณไม่ได้ว่าความสัมพันธ์นี้เติบโตขึ้นในตัวผมอย่างไร พระองค์ทรงอยู่ที่นี่ ทรงรู้จักผมและผมรู้จักพระองค์ นี่ไม่ใช่คำพูดลอยๆ แต่เป็นเรื่องจริงที่สุดในโลก และเป็นจริงยิ่งขึ้นทุกวัน และเป็นความพิศวงอันน่ายินดีว่าความสัมพันธ์นี้จะเติบโตไปเป็นแบบใดเมื่อเวลาผ่านไป”

ความเชื่อมั่นในการสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของบรู๊คสะท้อนถึงพระนามหนึ่งของพระเยซูตามที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ว่า “หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่งและเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อสย. 7:14) พระกิตติคุณมัทธิวได้ให้ความหมายชื่อภาษาฮีบรูนี้ไว้ว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (1:23)

พระเจ้าเสด็จมาใกล้เราโดยทางพระเยซูเพื่อเราจะรู้จักกับพระองค์เป็นการส่วนตัว และอยู่กับพระองค์ตลอดไป การทรงสถิตอยู่กับเราด้วยความรักเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

อยู่ด้วยกัน

เมื่อเจนพนักงานของสวนสนุกมองเห็นราล์ฟทรุดตัวลงบนพื้นทั้งน้ำตา เธอรีบเข้าไปช่วย ราล์ฟซึ่งเป็นเด็กชายออทิสติกสะอื้นไห้เพราะเครื่องเล่นที่เขารอเล่นมาทั้งวันนั้นเกิดเสีย แทนที่เจนจะเร่งให้เขาลุกขึ้นยืนหรือปลอบใจให้รู้สึกดีขึ้น เธอนั่งลงไปบนพื้นกับราล์ฟ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาและปล่อยให้เขาได้ร้องไห้

การกระทำของเจนเป็นตัวอย่างอันงดงามของการอยู่เคียงข้างผู้ที่กำลังโศกเศร้าหรือทนทุกข์ พระคัมภีร์พูดถึงความทุกข์ระทมของโยบ หลังจากที่ท่านต้องสูญเสียบ้าน ฝูงสัตว์(รายได้) สุขภาพ และลูกทั้งสิบคนของท่านที่เสียชีวิตพร้อมกัน เมื่อเพื่อนของโยบรู้ถึงความทุกข์ใจของท่าน พวกเขา “ต่างก็มาจากที่ของตน...เพื่อ...เล้าโลมใจท่าน” โยบนั่งคร่ำครวญอยู่บนพื้นดิน เมื่อเพื่อนๆ มาถึง พวกเขานั่งลงด้วยกันกับโยบถึงเจ็ดวันโดยไม่พูดอะไรเพราะพวกเขาเห็นถึงความระทมทุกข์อย่างที่สุดของโยบ

แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ เพื่อนของโยบได้ให้คำแนะนำที่ทำลายกำลังใจของเขาในเวลาต่อมา ซึ่งต่างจากเจ็ดวันแรกที่พวกเขามอบของขวัญแห่งความใส่ใจห่วงใยให้โยบด้วยการอยู่เป็นเพื่อนโดยไม่พูดอะไรเลย เราอาจไม่เข้าใจในความทุกข์ของคนอื่นแต่เราสามารถรักเขาได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ขอเพียงอยู่ด้วยกันกับพวกเขาก็พอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา