Category  |  ODB

ใส่ใจเรื่องของตัวเอง

หลายปีก่อนขณะที่ฉันและจอร์ชลูกชายเดินขึ้นเขา เราเห็นฝุ่นลอยคลุ้งในอากาศ พวกเราจึงเดินย่องเข้าไปใกล้และเห็นตัวแบดเจอร์กำลังวุ่นอยู่กับการขุดดินให้เป็นโพรงหัวและไหล่ของมันอยู่ในรู กำลังขุดดินอย่างแข็งขันด้วยเท้าหน้าและเตะดินออกจากรูด้วยขาหลัง มันหมกมุ่นในงานมากจนไม่ได้ยิน
เรา

ฉันอดไม่ได้ที่จะใช้กิ่งไม้ยาวที่วางอยู่ใกล้ๆแหย่มัน ฉันไม่ได้ทำให้มันเจ็บเลย แต่มันกระโดดตัวลอยและหันมาทางเรา ฉันและจอร์ชจึงได้สร้างสถิติโลกของการวิ่งร้อยเมตรขึ้นใหม่

ฉันได้เรียนรู้จากความหุนหันของตัวเองว่า บางครั้งเราไม่ควรเที่ยวไปยุ่งเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระคริสต์อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้ชาวเธสะโลนิกา “ตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง” (1 ธส.4:11) เรามีหน้าที่อธิษฐานเผื่อผู้อื่นและแสวงหาเพื่อจะแบ่งปันพระวจนะโดยพระคุณของพระเจ้า และบางครั้งเราอาจได้รับการทรงเรียกให้เตือนสติกันอย่างอ่อนโยน แต่การเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบและไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะกลายเป็นตัวอย่างต่อคนเหล่านั้นที่ยังอยู่นอกครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 12) การทรงเรียกของเราคือ ”ให้รักกันและกัน” (ข้อ 9)

ใครจะรู้

จากเรื่องเล่าในตำนานของจีน เมื่อไซ่ เวิงสูญเสียม้าที่มีค่าไปตัวหนึ่ง เพื่อนบ้านแสดงความเสียใจกับการสูญเสียนี้ แต่ไซ่ เวิงกลับไม่กังวล เขากล่าวว่า “ใครจะรู้ มันอาจเป็นเรื่องดีของฉันก็ได้” ม้าที่หายไปกลับมาพร้อมม้าอีกตัวหนึ่งอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อเพื่อนบ้านแสดงความยินดีกับเขา ไซ่ เวิงกล่าวว่า“ใครจะรู้ มันอาจเป็นเรื่องแย่สำหรับฉันก็ได้” ปรากฎว่าลูกชายเขาขาหักเพราะขี่ม้าตัวใหม่ นี่อาจดูเป็นเรื่องโชคร้าย จนกระทั่งกองทัพมาถึงหมู่บ้านเพื่อเกณฑ์ชายที่มีร่างกายสมประกอบไปร่วมในสงคราม ลูกชายของเขาไม่ได้ถูกเกณฑ์เพราะอาการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเป็นการช่วยชีวิตเขาจากความตายในที่สุด

นี่เป็นเรื่องราวของสุภาษิตจีนที่สอนว่าความยากลำบากอาจเป็นพรที่ซ่อนอยู่และส่งผลที่ตรงกันข้าม สุภาษิตเก่าแก่นี้ใกล้เคียงกับปัญญาจารย์ 6:12 เมื่อผู้เขียนสังเกตว่า “ใครจะรู้ว่าอะไรดีต่อมนุษย์ในชีวิตนี้” แท้จริงแล้วไม่มีใครรู้อนาคต ความลำบากอาจเป็นประโยชน์ และความรุ่งเรืองอาจมีผลร้ายแรง

แต่ละวันล้วนนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ความชื่นชมยินดี ปัญหาและความทุกข์ยาก ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราพักพิงในอำนาจอธิปไตยของพระองค์และวางใจพระองค์ทั้งในช่วงเวลาดีและร้ายได้ พระเจ้าทรง “บันดาลให้มีทั้งสองอย่าง” (7:14) พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์ของชีวิตและทรงสัญญาว่าจะดูแลเราด้วยความรัก

รู้จักพระบิดา

จากเรื่องเล่าที่กล่าวถึงวาทยากรชาวอังกฤษ เซอร์โธมัส บีแชม ที่ได้เห็นผู้หญิงหน้าตางดงามในห้องโถงของโรงแรม เขาเชื่อว่าเขารู้จักเธอแต่จำชื่อเธอไม่ได้ เขาจึงหยุดพูดคุยกับเธอ ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน เขาเริ่มจำได้ว่าเธอมีพี่ชาย เขาจึงถามถึงพี่ชายของเธอว่าเป็นอย่างไรและยังทำงานที่เดิมหรือไม่ เธอตอบว่า “โอ เขาสบายดีและยังเป็นกษัตริย์อยู่”

การจำคนผิดอาจเป็นเรื่องน่าอายดังที่เกิดกับเซอร์บีแชม แต่ในบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ ดังที่เกิดกับฟิลิปสาวกของพระเยซู เขารู้จักพระเยซูอย่างแน่นอน แต่เขาไม่ชื่นชมในสิ่งที่พระองค์เป็น เขาต้องการให้พระเยซู “แสดงพระบิดาให้ [ข้าพระองค์ทั้งหลาย]ได้เห็น” พระเยซูตอบเขาว่า “ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา” (ยน.14:8-9) ในฐานะพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระเยซูทรงแสดงให้เห็นถึงพระบิดาอย่างสมบูรณ์ เมื่อเรารู้จักพระบุตรเราก็รู้จักพระบิดา (ข้อ 10-11)

หากเราสงสัยว่าพระเจ้าทรงมีพระลักษณะ บุคลิกหรือความห่วงใยต่อผู้อื่นอย่างไร ให้เรามองไปที่พระเยซูเพื่อพบคำตอบ พระลักษณะของพระเยซูความกรุณา ความรัก และความเมตตาเปิดเผยให้เห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้า และแม้ว่าพระเจ้าองค์อัศจรรย์ผู้ใหญ่ยิ่งจะอยู่เหนือความรู้ความเข้าใจของเรา แต่เรามีของขวัญที่ยิ่งใหญ่คือการที่พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองในพระเยซู

ปกปักรักษา

ขณะที่ผมกำลังจัดระเบียบสวนเพื่อเตรียมปลูกพืชของฤดูใบไม้ผลิ ผมดึงวัชพืชฤดูหนาวกอใหญ่ออก... แล้วกระโดดตัวลอย! งูพิษคอปเปอร์เฮทซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ด้านล่างมือผม ถ้าต่ำกว่านี้อีกนิ้วเดียว ผมอาจพลาดไปจับโดนมันเข้า ผมเห็นลายหลากสีสันของมันทันทีที่ดึงวัชพีชขึ้น ลำตัวส่วนที่เหลือนั้นขดอยู่ในดงวัชพืชระหว่างเท้าของผม

ตอนที่เท้าของผมเหยียบไปบนพื้นห่างออกไปไม่กี่ฟุต ผมขอบคุณพระเจ้าที่ไม่โดนกัด และผมนึกประหลาดใจว่ามีอีกกี่ครั้งที่พระองค์ได้ทรงช่วยผมไว้จากอันตรายที่ผมไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้น

พระเจ้าทรงเฝ้าระวังอยู่เหนือคนของพระองค์ โมเสสบอกคนอิสราเอลก่อนพวกเขาจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา “ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย” (ฉธบ.31:8) พวกเขามองไม่เห็นพระเจ้า ถึงกระนั้นพระองค์ทรงอยู่กับเขา

บางครั้งความลำบากเกิดขึ้นโดยที่เราไม่เข้าใจ แต่เราสามารถระลึกถึงเหตุการณ์ในหลายๆครั้งที่พระเจ้าทรงปกป้องเราโดยที่เราไม่รู้ตัวได้!

พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่าการจัดเตรียมที่สมบูรณ์ของพระองค์นั้นมีสำหรับประชากรของพระองค์ทุกวัน พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ (มธ.28:20)

สงบนิ่งและปลอดภัย

เซเวียร์ลูกชายฉันเป็นเด็กวัยอนุบาลที่เต็มไปด้วยพลัง เขามักหลีกเลี่ยงเวลาสงบยามบ่าย การอยู่นิ่งมักนำไปสู่การงีบหลับอันไม่พึงประสงค์แต่เป็นสิ่งจำเป็น เขาจะขยับตัวออกจากที่นั่ง เลื่อนตัวจากโซฟาไถลไปบนพื้นไม้ แม้แต่กลิ้งไปทั่วห้องเพื่อหนีจากความเงียบ “แม่ ผมหิว... ผมคอแห้ง.​.. ผมต้องไปห้องน้ำ... ผมอยากกอด”

ฉันเข้าใจถึงประโยชน์ของความนิ่งฉันจึงช่วยเซเวียร์ให้สงบโดยการให้เขาซบและพิงตัวฉันจนหลับไป

ในช่วงแรกของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ฉันเห็นตัวเองมีความต้องการแบบลูกชายที่จะตื่นตัวอยู่ตลอด ความยุ่งทำให้ฉันรู้สึกสำคัญ ได้รับการยอมรับและควบคุมทุกอย่างได้ ในขณะที่เสียงรอบข้างดึงความสนใจฉันจากความกังวลในข้อบกพร่องและความลำบาก การยอมหยุดพักยิ่งยืนยันถึงความเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ ฉันจึงหลีกเลี่ยงการอยู่นิ่งและความสงบ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงจัดการได้โดยไม่มีฉัน

แต่พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา ไม่ว่าปัญหาหรือความไม่แน่นอนรอบตัวเราจะมากมายเพียงใด ทางข้างหน้าอาจดูเหมือนยาวไกล น่ากลัวและท่วมท้น แต่ความรักพระองค์อยู่ล้อมรอบเรา พระองค์ทรงได้ยินเรา ตอบเรา และอยู่กับเรา... ทั้งบัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ (สดด. 91)

เราโอบกอดความเงียบและพักพิงในความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและการสถิตอยู่ของพระเจ้าได้ เราสงบนิ่งและพักในพระองค์ได้ เพราะเราปลอดภัยอยู่ภายใต้ความสัตย์สุจริตของพระองค์ (ข้อ 4)

อย่ายอมแพ้

“เวลาผ่านเลย สงครามเข้ามา” นี่คือคำพูดที่เซมิ นิโก บิชอปของชาวเคลิโคในสาธารณรัฐเซาท์ซูดานเล่าถึงความล่าช้าจากการที่โบสถ์ต้องต่อสู้อย่างยาวนานเพื่อจะมีพระคัมภีร์เป็นภาษาของตัวเอง ภาษาเคลิโคไม่เคยถูกตีพิมพ์มาก่อน สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ปู่ของบิชอปนิโกเริ่มโครงการแปลพระคัมภีร์อย่างมุ่งมั่น แต่สงครามและความวุ่นวาย ทำให้หยุดชะงักไป ถึงแม้จะถูกโจมตีหลายครั้งที่ค่ายผู้ลี้ภัยทางตอนเหนือของยูกันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก บิชอปและเหล่าผู้เชื่อยังคงทำงานแปลต่อไป

การยืนหยัดต่อสู้ของพวกเขาได้ผล เกือบสามสิบปีให้หลัง พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ภาษาเคลิโคนั้นถูกส่งไปค่ายผู้ลี้ภัยพร้อมการเฉลิมฉลอง “ภาระใจของชาวเคลิโคเกินคำบรรยาย” หนึ่งในที่ปรึกษาของโครงการกล่าว

ความมุ่งมั่นของชาวเคลิโคสะท้อนถึงความบากบั่นที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากโยชูวา เมื่อพระองค์กล่าวกับท่านว่า “อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ ห่างเหินไปจากปากของเจ้า แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้นทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญและเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี” (ยชว.1:8) ด้วยความมุ่งมั่นเดียวกัน ชาวเคลิโคแปลพระคัมภีร์สำเร็จ และตอนนี้ “เมื่อคุณมองดูพวกเขาในค่าย คุณจะเห็นพวกเขากำลังยิ้ม” ผู้แปลคนหนึ่งกล่าว การได้ยินและเข้าใจพระคัมภีร์ “ทำให้พวกเขามีความหวัง” ให้เราเป็นดั่งชาวเคลิโค ที่ไม่ยอมแพ้ในการแสวงหาฤทธิ์เดชและสติปัญญาจากพระคัมภีร์

ใหม่ทุกเช้า

พอลพี่ชายของฉันเติบโตมาโดยต้องต่อสู้กับโรคลมชักที่รุนแรง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นอาการของโรคหนักขึ้น กลางคืนกลายเป็นเวลาที่ระทมทุกข์สำหรับพอลและพ่อแม่ของฉัน เพราะเขามักเกิดอาการชักอย่างต่อเนื่องนานกว่าหกชั่วโมงอยู่บ่อยๆ หมอไม่สามารถหาวิธีรักษาที่จะบรรเทาอาการลง และในเวลาเดียวกันช่วยให้เขารู้สึกตัวอย่างน้อยบางเวลาในระหว่างวันได้ พ่อแม่ของฉันร้องทูลพระเจ้าว่า “พระเจ้า โอ้ พระเจ้า โปรดช่วยเรา!”

แม้อารมณ์ของพวกเขาจะถูกกระหน่ำและร่างกายจะอ่อนล้า พอลและพ่อแม่ได้รับกำลังอย่างเพียงพอจากพระเจ้าในทุกๆวันใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นพ่อกับแม่ยังได้รับการปลอบประโลมจากพระคัมภีร์ รวมถึงพระธรรมบทเพลงคร่ำครวญ เยเรมีย์ร้องคร่ำครวญถึงกรุงเยรูซาเล็มที่ถูกชาวบาบิโลนทำลาย และระลึกได้ถึง “บอระเพ็ดและดีหมี” (3:19) แต่เยเรมีย์ยังไม่สิ้นหวัง ท่านจำได้ถึงพระเมตตาที่ไม่สิ้นสุดของพระเจ้าซึ่งเป็น “ของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” (ข้อ 23) พ่อแม่ของฉันก็เช่นกัน

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาใด จงรู้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในทุกๆเช้า พระองค์จะทรงเสริมแรงเราใหม่ทุกวันและประทานความหวังแก่เรา และในบางครั้ง พระองค์ทรงนำการปลดปล่อยมาให้เช่นเดียวกับครอบครัวเรา หลังจากหลายปีผ่านไป มียาตัวใหม่ที่ดีขึ้นซึ่งช่วยหยุดอาการลมชักในเวลากลางคืนของพอลได้ และช่วยให้ครอบครัวเรานอนหลับและมีความหวังสำหรับอนาคต

เมื่อความหดหู่ครอบงำวิญญาณของเรา (ข้อ 20) ขอให้ระลึกถึงพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเมตตาของพระองค์เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า

ไม่ใช่ตัวคุณอีกต่อไป

ในฤดูร้อนปี 1859 ชาร์ล บลองดิน คือคนแรกที่สามารถเดินไต่เชือกข้ามน้ำตกไนแองกาล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้พยายามทำมาเป็นร้อยๆครั้ง ครั้งหนึ่งเขาทำพร้อมกับแบกผู้จัดการของเขา แฮรี่ คอลคอร์ดไว้บนหลัง บลองดินสั่งคอลคอร์ดว่า “มองขึ้นแฮรี่...คุณไม่ใช่คอลคอร์ดอีกต่อไป คุณคือบลองดิน...ถ้าผมเอนตัว คุณเอนไปกับผม อย่าพยายามที่จะรักษาสมดุลด้วยตัวคุณเอง เพราะถ้าคุณทำ เราทั้งคู่จะตกลงไปตาย”

ใจความสำคัญที่เปาโลพูดกับผู้เชื่อชาวกาลาเทียคือ คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตที่พระเจ้าทรงพอพระทัยได้โดยปราศจากความเชื่อในพระคริสต์ แต่ข่าวดีคือ คุณไม่ต้องทำเอง! ความพยายามของตัวเราเองไม่สามารถพาเราไปถึงพระเจ้าได้ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องทำอะไรในความรอดที่ได้รับใช่ไหม ไม่ใช่เลย! คำเชื้อเชิญของเราคือให้ยึดมั่นในพระคริสต์ การยึดมั่นในพระคริสต์หมายถึงให้ตรึงวิถีชีวิตเก่าที่พึ่งตนเองของเราเหมือนกับว่าเราได้ตายไปแล้ว แต่เรายังดำเนินชีวิตต่อไป โดย “ชีวิตซึ่ง(เรา)ดำเนินอยู่ในร่างกายนี้ (เรา)ดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรัก(เรา) และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อ(เรา)” (กท.2:20)

เรากำลังพยายามเดินไต่เชือกไปที่ใดในวันนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เดินไต่เชือกไปหาพระองค์ แต่ทรงเรียกเราให้ยึดมั่นในพระองค์และดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์

เผชิญหน้ากับความกลัว

วอร์เรนย้ายไปเป็นศิษยาภิบาลของโบสถ์ในเมืองเล็กๆ หลังพันธกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ชาวบ้านคนหนึ่งสร้างปัญหาให้เขา โดยกุเรื่องหาว่าวอร์เรนมีพฤติกรรมน่าหวาดกลัว เขาส่งเรื่องไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และพิมพ์ใบปลิวคำกล่าวหานั้นส่งให้ทุกคนในหมู่บ้านทางไปรษณีย์ วอร์เรนและภรรยาเริ่มอธิษฐานอย่างหนัก หากผู้คนเชื่อคำโกหกชีวิตของพวกเขาจะต้องพังพินาศ

กษัตริย์ดาวิดเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พระองค์ถูกโจมตีด้วยคำใส่ร้ายของศัตรู “เขาประทุษร้ายต่อกิจการของข้าพระองค์วันยังค่ำ” พระองค์ตรัส “ความคิดทั้งสิ้นของเขาล้วนมุ่งร้ายต่อข้าพระองค์” (สดด.56:5) การกล่าวหาอย่างต่อเนื่องทำให้ทรงหวาดกลัวและทุกข์ใจ (ข้อ 8) แต่ในท่ามกลางการต่อสู้ พระองค์กล่าวคำอธิษฐานที่ทรงพลังว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้” (ข้อ 3-4)

คำอธิษฐานของกษัตริย์ดาวิดเป็นแบบอย่างให้กับเราในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์กลัว ในเวลาที่เรากลัวหรือถูกใส่ร้าย ให้เราหันไปหาพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ คือการมอบสงครามของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงพลานุภาพของพระเจ้า เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้ คือให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์พร้อมกับพระองค์ เราจะระลึกได้ว่าศัตรูของเรามีข้อจำกัดเพียงใด

หนังสือพิมพ์ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของวอร์เรน ด้วยสาเหตุบางอย่างใบปลิวไม่เคยถูกแจกจ่ายออกไป วันนี้คุณหวาดกลัวในสงครามใด จงบอกกับพระเจ้า พระองค์ทรงยินดีที่จะต่อสู้ร่วมกับคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา