พบความชื่นชมยินดีในการสรรเสริญ
เมื่อแรกที่ซี. เอส. ลูอิส นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษมอบชีวิตให้พระเยซู ท่านไม่ยอมสรรเสริญพระเจ้า ที่จริงท่านเรียกการสรรเสริญว่า “สิ่งกีดขวาง” ปัญหาของท่านคือ “การที่พระเจ้าเองเป็นผู้สั่งให้ทำเช่นนั้น” แต่ในที่สุดลูอิสตระหนักว่า “การสรรเสริญอยู่ในกระบวนการนมัสการ ที่พระเจ้าทรงสำแดงการสถิตอยู่ด้วย” แก่คนของพระองค์ แล้ว “ในความรักอันสมบูรณ์ร่วมกับพระเจ้า” เราจะพบความชื่นชมยินดีในพระองค์ซึ่งจะไม่มีการแยกจากกันอีกต่อไป “เช่นเดียวกับกระจกที่ได้รับแสงสว่าง” ก็ต้อง “ฉายแสงออกมา”
ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกได้ข้อสรุปนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน หลังจากบ่นกับพระเจ้าถึงความชั่วร้ายที่มาถึงพวกยูดาห์ ท่านได้เห็นว่าการสรรเสริญพระเจ้าทำให้ท่านพบความยินดี ไม่ใช่ในสิ่งที่พระองค์ทำแต่ในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ดังนั้นถึงแม้จะมีวิกฤติในประเทศหรือในโลก พระเจ้ายังทรงยิ่งใหญ่ ดังที่ท่านได้ประกาศว่า
“แม้ต้นมะเดื่อไม่มีดอกบาน หรือเถาองุ่นไม่มีผล ผลมะกอกเทศก็ขาดไป ทุ่งนามิได้เกิดอาหาร ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอกและไม่มีฝูงวัวที่ในโรง ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า” (ฮบก.3:17-18) และ “ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า”
ในขณะที่ซี. เอส. ลูอิส ตระหนักว่า “ทั้งโลกก้องกังวานไปด้วยเสียงสรรเสริญ” ฮาบากุกก็ยอมจำนนเช่นกันที่จะสรรเสริญพระเจ้าทุกเวลา เพื่อพบกับความยินดีเต็มล้นในพระองค์ผู้ซึ่ง “การเสด็จของพระองค์ก็เป็นดังดั้งเดิม” (ข้อ 6)
ที่ลี้ภัยของผู้ถูกปฏิเสธ
จอร์จ วิทฟิลด์ (ค.ศ. 1714-1770) เป็นนักเทศน์ที่มีของประทานและมีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ท่านนำคนเป็นพันๆมาเชื่อพระเยซู แต่ชีวิตท่านก็ยังมีคนไม่เห็นด้วย วิธีประกาศกลางแจ้งของท่าน (เพื่อรองรับคนจำนวนมาก) บางครั้งก็ถูกวิจารณ์จากผู้ที่สงสัยในแรงจูงใจของท่านและคิดว่าท่านควรพูดในที่มิดชิดภายในคริสตจักรเท่านั้น คำจารึกที่หลุมฝังศพของท่านคือท่าทีตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านั้น “ข้าพเจ้าพอใจที่จะรอจนถึงวันแห่งการพิพากษาเพื่อจะแก้ข้อสงสัยเกี่ยวกับชีวิตของข้าพเจ้า และหลังจากที่ข้าพเจ้าตายไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากได้คำจารึกที่หลุมฝังศพนอกจากที่ว่า ‘นี่คือจอร์จ วิทฟิลด์ เขาเป็นคนเช่นไร ก็จะได้ประจักษ์ในวันอันยิ่งใหญ่นั้น’”
ในพันธสัญญาเดิม เมื่อดาวิดเผชิญกับคำต่อว่าที่รุนแรง ท่านได้มอบตัวเองให้พระเจ้าเช่นกัน เมื่อถูกซาอูลกล่าวร้ายว่าเป็นผู้นำกบฏและต้องซ่อนตัวในถ้ำจากกองทัพของซาอูลที่ใกล้เข้ามา ดาวิดบรรยายถึงการอยู่ “ท่ามกลางเหล่าสีหราช” ท่ามกลางผู้ที่ “ฟันของเขาทั้งหลายคือหอกและลูกธนู ลิ้นของเขาคือดาบคม” (สดด.57:4) แม้ในสถานการณ์ย่ำแย่ ท่านหันไปหากำลังใจจากพระเจ้า “เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ใหญ่ยิ่งถึงฟ้าสวรรค์ ความสัตย์สุจริตของพระองค์สูงถึงเมฆ” (ข้อ 10)
เมื่อผู้อื่นเข้าใจผิดหรือปฏิเสธเรา พระเจ้าทรงเป็น “ที่ลี้ภัย” (ข้อ 1) ขอให้พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญตราบนิรันดร์ในความรักเมตตาที่ไม่มีวันสูญสิ้น!
ความรักควบคุมเราไว้
เด็กหนุ่มชาวซามัวส่วนใหญ่มักจะสักเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความรับผิดชอบต่อคนในเผ่าและหัวหน้าเผ่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทีมรักบี้ชายชาวซามัวจะมีรอยสักเต็มแขน ในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นที่ซึ่งการสักมีความหมายไปในด้านลบ ทีมซามัวรู้ว่ารอยสักนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับเจ้าภาพ พวกเขาจึงสวมปลอกแขนสีเดียวกับผิวปิดบังรอยสักไว้เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรี “เราเคารพและให้ความใส่ใจ...ในวิถีของคนญี่ปุ่น” กัปตันทีมอธิบาย “เราจะต้องแน่ใจว่าสิ่งที่เราแสดงออกนั้นเหมาะสม”
ในยุคนี้ที่เน้นการแสดงออกส่วนบุคคล การจำกัดขอบเขตของตนเองจึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เปาโลเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือโรมว่าบางครั้งความรักทำให้เราสละสิทธิ์ของตนเพื่อผู้อื่น แทนที่จะดึงดันเสรีภาพไปจนสุดขอบ บางครั้งความรักก็ควบคุมเราไว้ ท่านอธิบายว่าบางคนในคริสตจักรเชื่อว่ามีอิสระที่จะ “กินอะไรอะไรก็ได้” แต่บางคนกิน “ผักเท่านั้น” (รม.14:2) สิ่งนี้อาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อยสำหรับเรา แต่ในศตวรรษแรกการยึดถือกฎเรื่องอาหารในพระคัมภีร์เดิมสร้างความขัดแย้ง เปาโลสอนทุกคนว่า “อย่ากล่าวโทษกันและกันอีกเลย” (ข้อ 13) ก่อนจบด้วยคำกล่าวถึงผู้ที่กินอะไรก็ได้ว่า “เป็นการดีที่จะไม่กินเนื้อสัตว์หรือเหล้าองุ่นหรือทำสิ่งใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุด” (ข้อ 21)
ในบางครั้งการรักผู้อื่นหมายถึงการจำกัดเสรีภาพของตัวเราเอง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามที่เรามีเสรีภาพที่จะทำ ในบางครั้งความรักก็จะคอยควบคุมเราเอาไว้
ไม่ว่าสถานการณ์ใด
วันที่ 28 มกราคม 1986 กระสวยอวกาศชาเลนเจอร์ของสหรัฐเกิดระเบิดขึ้นหลังจากทะยานขึ้นไปได้ 73 วินาที ในการกล่าวให้กำลังใจประชาชน ประธานาธิบดีเรแกนได้ยกบทกวี “บินสูง” ของจอห์น กิลเลสปี แม็กกี นักบินในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เขียนถึง “พื้นที่บริสุทธิ์เบื้องบนที่ไม่มีผู้ล่วงล้ำ” และความรู้สึกของการยื่นมือออกไปสัมผัส “พระพักตร์พระเจ้า”
แม้เราไม่อาจสัมผัสพระพักตร์พระเจ้าได้จริง แต่บางครั้งการมองเห็นความสวยงามในยามอาทิตย์อัสดง หรืออยู่ในที่สงบเงียบของธรรมชาติก็ทำให้เรารู้สึกตื้นตันว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ บางคนเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ที่กั้นบางๆ” คือม่านกั้นระหว่างสวรรค์และโลกบางลงจนรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้เรามากขึ้น
ชาวอิสราเอลคงมีประสบการณ์กับ “ที่กั้นบางๆ” เมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้พวกเขาในทะเลทราย พระเจ้าประทานเสาเมฆตอนกลางวันและเสาไฟในตอนกลางคืนเพื่อนำพวกเขาผ่านทะเลทรายนั้น(อพย. 40: 34-38) ขณะตั้งค่ายอยู่ “พระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น” (ข้อ 35) พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยในตลอดการเดินทางนั้น
ขณะที่เราเพลิดเพลินกับการทรงสร้างอันสวยงามอัศจรรย์ เรายิ่งได้รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกที่ เมื่อเราคุยกับพระองค์ในคำอธิษฐาน สดับฟังพระองค์ และอ่านพระคำ เราจะเพลิดเพลินในสามัคคีธรรมกับพระองค์ไม่ว่าจะในเวลาหรือสถานที่ใด
มิตรสหายในพระคริสต์
งานวิจัยของฮาร์วาร์ดเรื่องพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่เป็นโครงการระยะยาวหลายสิบปีที่ส่งผลให้คนเข้าใจมากขึ้นว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ งานวิจัยนี้เริ่มต้นกับกลุ่มนักศึกษาปีที่ 2 จำนวน 268 คนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในช่วงทศวรรษที่ 1930 แล้วขยายไปยังชาวเมืองชั้นในของบอสตัน 456 คน นักวิจัยได้สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมและเฝ้าดูบันทึกทางการแพทย์ทุกๆ 2-3 ปี พวกเขาพบว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการคาดคะเนความสุขและสุขภาพ ผลที่ได้คือถ้าเราถูกแวดล้อมด้วยคนที่ดีก็มีแนวโน้มว่าเราจะมีความสุขยินดีภายใน
เรื่องนี้สะท้อนถึงสิ่งที่อัครทูตเปาโลอธิบายในฟีลิปปีบทที่ 1 แม้จะเขียนจากในคุก เปาโลยังบอกมิตรสหายว่าท่านขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ระลึกถึงพวกเขา และอธิษฐาน “ด้วยความยินดี” (ข้อ 4) คนเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพื่อนทั่วไป แต่เป็นพี่น้องในพระเยซูผู้ “ได้รับส่วนในพระคุณ” เป็นผู้ร่วมงานในข่าวประเสริฐกับเปาโล (ข้อ 7) ความสัมพันธ์นี้มีส่วนร่วมด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นสามัคคีธรรมที่หล่อหลอมโดยความรักของพระเจ้าและจากข่าวประเสริฐ
จริงอยู่ที่เพื่อนมีความสำคัญ แต่มิตรสหายในพระคริสต์ทำให้เกิดความยินดีที่แท้จริงและลึกซึ้ง พระคุณของพระเจ้าประสานเราเข้าด้วยกันในแบบที่ไม่มีใครทำได้ และแม้ในช่วงที่มืดมนที่สุดของชีวิต ความสุขยินดีที่เกิดจากความสัมพันธ์นั้นจะคงอยู่
ยึดมั่นในความจริง
ครอบครัวของฉันอาศัยในบ้านอายุเกือบร้อยปีที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง รวมถึงผนังที่ฉาบพื้นผิวอย่างสวยงาม ช่างก่อสร้างเตือนฉันว่าผนังแบบนี้ หากจะแขวนรูปภาพต้องเจาะตะปูเข้าไปยึดในเนื้อไม้หรือใช้พุกยึดผนัง ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงที่ภาพจะตกกระแทกพื้นทิ้งให้ผนังเป็นรูโหว่ไม่น่าดู
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ใช้ภาพเปรียบเทียบของหมุดที่ตอกแน่นบนผนังเพื่ออธิบายถึงบุคคลที่ไม่มีบทบาทเด่นในพระคัมภีร์ชื่อว่าเอลียาคิม เขาไม่เหมือนเชบนาเจ้าพนักงานฉ้อฉล (อสย.22:15-19) และชาวอิสราเอลผู้แสวงหาความเข้มแข็งด้วยตัวเขาเอง (ข้อ 8-11) เอลียาคิมวางใจในพระเจ้า อิสยาห์ได้พยากรณ์ว่าเอลียาคิมจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการในวังให้กับกษัตริย์เฮเซคียาห์ท่านเขียนว่าพระเจ้าจะตอกเขาไว้เหมือน “ตอกหมุดในที่มั่นคง” (ข้อ 23) การยึดมั่นในความจริงและพระคุณของพระเจ้ายังทำให้เอลียาคิมกลายเป็นที่ยึดให้กับครอบครัวและคนของเขา (ข้อ 22-24)
กระนั้นอิสยาห์ได้สรุปคำพยากรณ์ด้วยคำเตือนที่จริงจังว่าไม่มีใครจะเป็นหลักประกันความปลอดภัยที่ดีที่สุดให้เพื่อนหรือครอบครัวได้ เราทุกคนจะหลุดร่วงลงมา (ข้อ 25) หมุดยึดที่มั่นคงที่สุดในชีวิตเรามีเพียงผู้เดียวคือพระเยซู (สดด.62: 5-6; มธ.7:24) ในขณะที่เราดูแลและแบ่งเบาภาระผู้อื่น ให้เราชี้นำพวกเขาไปยังพระองค์ ผู้ทรงเป็นหมุดยึดที่มั่นคง
ในสวน
พ่อของฉันชอบร้องเพลงนมัสการเก่าๆมาก หนึ่งในเพลงโปรดของท่านคือ “ในสวน” สองสามปีก่อนเราจึงร้องเพลงนี้ในงานศพของท่าน มีท่อนรับเรียบง่ายว่า “ทรงดำเนินกับข้าฯและยังตรัสกับข้าฯ ทรงเรียกข้าฯว่าเป็นบุตรพระองค์ ข้าฯมีความสุขสันต์เมื่อคอยอยู่ที่นั่น ซึ่งคนอื่นไม่เคยรู้เลย” บทเพลงนี้นำความสุขใจมายังพ่อของฉัน และมายังตัวฉันเช่นกัน
ซี. ออสติน ไมลส์นักแต่งเพลงบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในฤดูใบไม้ผลิปี 1912 หลังจากอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่ 20 “ขณะที่อ่านในวันนั้น ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในฉากที่เห็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นในชีวิตของมารีย์ ขณะเธอคุกเข่าต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและร้องว่า ‘รับโบนี (อาจารย์)’”
ในยอห์นบทที่ 20 มารีย์ชาวมักดาลาร้องไห้อยู่ใกล้อุโมงค์ฝังพระศพที่ว่างเปล่า ที่นั่นเธอพบชายคนหนึ่งที่ถามเธอว่าทำไมจึงร้องไห้ เธอได้พูดกับพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้วคือพระเยซู โดยคิดว่าพระองค์เป็นคนสวน ความโศกเศร้ากลายเป็นความชื่นชมยินดี และเธอวิ่งไปบอกเหล่าสาวกว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (ข้อ 18)
เราเองก็แน่ใจได้เช่นกันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว! ขณะนี้พระองค์ทรงอยู่บนสวรรค์กับพระบิดา แต่ก็ไม่ได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง ผู้เชื่อในพระคริสต์มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน และโดยพระวิญญาณนั้นเราจึงมีความมั่นใจและชื่นชมยินดีที่รู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา และเราเป็น “ของพระองค์”
ทรงตัวบนคลื่น
ขณะที่สามีของฉันเดินเล่นไปตามหาดหินเพื่อถ่ายภาพขอบฟ้าของเกาะฮาวาย ฉันนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ในใจคิดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ แม้จะมีปัญหารออยู่ที่บ้านแต่ ณ เวลานั้นฉันต้องการสันติสุข ฉันมองดูคลื่นที่ซัดกระแทกหินคมสีดำเหล่านั้น มีเงาดำตรงแนวโค้งของคลื่นสะดุดตาฉัน เมื่อใช้กล้องซูมภาพจากรูปทรงก็บอกได้ว่าเป็นเต่าทะเลกำลังว่ายไปตามแนวคลื่นอย่างสงบในท่ากางขาออก ฉันยิ้มออกมาขณะหันหน้าไปสูดกลิ่นไอทะเล
“ฟ้าสวรรค์จงสรรเสริญการอัศจรรย์ของพระองค์” (สดด.89:5) พระเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบได้ของเราทรงปกครอง “การเดือดดาลของทะเล เมื่อคลื่นสูงขึ้นพระองค์ทรงให้สงบ” (ข้อ 9) พระองค์ “ได้ทรงตั้งพิภพ และบรรดาสิ่งที่อยู่ในนั้น” (ข้อ 11) พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง ทรงเป็นเจ้าของ ทรงจัดการ และกำหนดจุดมุ่งหมายทั้งสิ้นเพื่อพระสิริของพระองค์และเพื่อความชื่นชมยินดีของเรา
การยืนอยู่บนรากฐานของความเชื่อ คือในความรักของพระบิดาผู้ไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 15) พระเจ้ายังทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่และทรงพระเมตตาในการปฏิบัติต่อเรา เราเต้นโลดอยู่ในพระนามของพระองค์ได้วันยังค่ำ (ข้อ 16) ไม่ว่าอุปสรรคใดที่เราเผชิญหรือต้องอดทนกับความล้มเหลวอีกกี่ครั้ง พระเจ้าทรงยึดเราไว้ในขณะที่คลื่นซัดขึ้นและลง
ราคาที่ต้องจ่าย
ผลงานของไมเคิลแองเจโลหลายชิ้นแสดงถึงชีวิตของพระเยซูในด้านต่างๆ แต่หนึ่งในผลงานสะเทือนอารมณ์ที่สุดก็ดูเรียบง่ายที่สุดด้วย ในทศวรรษที่ 1540 เขาได้ร่างภาพปีเอต้า (ภาพนางมารีย์ที่ประคองร่างไร้ชีวิตของพระคริสต์)ให้กับเพื่อนชื่อวิททอเรีย โคลอนนา ภาพนี้วาดด้วยชอล์คเป็นรูปนางมารีย์มองที่สวรรค์ขณะประคองร่างของบุตรชายที่นอนแน่นิ่ง ด้านหลังเป็นไม้กางเขนมีข้อความจากวรรณกรรมเรื่องแดนสวรรค์ของดังเต้ว่า “พวกเขาไม่คิดว่าพระองค์ทรงจ่ายราคาด้วยพระโลหิตไปมากแค่ไหนที่นั่น”ประเด็นของไมเคิลแองเจโลนั้นลึกซึ้งคือ เมื่อเราคิดถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เราต้องคิดถึงราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่าย
ราคาที่พระคริสต์จ่ายนั้นบันทึกไว้ในคำประกาศก่อนจะทรงสิ้นพระชนม์ว่า “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) คำว่า “สำเร็จแล้ว” (tetelestai) ถูกใช้กับหลายอย่าง ทั้งเพื่อแสดงว่าชำระเงินแล้ว งานเสร็จแล้ว ถวายเครื่องบูชาแล้ว ทำผลงานชิ้นเอกเสร็จแล้ว ทุกความหมายนี้ใช้ได้กับสิ่งที่พระเยซูทรงทำแทนเราบนไม้กางเขน! นี่คงเป็นสาเหตุที่เปาโลเขียนว่า “แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอวด นอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ซึ่งโดยกางเขนนั้นโลกตรึงไว้แล้วจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ตรึงไว้แล้วจากโลก” (กท.6:14)
การที่พระเยซูเต็มใจรับสภาพแทนเราถือเป็นหลักฐานนิรันดร์ว่าพระเจ้าทรงรักเรามากเพียงใด เมื่อเราใคร่ครวญถึงราคาที่พระองค์ทรงจ่ายไป ขอให้เราเฉลิมฉลองถึงความรักของพระองค์และขอบพระคุณสำหรับกางเขนนั้น