ถูกกักไว้ในความกลัว
ในปี 2020 การระบาดของไวรัสโคโรน่าทำให้โลกตกอยู่ในความหวาดกลัว ประชากรถูกกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ มีการปิดประเทศ เที่ยวบินและการจัดงานใหญ่ๆถูกยกเลิก ผู้คนที่อาศัยในเขตที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อพากันกลัวว่าตนอาจจะติดไวรัส เกรแฮม เดวีย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความวิตกกังวลเชื่อว่า การรายงานข่าวร้าย “มักจะทำให้คุณเศร้าและกังวลมากขึ้น” มีภาพการ์ตูนบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นภาพของชายคนหนึ่งกำลังดูข่าวทีวี เขาถามว่าจะเลิกกังวลได้อย่างไร อีกคนในห้องนั้นเอื้อมมือมาปิดทีวี แล้วบอกว่าคำตอบคือให้เปลี่ยนจุดสนใจเสีย!
ลูกา 12 ให้คำแนะนำเพื่อช่วยเราหยุดความกังวลว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า” (ข้อ 31) เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าเมื่อเราจดจ่ออยู่กับพระสัญญาที่ว่าผู้ติดตามพระองค์จะได้รับมรดกในแผ่นดินสวรรค์ เมื่อเราพบความลำบาก เราก็สามารถเปลี่ยนจุดสนใจของเรา และระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเห็น และรู้ถึงความต้องการของเรา (ข้อ 24-30)
พระเยซูทรงหนุนใจสาวกของพระองค์ว่า “ฝูงแกะเล็กน้อยเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระบิดาของท่านชอบพระทัยจะประทานแผ่นดินนั้นให้แก่ท่าน” (ข้อ 32) พระเจ้าทรงโปรดที่จะอวยพรเรา! ให้เรานมัสการพระองค์และรู้ว่าทรงห่วงใยเรายิ่งกว่านกในอากาศและดอกไม้ในทุ่งนา (ข้อ 22-29) แม้ในยามยากลำบาก เราสามารถอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐานขอสันติสุขจากพระเจ้า และเชื่อวางใจในพระเจ้าผู้ประเสริฐและสัตย์ซื่อ
ดินแข็งและความกรุณาอันอ่อนโยน
ตอนที่เจมส์อายุหกขวบ เดวิดพี่ชายของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุจากสเก็ตน้ำแข็งเพียงหนึ่งวันก่อนวันเกิดอายุครบสิบสี่ปี หลายปีหลังจากนั้นเจมส์พยายามอย่างมากที่จะปลอบโยนมาร์กาเร็ตมารดาผู้ทุกข์ระทมที่คอยเตือนตนเองว่าลูกชายคนโตของเธอจะไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการโตเป็นผู้ใหญ่ ความคิดแบบเดียวกันนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้จินตนาการอันบรรเจิดของเจมส์ แบร์รี่ ในหลายสิบปีต่อมา ก่อให้เกิดตัวละครที่ไม่มีวันแก่ในนิทานยอดนิยมของเด็กชื่อ ปีเตอร์ แพน ดอกไม้งอกขึ้นผ่านบาทวิถีได้ฉันใด สิ่งดีก็งอกงามขึ้นได้จากดินแข็งแห่งจิตใจที่เจ็บปวดเกินจินตนาการฉันนั้น
เราอบอุ่นหัวใจเมื่อคิดว่าพระเจ้าทรงสามารถให้เกิดสิ่งดีได้อย่างสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ตัวอย่างอันงดงามคือเรื่องของนางรูธในพันธสัญญาเดิม นาโอมีสูญเสียลูกชายทั้งสองที่เป็นที่พึ่งไป สะใภ้หม้ายคือ นางรูธ เลือกที่จะอยู่ดูแลนาโอมีและรับใช้พระเจ้าของแม่สามี (นรธ.1:16) ในตอนท้าย การจัดเตรียมของพระเจ้ามอบความสุขยินดีเกินคาดคิดแก่พวกเธอ นางรูธแต่งงานใหม่และมีลูก “เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่าโอเบดผู้เป็นบิดาของเจสซีซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (4:17) ชื่อของเขาจะอยู่ในรายชื่อบรรพบุรุษของพระเยซู (มธ.1:5)
พระกรุณาอันอ่อนโยนของพระเจ้าเอื้อมออกมาไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าใจและมาพบกับเราในที่แห่งความประหลาดใจ จงคอยเฝ้าดู! คุณอาจจะได้เห็นในวันนี้ JBB
หน้าต่าง
ที่เชิงเขาหิมาลัย นักท่องเที่ยวสังเกตเห็นบ้านที่ไม่มีหน้าต่างตั้งเรียงราย ไกด์นำเที่ยวอธิบายว่าชาวบ้านบางคนกลัวปีศาจจะแอบเข้ามาในบ้านตอนหลับ พวกเขาจึงสร้างเป็นกำแพงทึบ คุณจะบอกได้เลยว่าเจ้าของบ้านหลังไหนมาเชื่อพระเยซูเพราะพวกเขาจะเจาะหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามา
เรื่องนี้อาจเกิดกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เรามีชีวิตอยู่ในยุคที่น่ากลัวและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ซาตานและวิญญาณชั่วยุยงให้โกรธเกรี้ยวไม่ลงรอยกันทำให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงแตกแยก ผมมักรู้สึกเหมือนแอบอยู่หลังกำแพงของตนเอง แต่พระเยซูทรงต้องการให้ผมเจาะหน้าต่าง
อิสราเอลแสวงหาที่ลี้ภัยหลังกำแพงสูง แต่พระเจ้าตรัสว่าความมั่นคงของพวกเขาอยู่ในพระองค์ พระองค์ทรงครอบครองจากฟ้าสวรรค์ และพระดำรัสพระองค์กำหนดระบบระเบียบของทุกสรรพสิ่ง (อสย.55:10-11) ถ้าอิสราเอลหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะทรง “กรุณาเขา” (ข้อ 7) และจะทรงให้พวกเขากลับเป็นประชากรของพระองค์เพื่อเป็นพรแก่โลก (ปฐก.12:1-3) พระองค์จะทรงยกชูเขาขึ้น และนำหน้าพวกเขาไปในขบวนแห่แห่งชัยชนะ การเฉลิมฉลองของพวกเขาจะ “เป็นอนุสรณ์เพื่อเป็นหมายสำคัญนิรันดร์ซึ่งจะไม่ตัดออกเลย” (อสย.55:13)
บางครั้งกำแพงก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่กำแพงที่มีหน้าต่างนั้นดีที่สุด เพื่อโลกจะได้เห็นว่าเราวางอนาคตของเราไว้กับพระเจ้า ความกลัวของเรานั้นเป็นเรื่องจริงแต่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่า หน้าต่างเปิดให้เราไปสู่พระเยซูผู้ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” (ยน.8:12) และไปสู่ผู้คนที่ต้องการพระองค์
ให้ความเมตตา
เมื่อย้อนคิดถึงการที่เธอให้อภัยมนัสเสห์ ชายผู้ฆ่าสามีและลูกของเธอในเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เบียทากล่าวว่า “การยกโทษของฉันอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่พระเยซูทรงทำ พระองค์ทรงรับโทษอันเนื่องจากการชั่วทุกอย่างในตลอดนิรันดร์กาล ไม้กางเขนของพระองค์คือที่เพียงแห่งเดียวที่เราจะได้พบกับชัยชนะ!” มนัสเสห์เขียนจดหมายถึงเบียทามากกว่าหนึ่งครั้งจากในเรือนจำ เขาบรรยายถึงฝันร้ายที่ตามรังควานเขาและร้องขอการยกโทษจากเธอและพระเจ้า ตอนแรกเธอไม่สามารถให้ความเมตตาต่อเขาได้ โดยบอกว่าเธอเกลียดที่เขาฆ่าครอบครัวของเธอ แต่แล้ว “พระเยซูทรงทำงานในความคิดของเธอ” และด้วยการทรงช่วยเหลือของพระเจ้า เธอยกโทษให้เขาได้ในเวลาสองปีต่อมา
ในการทำเช่นนี้เบียทาทำตามสิ่งที่พระเยซูสอนสาวกของพระองค์ให้ยกโทษแก่ผู้ที่กลับใจ พระองค์ตรัสว่าแม้พวกเขา “ผิดต่อท่านวันหนึ่งเจ็ดหนและจะกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดหนนั้นแล้วว่า ‘ฉันกลับใจแล้ว’ จงยกโทษให้เขาเถิด” (ลก.17:4) แต่การยกโทษก็อาจเป็นเรื่องยากมาก ดูจากที่สาวกพูดว่า “โปรดให้ความเชื่อของพวกข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น” (ข้อ 5)
ความเชื่อของเบียทาเพิ่มขึ้นขณะเธอปล้ำสู้ในการอธิษฐานถึงการที่เธอไม่สามารถยกโทษได้ หากเรากำลังต่อสู้ในเรื่องการยกโทษเหมือนกับเธอ เราสามารถทูลขอพระเจ้าผ่านองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงช่วยเรา เมื่อความเชื่อของเราเพิ่มพูนขึ้น พระองค์จะทรงช่วยเราให้ยกโทษได้
กิจกรรมแบกภาระหนัก
คาเรนเป็นครูมัธยมที่คิดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาเพื่อสอนนักเรียนให้มีความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ใน “กิจกรรมแบกภาระหนัก” นักเรียนเขียนรายการของความหนักใจที่แต่ละคนแบกรับอยู่ จะมีการแบ่งปันข้อความเหล่านี้โดยไม่ระบุชื่อผู้เขียน เพื่อให้นักเรียนเห็นความลำบากของคนอื่น ซึ่งหลายๆเรื่องก็เรียกน้ำตาจากเพื่อนๆ ตั้งแต่นั้นมาห้องเรียนก็เต็มไปด้วยความรู้สึกของการให้เกียรติกันอย่างแท้จริงระหว่างวัยรุ่น ตอนนี้พวกเขารู้สึกเห็นใจกันมากขึ้น
ในตลอดพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงเตือนคนของพระองค์ให้ปฏิบัติต่อกันด้วยการให้เกียรติและความเห็นอกเห็นใจ (รม.12:15) ประวัติศาสตร์อิสราเอลช่วงแรกในพระธรรมเลวีนิติ พระเจ้าสอนคนอิสราเอลให้มีความเห็นใจโดยเฉพาะกับคนต่างชาติ พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง” เพราะพวกเขาเองก็เคยเป็นคนต่างด้าวในอียิปต์และรู้ซึ้งถึงความลำบากนั้น (ลนต.19:34)
บางครั้งภาระที่แบกอยู่ทำให้เรารู้สึกเหมือนคนต่างชาติ คือโดดเดี่ยวและถูกเข้าใจผิดแม้แต่ในหมู่เพื่อน เราอาจไม่มีประสบการณ์เหมือนกับชาวอิสราเอลที่ได้ทำกับคนต่างชาติท่ามกลางพวกเขา แต่เราสามารถปฏิบัติต่อผู้ที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเราได้ด้วยการให้เกียรติและเข้าใจเขาเหมือนที่เราปรารถนา ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียนมัธยมสมัยนี้ เป็นชาวอิสราเอล หรือใครก็ตาม เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเราทำเช่นนั้น
ดำเนินชีวิตเหมือนในยามเช้า
เมื่อผมต้องโดยสารเครื่องบินข้ามเขตเวลา ผมลองวิธีต่างๆเพื่อไม่ให้มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางข้ามเขตเวลา และคิดว่าได้ลองทุกวิธีแล้ว! มีอยู่ครั้งหนึ่งผมตัดสินใจปรับการกินอาหารบนเครื่องบินให้ตรงกับเขตเวลาที่ผมจะไป แทนที่จะกินอาหารเย็นพร้อมผู้โดยสารคนอื่น ผมดูหนังและพยายามหลับ ช่วงเวลาที่ตั้งใจอดอาหารนั้นช่างยากเย็น และอาหารเช้าก่อนเครื่องบินลงจอดก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่การอยู่แบบ “ไม่เหมือน” คนรอบข้างนั้นได้ผล นาฬิกาของร่างกายผมถูกปรับให้เข้ากับเขตเวลาใหม่
เปาโลรู้ว่าถ้าผู้เชื่อในพระเยซูจะสำแดงพระองค์ได้อย่างแท้จริง พวกเขาต้องมีชีวิตที่แตกต่างจากโลกรอบๆตัว เมื่อก่อนพวกเขา “เป็นความมืด” แต่ขณะนี้พวกเขาดำเนินชีวิตอย่าง “ลูกของความสว่าง” (อฟ.5:8) แล้วนั่นหมายถึงอะไร เปาโลพูดต่อเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” (ข้อ 9)
การนอนหลับในช่วงมื้อค่ำอาจดูโง่เขลาสำหรับคนอื่นในเที่ยวบิน แม้ว่าตอนนั้นโลกจะเป็นเวลาเที่ยงคืน แต่เราในฐานะผู้เชื่อถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตเหมือนในยามเช้า ที่อาจมีคนดูหมิ่นและต่อต้าน แต่ในพระเยซู เรา “ดำเนินชีวิตในความรัก” ได้โดยทำตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ “ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า” (ข้อ 2)
น้ำตาลไอซิ่งแห่งความเชื่อ
ฉันจูงมือหลานชายกระโดดเล่นผ่านลานจอดรถเพื่อไปหาชุดพิเศษสำหรับใส่ในวันเปิดเทอม หลานวัยเตรียมอนุบาลตื่นเต้นกับทุกอย่าง และฉันตั้งใจที่จะจุดประกายความสุขของเขาให้เป็นความร่าเริงยินดี ฉันเพิ่งเห็นแก้วกาแฟที่มีข้อความว่า “ยายคือแม่ที่มีน้ำตาลไอซิ่งเยอะๆ” น้ำตาลไอซิ่งคือความสนุกความสดใสและความร่าเริงยินดี! นั่นคือหน้าที่ของฉันในฐานะยาย ใช่ไหมใช่แล้ว...และยังมีมากกว่านั้นอีก
ในจดหมายฉบับที่สองของเปาโลถึงลูกฝ่ายวิญญาณคือทิโมธี ท่านระลึกถึงความเชื่อที่จริงใจของทิโมธีและชมเชยทั้งโลอิสยายของเขาและยูนีสผู้เป็นแม่ (2 ทธ.1:5) ทั้งสองดำเนินชีวิตตามความเชื่อซึ่งทำให้ทิโมธีได้มาเชื่อในพระเยซูเช่นกัน แน่นอนว่าโลอิสและยูนีสรักทิโมธีและจัดหาสิ่งจำเป็นให้ แต่พวกท่านทำมากกว่านั้น เปาโลชี้ให้เห็นถึงความเชื่อที่มีอยู่ในท่านทั้งสองอันเป็นที่มาของความเชื่อในทิโมธีด้วย
หน้าที่ของฉันในฐานะยายนั้นรวมถึงการเป็น “น้ำตาลไอซิ่ง” สำหรับเรื่องชุดไปโรงเรียน แต่ยิ่งไปกว่านั้น ฉันถูกเรียกให้เป็นน้ำตาลไอซิ่งเมื่อฉันแบ่งปันความเชื่อด้วยการก้มศีรษะอธิษฐานก่อนกินนักเก็ตไก่ เมื่อสังเกตดูเมฆรูปนางฟ้าที่เป็นผลงานศิลปะของพระเจ้า เมื่อร้องเจื้อยแจ้วไปกับเพลงพระเยซูในรายการวิทยุ ให้เราดูและทำตามอย่างแม่และยายแบบยูนีสและโลอิส ที่ทำให้ความเชื่อกลายเป็นน้ำตาลไอซิ่งในชีวิต เพื่อที่ผู้อื่นจะอยากได้ในสิ่งที่เรามี
รับใช้ผู้ต่ำต้อยที่สุด
ชื่อของเขาคือสเปนเซอร์ แต่ทุกคนเรียกเขาว่า “สเปนซ์” เขาเป็นแชมป์แข่งขันกรีฑาระดับมัธยมปลายของรัฐ จากนั้นเขาได้รับทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกาและได้รับการยอมรับอย่างสูงในงานด้านวิศวกรรมเคมี แต่ถ้าคุณถามสเปนซ์ถึงความสำเร็จสูงสุดจนถึงวันนี้ เขาจะไม่พูดถึงสิ่งเหล่านั้นเลย แต่จะเล่าอย่างตื่นเต้นเรื่องการเดินทางไปประเทศนิคารากัวทุกๆ 2-3 เดือนเพื่อเยี่ยมเด็กๆและครูในโครงการกวดวิชาที่เขาช่วยก่อตั้งขึ้นในพื้นที่ยากจนที่สุดของประเทศ เขาจะบอกคุณว่าชีวิตของเขามีคุณค่ามากขึ้นเพียงใดเมื่อได้รับใช้คนเหล่านี้
“ผู้ต่ำต้อยที่สุด” เป็นวลีที่มีการใช้ในหลายรูปแบบ แต่พระเยซูทรงใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่โดยมาตรฐานของโลกแล้วเขาแทบจะไม่สามารถตอบแทนการช่วยเหลือที่เราให้ได้เลย เขาเหล่านั้นเป็นทั้งชาย หญิง และเด็กที่โลกมักจะมองข้ามหรือไม่ก็ถูกลืมอย่างสิ้นเชิง แต่คนเหล่านี้คือผู้ที่พระเยซูทรงยกให้อยู่ในสถานะที่สวยงามโดยตรัสว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้...ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มธ.25:40) คุณไม่จำเป็นต้องมีปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเพื่อจะเข้าใจพระดำรัสของพระคริสต์ นั่นคือว่าการรับใช้ “ผู้ต่ำต้อยที่สุด” ก็เป็นเหมือนการรับใช้พระองค์ ทั้งหมดที่ต้องมีคือหัวใจที่เต็มใจ
แผนการที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ขณะที่ฉันกำลังสำรวจดูห้องสมุดชั้นล่างสุดของศูนย์ชุมชนแห่งใหม่ จู่ๆก็เกิดแรงกระแทกที่ทำให้ห้องสะเทือน สักพักก็เกิดขึ้นอีก ในที่สุดบรรณารักษ์ซึ่งไม่สบายใจก็อธิบายว่าเหนือห้องสมุดเป็นที่สำหรับยกน้ำหนัก และจะเกิดเสียงดังทุกครั้งที่มีคนวางที่ยกน้ำหนักลง สถาปนิกและนักออกแบบได้วางแผนส่วนต่างๆของอาคารที่ทันสมัยแห่งนี้เป็นอย่างดี แต่ยังมีคนลืมจัดที่ตั้งห้องสมุดให้อยู่ห่างจากกิจกรรมเหล่านี้
แผนการในชีวิตของเราก็มักมีข้อผิดพลาดเช่นกัน เรามองข้ามข้อควรพิจารณาที่สำคัญ แผนการของเราอาจไม่ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุหรือเรื่องที่ไม่คาดคิด แม้การวางแผนจะช่วยป้องกันปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ เวลาที่จำกัด และปัญหาสุขภาพ แต่กลวิธีที่รอบคอบที่สุดก็ไม่สามารถขจัดปัญหาทุกอย่างออกจากชีวิตได้ เราอยู่ในโลกยุคหลังสวนเอเดน
ด้วยการทรงช่วยเหลือของพระเจ้า เราจะพบสมดุลระหว่างการคิดถึงอนาคตอย่างรอบคอบ (สภษ.6:6-8) และการตอบสนองต่อความยากลำบาก พระเจ้าทรงมีพระประสงค์สำหรับปัญหาที่ทรงอนุญาตให้เกิดในชีวิตของเรา พระองค์อาจใช้สิ่งนั้นพัฒนาความอดทน เพิ่มพูนความเชื่อ หรือเพียงเพื่อนำเราเข้าใกล้พระองค์ พระคัมภีร์เตือนเราว่า “ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมาก แต่พระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละจะดำรงอยู่ได้” (สภษ.19:21) เมื่อเรายอมมอบเป้าหมายและความหวังในอนาคตไว้กับพระเยซู พระองค์จะทรงสำแดงว่าพระองค์ต้องการให้สิ่งใดสำเร็จภายในเราและผ่านชีวิตของเรา