Category  |  ODB

เบ่งบานเพื่อพระเยซู

ฉันไม่ได้พูดความจริงเรื่องดอกทิวลิป ซึ่งเป็นของขวัญจากลูกสาวคนเล็ก เธอนำหน่อทิวลิปจากอัมสเตอร์ดัมกลับมาสหรัฐอเมริกาหลังจากเธอไปเที่ยวที่นั่น ฉันแสดงท่าทางตื่นเต้นเมื่อได้รับ เหมือนที่ฉันตื่นเต้นที่ได้เจอเธออีก แต่ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ฉันชอบน้อยที่สุด มันออกดอกและร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว อากาศของเดือนกรกฎาคมในเวลานั้นร้อนเกินกว่าที่จะปลูกได้

ที่สุดแล้วในตอนปลายเดือนกันยายน ฉันปลูกหน่อทิวลิปของ “ลูกสาว” เพราะคิดถึงเธอด้วยความรัก ทุกครั้งที่พรวนดินแข็งๆ ฉันกังวลว่ามันจะงอกไหม เมื่อเกลี่ยดินบนแปลงครั้งสุดท้าย ฉันกล่าวอวยพรว่า “หลับให้สบายนะ” ด้วยหวังว่าจะเห็นทิวลิปเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ

โครงการเล็กๆ ของฉันกลายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างถ่อมตัวถึงการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เรารักซึ่งกันและกัน แม้เราจะไม่ใช่ “คนโปรด” ของอีกฝ่าย เมื่อมองข้ามความผิดที่เป็นเหมือน “วัชพืช” ของกันและกัน เราก็สามารถรักผู้อื่นได้ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าแม้ในฤดูที่อากาศแปรปรวน เมื่อเวลาผ่านไป ความรักซึ่งกันและกันก็จะเบ่งบานโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเป็นเช่นไร “ดังนี้แหละ” พระเยซูตรัส “คนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” (ข้อ 35) เมื่อพระองค์ทรงตัดแต่งกิ่ง เราก็ได้รับการอวยพรให้เบ่งบาน เช่นเดียวกับที่ดอกทิวลิปของฉันเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิถัดมา สุดสัปดาห์เดียวกันนั้นลูกสาวของฉันก็แวะมาเยี่ยม ฉันบอกเธอว่า “ดูสิว่าอะไรกำลังเบ่งบาน!” และสิ่งที่เบ่งบานในท้ายที่สุดแล้วก็คือ ตัวฉันเอง

คำอธิษฐานกับผงคลีดินและดวงดาว

ลาร่าและเดฟต้องการอย่างยิ่งที่จะมีลูก แต่แพทย์บอกว่าพวกเขาไม่สามารถมีลูกได้ ลาร่าปรับทุกข์กับเพื่อนว่า “ฉันได้เปิดใจพูดคุยกับพระเจ้าตรงๆหลายครั้ง” แต่หลังจากการ “พูดคุย” ครั้งหนึ่ง เธอและเดฟได้คุยกับศิษยาภิบาลซึ่งบอกพวกเขาถึงพันธกิจการรับบุตรบุญธรรมของคริสตจักร หนึ่งปีต่อมาพวกเขาก็ได้รับพระพรจากการรับเลี้ยงทารกชายคนหนึ่ง

ในปฐมกาล 15 พระคัมภีร์กล่าวถึงการสนทนาแบบตรงไปตรงมาของอับรามกับพระเจ้า พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็น...บำเหน็จของเจ้าจะยิ่งใหญ่” (ข้อ 1 TNCV) แต่อับรามยังไม่มั่นใจในพระสัญญาเกี่ยวกับอนาคต จึงตอบไปตรงๆว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย” (ข้อ 2)

ก่อนหน้านี้พระเจ้าทรงสัญญากับอับรามว่า “เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้ามากเหมือนผงคลีดิน” (13:16) ตอนนี้อับรามย้ำเตือนพระเจ้าในเรื่องนี้ด้วยความคิดอย่างมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงรับรองโดยบอกให้ท่านมองดูฟ้า “ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด” ซึ่งบ่งบอกว่าท่านจะมีพงศ์พันธุ์เหลือคณานับ (15:5)

พระเจ้าทรงแสนดี ที่ไม่เพียงยอมรับคำอธิษฐานอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังทรงรับรองแก่อับรามอย่างอ่อนโยน! ต่อมาพระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อท่านเป็นอับราฮัม (“บิดาของประชาชาติมากมาย”) เช่นเดียวกับอับราฮัม คุณและผมก็สามารถเปิดใจต่อพระองค์และวางใจว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเราและผู้อื่น

พระเจ้าทรงอุ้มชูเรา

ปี 2019 เฮอริเคนดอเรียนพัดถล่มหมู่เกาะบาฮามาส ด้วยฝนที่ตกหนัก ลมกรรโชกแรงและน้ำท่วม นับเป็นภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เบรนท์หลบอยู่ในบ้านกับลูกชายที่โตแล้วซึ่งพิการทางสมอง เขารู้ว่าต้องหนีออกไป แม้เบรนท์จะตาบอดแต่เขาต้องช่วยชีวิตลูกชาย เขาอุ้มลูกขึ้นพาดบ่าอย่างอ่อนโยนและลุยน้ำที่ท่วมสูงถึงคางพาลูกชายไปยังที่ปลอดภัย

หากบิดาในโลกนี้ซึ่งเผชิญอุปสรรคใหญ่หลวงยังยินดีที่จะช่วยลูกชาย คิดดูว่าพระบิดาบนสวรรค์จะทรงห่วงใยบุตรของพระองค์ยิ่งกว่านั้นเท่าใด ในพันธสัญญาเดิม โมเสสระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงอุ้มชูคนของพระองค์ แม้ในขณะที่พวกเขาเผชิญอันตรายที่สั่นคลอนความเชื่อ ท่านเตือนอิสราเอลถึงการช่วยกู้ของพระเจ้า การทรงจัดเตรียมอาหารและน้ำในถิ่นทุรกันดาร การต่อสู้กับศัตรู และการทรงนำอิสราเอลด้วยเสาเมฆและเสาไฟ เมื่อใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆมากมาย ที่พระเจ้ากระทำเพื่อพวกเขา โมเสสกล่าวว่า “ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้เห็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน ดังพ่ออุ้มลูกของตน” (ฉธบ.1:31)

การเดินทางในถิ่นทุรกันดารของอิสราเอลนั้นไม่ง่าย บางครั้งความเชื่อของพวกเขาก็ถดถอย แต่มีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงการปกป้องและจัดเตรียมของพระเจ้า ภาพของพ่อที่อุ้มลูกอย่างอ่อนโยน กล้าหาญและมั่นคง เป็นภาพอันยอดเยี่ยมที่แสดงถึงการที่พระเจ้าทรงดูแลอิสราเอล เมื่อเราต้องเผชิญความท้าทายที่ทดสอบความเชื่อ เราระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นและจะอุ้มชูเราผ่านสิ่งเหล่านั้น

สุดยอดบทเพลงซิมโฟนี

เมื่อนิตยสารดนตรีบีบีซีขอให้วาทยากรชั้นนำของโลก 151 คน จัดลำดับบทเพลงซิมโฟนีที่คิดว่าประพันธ์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดนั้น อีรอยก้า ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นนำมาเป็นอันดับแรก ผลงานนี้ซึ่งชื่อเพลงแปลว่า “วีรบุรุษ” ถูกแต่งขึ้นระหว่างความวุ่นวายของการปฏิวัติฝรั่งเศส และจากการต่อสู้ของบีโธเฟ่นขณะที่เขาค่อยๆสูญเสียการได้ยิน บทเพลงที่กระตุ้นอารมณ์ให้แปรปรวนนี้ ถ่ายทอดความหมายของการเป็นมนุษย์และมีชีวิตขณะเผชิญความท้าทาย โดยผ่านท่วงทำนองที่ขึ้นลงไปมา ทั้งสุข เศร้า และมีชัยชนะในท้ายที่สุด ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบีโธเฟ่นจึงถูกจัดให้เป็นคำยกย่องแด่จิตวิญญาณของมนุษย์มาตลอดทุกยุคสมัย

จดหมายฉบับแรกของเปาโลถึงชาวโครินธ์ก็สมควรได้รับความสนใจด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยเป็นถ้อยคำหนุนใจแทนที่จะเป็นโน้ตเพลง โดยเริ่มบรรเลงเสียงดังด้วยคำอวยพร (1:4-9) และเสียงแผ่วลงสู่ความโศกเศร้าจากความขัดแย้งฝ่ายวิญญาณ (11:17-22) และดังขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้ที่มีของประทานร่วมใจรับใช้ซึ่งกันและกันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า (12:6-7)

สิ่งที่ต่างกันคือ ที่นี่เราได้เห็นชัยชนะแห่งจิตวิญญาณมนุษย์ซึ่งเป็นคำยกย่องสรรเสริญแด่พระวิญญาณของพระเจ้า ในขณะที่เปาโลเชิญให้เรามีประสบการณ์ร่วมกันในความรักที่เกินบรรยายของพระคริสต์ ท่านก็ได้ช่วยให้เราเห็นตัวเองว่าเป็นผู้ที่ถูกเรียกร่วมกันโดยพระบิดา ได้รับการทรงนำโดยพระบุตร และได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดเสียงดัง แต่เพื่อเราจะได้มีส่วนร่วมในบทเพลงซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ฝูงตั๊กแตนระบาดทำลายพืชผลในรัฐมินนิโซตาเป็นเวลาห้าปี เกษตรกรพยายามดักตั๊กแตนในน้ำมันดินและเผาทุ่งนาเพื่อทำลายไข่ของมัน คนมากมายที่สิ้นหวังและกำลังจะอดตายขอให้จัดวันอธิษฐานพร้อมกันทั้งรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผู้ว่าการรัฐอนุมัติและกำหนดให้อธิษฐานในวันที่ 26 เมษายน

หลังอธิษฐานไม่กี่วัน อากาศอบอุ่นและไข่เริ่มฟักเป็นตัว แต่อีกสี่วันถัดมาอุณหภูมิกลับลดลงอย่างน่าประหลาดและทำให้หลายคนยินดี เพราะอุณหภูมิจุดเยือกแข็งได้ฆ่าตัวอ่อนเหล่านั้น ชาวมินนิโซตาจึงได้เก็บเกี่ยวข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวโอ๊ตอีกครั้ง

การอธิษฐานอยู่เบื้องหลังการช่วยเหลือประชากรของพระเจ้าในระหว่างการครองราชย์ของกษัตริย์เยโฮชาฟัทเช่นกัน เมื่อกษัตริย์ทราบว่ามีกองทัพใหญ่กำลังขึ้นมาทำสงคราม พระองค์จึงประกาศให้ประชากรของพระเจ้าอดอาหารอธิษฐาน ประชาชนเตือนให้พระเจ้าทรงระลึกถึงการช่วยกู้พวกเขาในอดีต และเยโฮชาฟัททูลว่า ถ้าเกิดเหตุร้ายกับพวกเขา “จะเป็นดาบ การพิพากษา หรือโรคระบาด หรือการกันดารอาหาร” พวกเขาจะร้องทูลต่อพระเจ้า เพราะรู้ว่าพระองค์จะทรงฟังและช่วยพวกเขา (2 พศด.20:9)

พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์จากกองทัพที่มารุกราน และทรงสดับฟังเมื่อเราร้องทูลด้วยความทุกข์ใจ ไม่ว่าคุณจะกังวลเรื่องใด จะเป็นปัญหาความสัมพันธ์หรือสิ่งที่คุกคามจากโลกนี้ จงทูลต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับพระองค์

คริสเตียนแท้

หลายปีก่อนผมสมัครงานกับองค์กรคริสเตียนแห่งหนึ่ง และได้รับทราบถึงรายการของกฎระเบียบข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้แอลกอฮอล์ ยาสูบ และความบันเทิงบางประเภท “เราคาดหวังพฤติกรรมแบบคริสเตียนจากพนักงานของเรา” นั่นคือคำอธิบาย ผมควรจะเห็นด้วยกับรายการนี้เพราะผมไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อที่ผมมี แต่ด้านที่ชอบโต้แย้งของผมคิดว่า ทำไมพวกเขาไม่มีกฎห้ามหยิ่งผยอง เย็นชา หยาบคาย เพิกเฉยฝ่ายวิญญาณ และชอบจับผิด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย

การติดตามพระเยซูไม่สามารถกำหนดได้ด้วยกฎเกณฑ์ เพราะเป็นคุณภาพชีวิตที่ละเอียดอ่อนซึ่งยากที่จะบอกด้วยปริมาณมากน้อย แต่สามารถบรรยายได้ดีที่สุดด้วยคำว่า “งดงาม”

คำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขในมัทธิว 5:3-10 สรุปความงดงามนั้นว่า ผู้ที่ดำรงอยู่และพึ่งพาพระวิญญาณของพระเยซูคือผู้ที่มีใจถ่อมและไม่อวดตัว พวกเขาเข้าใจในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พวกเขาสุภาพและมีใจกรุณา พวกเขาแสวงหาความดีในตัวเองและผู้อื่น พวกเขามีเมตตาต่อผู้ที่ทนทุกข์และล้มเหลว พวกเขามุ่งมั่นจดจ่อที่พระเยซูผู้เดียว พวกเขามีสันติสุขและส่งต่อสันติภาพเป็นมรดก พวกเขาทำดีต่อผู้ที่ข่มเหงพวกเขา โดยตอบแทนความชั่วด้วยความดี และพวกเขาคือ ผู้เป็นสุข คำนี้มีความหมายที่เล็งถึง “ความสุข” อันลึกซึ้งที่สุด

ชีวิตเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นและจะเป็นชีวิตของผู้ที่มาหาพระเยซูและทูลขอต่อพระองค์

สำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้า

เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ผมกับลูกสาววัยหกขวบอยู่บนพื้นมองดูแสงวาบผ่านประตูกระจก เธอพูดซ้ำๆว่า “ว้าว! พระเจ้ายิ่งใหญ่” ผมก็รู้สึกเช่นนั้น เราต่างรู้ชัดเจนว่าตัวเราเล็กน้อยเพียงใดและพระเจ้าทรงฤทธิ์เพียงใด ข้อความจากโยบผุดขึ้นมาในความคิดของผม “ทางที่จะไปสู่ที่ซึ่งความสว่างแจกจ่ายออกไปนั้นอยู่ที่ไหน หรือที่ซึ่งลมตะวันออกกระจายไปบนแผ่นดินโลกอยู่ที่ไหน” (โยบ 38:24)

โยบจำต้องได้รับการเตือนถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า (ข้อ 34-41) ชีวิตของท่านพังทลาย ลูกๆเสียชีวิต ท่านสูญสิ้นทุกอย่างและเจ็บป่วย เพื่อนๆไม่เห็นใจ ภรรยาบอกให้ท่านละทิ้งความเชื่อ (2:9) ในที่สุดโยบถามพระเจ้าว่า “ทำไม” (บทที่ 24) และพระองค์ทรงตอบออกมาจากพายุ (บทที่ 38)

พระเจ้าทรงเตือนโยบว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่เหนือปรากฏการณ์ความเป็นไปต่างๆในโลก (บทที่ 38) สิ่งนี้ปลอบโยนท่านและท่านตอบว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5) หรือพูดอีกอย่างว่า “ข้าพระองค์เข้าใจแล้วพระเจ้า! ข้าพระองค์เห็นแล้วว่าพระองค์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในความคิดของข้าพระองค์”

เมื่อชีวิตพังทลาย บางครั้งสิ่งที่ช่วยปลอบโยนเราได้ดีที่สุดคือการนอนลงบนพื้นและมองดูสายฟ้า เพื่อระลึกว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกใบนี้ทรงยิ่งใหญ่และรักเรามากพอที่จะดูแลเราด้วยเช่นกัน หรือเราอาจเริ่มร้องบทเพลงนมัสการที่เราโปรดปรานซึ่งกล่าวถึงฤทธาและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของเรา

ปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อพรรคนาซีเกณฑ์ ฟรานซ์ เยเกอร์สแตทเตอร์ ให้ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสำเร็จการฝึกทหารชั้นต้นแล้วแต่ปฏิเสธที่จะปฏิญาณตนแสดงความภักดีต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ฟรานซ์กลับไปที่ฟาร์ม แต่ต่อมากลับเรียกเขาเข้าประจำการ เมื่อเห็นอุดมการณ์ของนาซีอย่างใกล้ชิดและรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิว เขาเลือกที่จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าซึ่งแปลว่าเขาไม่สามารถต่อสู้เพื่อนาซี เขาถูกจับกุมและประหารชีวิต ทิ้งภรรยาและลูกสาวสามคนไว้เบื้องหลัง

หลายต่อหลายปีที่ผู้เชื่อในพระเยซูมากมายต้องเสี่ยงชีวิตเพราะพวกเขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นเมื่อถูกสั่งห้ามไม่ให้เชื่อฟังพระเจ้า เรื่องของดาเนียลคือหนึ่งในนั้น เมื่อมีราชโองการข่มขู่ว่าใครก็ตามที่ “ทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือ [พระราชา]” (ดนล.6:12) ผู้นั้นจะถูกโยนลงในถ้ำสิงห์ ดาเนียลไม่ห่วงความปลอดภัยของตนและยังคงสัตย์ซื่อ “ท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ผู้เผยพระวจนะคุกเข่าต่อพระเจ้า และเพียงพระเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม

บางครั้งทางเลือกของเราก็ชัดเจน แม้ทุกคนรอบตัวจะขอร้องให้เราเห็นด้วยกับความคิดส่วนใหญ่ แม้จะกระทบต่อชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของเราขอให้เราอย่าหันไปจากการเชื่อฟังพระเจ้า แม้บางครั้งต้องสูญเสียมหาศาล แต่ทั้งหมดที่เราทำได้คือการปฏิเสธอย่างหนักแน่น

หนทางแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้า

“จากนี้ไป” คือหนึ่งในเพลงประทับใจที่สุดจากละครเพลง โชว์แมนบันลือโลก ตัวเอกร้องเพลงนี้เมื่อตระหนักอย่างเจ็บปวดว่าได้ทำร้ายครอบครัวและเพื่อนๆ เพลงนี้เป็นการเฉลิมฉลองความยินดีที่ได้กลับบ้านและพบว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นมากเกินพอแล้ว

พระธรรมโฮเชยาสรุปคล้ายๆกัน ถึงความยินดีและสำนึกในพระคุณต่อการที่พระเจ้าทรงให้ผู้ที่กลับมาหาพระองค์กลับสู่สภาพดี แต่ส่วนใหญ่ของพระธรรมจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์กับความสัมพันธ์ของคู่สมรสที่ไม่สัตย์ซื่อ และคร่ำครวญถึงความล้มเหลวของอิสราเอลในการรักและดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์

แต่ในบทที่ 14 โฮเชยากล่าวถึงพระสัญญาแห่งความรัก พระคุณ และการฟื้นฟูที่ไม่สิ้นสุดของพระเจ้า ต่อผู้ที่กลับมาหาพระองค์ด้วยใจแตกสลายเพราะพวกเขาละทิ้งพระองค์ (ข้อ 1-3) พระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราจะช่วยรักษาเขาให้หายจากการกลับสัตย์ของเขา เราจะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (ข้อ 4) สิ่งที่เสียหายเกินเยียวยา จะกลับสู่สภาพดีและสมบูรณ์อีกครั้ง พระคุณพระเจ้าซึ่งเป็นเหมือนน้ำค้างจะทำให้ประชากรของพระองค์ “เบิกบานอย่างดอกพลับพลึง” และ “เจริญขึ้นเหมือนอุทยาน” (ข้อ 5-7)

เมื่อเราทำร้ายผู้อื่นหรือรับเอาสิ่งดีในชีวิตจากพระเจ้าโดยไม่สำนึก เรามักคิดว่าได้ทำลายสิ่งดีที่พระเจ้าประทานให้ไปตลอดกาล แต่ถ้าเราถ่อมใจกลับมาหาพระองค์ เราจะพบว่าความรักของพระองค์ยังคงเอื้อมมาโอบกอดและฟื้นฟูเราอยู่เสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา